โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

อิสราเอลจับมือมะกันลอบสังหารผู้นำสูงสุดอิหร่าน ใช้เวลาไม่เกิน60วิ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

อิสราเอลวางแผนมะกันนานหลายเดือนลอบสังหารผู้นำสูงสุดอิหร่านพร้อมจนท. แต่ใช้เวลาไม่ถึง 60 วิ

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์สงครามปะทุเดือดในตะวันออกกลาง ที่ล่วงเข้าสู่วันที่ 3 ยังคงมีการโจมตีตอบโต้กันระหว่างอิหร่าน กับ อิสราเอลที่ผนึกกำลังกับสหรัฐอเมริกา ทั้งยังขยายวงไปยังเพื่อนบ้านรัฐอ่าวราว 8 ประเทศ

รอยเตอร์รายงานว่า เวลา 02.40 น.วันที่ 2 มีนาคม ตามเวลาท้องถิ่น กองทัพอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศถล่มตอนใต้กรุงเบรุต เมืองหลวงเลบานอน และหุบเขาเบกา ในเลบานอนตะวันออก เป็นพื้นที่ควบคุมของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ กองกำลังติดอาวุธที่สนับสนุนอิหร่าน หลังจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีใส่เมืองไฮฟาของอิสราเอล เพื่อแก้แค้นให้กับนายอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถูกอิสราเอลและสหรัฐโจมตีสังหารจนเสียชีวิต พร้อมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านหลายสิบคน

เจ้าหน้าที่ทหารอิสราเอลรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ภารกิจในการลอบสังหารมุ่งเป้าไปยังนายคาเมเนอี เป็นผลจากการประสานงานอย่างใกล้ชิดระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐเป็นเวลานานหลายเดือน มีการฝึกซ้อมและติดตามความเคลื่อนไหวของบุคคลระดับสูงของอิหร่านเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ควบคู่กับข่าวกรองแบบเรียลไทม์ที่ยืนยันว่าเป้าหมายรวมตัวกัน ผลลัพธ์คือ การเปิดปฏิบัติการโจมตีเกือบพร้อมกันภายในเวลาไม่ถึง 60 วินาที ใน 3 จุด ที่ห่างจากอิสราเอลกว่า 1,609 กิโลเมตร คร่าชีวิตคาเมเนอีและบุคคลสำคัญของอิหร่านประมาณ 40 คน รวมถึงผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติและรัฐมนตรีกลาโหมของอิหร่านด้วย

ส่วนการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านได้ขยายวงกว้างไปไกลกว่าเป้าหมายของสหรัฐและอิสราเอล โดยดึงหลายเมืองที่เคยถูกมองว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยในภูมิภาคเข้าสู่ความขัดแย้ง ทั้ง คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ ส่วนนายอาลี ลาริจานี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติของอิหร่าน เคยเป็นที่ปรึกษาของนายคาเมเนอี ระบุว่า อิหร่านจะไม่เจรจากับสหรัฐ

ด้านกองบัญชาการกลางสหรัฐ(CUC) แถลงว่า กองทัพสหรัฐได้โจมตีเป้าหมายในอิหร่านไปแล้วกว่า 1,000 แห่ง นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการโจมตีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า การโจมตีอาจดำเนินต่อไปนานถึง 4 สัปดาห์ หรืออาจน้อยกว่านั้น

สำนักข่าวอัล จาซีรา ได้สรุปตัวเลขผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในตะวันออกกลาง จากการโจมตีของสหรัฐและอิสราเอลในอิหร่าน ตามด้วยการโจมตีตอบโต้กลับของอิหร่านใน 9 ประเทศทั่วตะวันออกกลาง อ้างสื่อทางการอิหร่านรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตในอิหร่าน 555 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก จุดที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดอยู่ที่โรงเรียนประถมหญิงชาจาเรห์ ตอยเยเบห์ เมืองมินาบ จ.ฮอร์โมซกัน เสียชีวิต 148 คน บาดเจ็บ 95 คน ขณะที่ อิสราเอล เสียชีวิต 9 คน บาดเจ็บ 121 คน โดยเมืองเบธเชเมช ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธอิหร่าน เสียชีวิต 8 คน บาดเจ็บ 20 คน อีกทั้งอาคารในกรุงเทลอาวีฟเสียหายอย่างน้อย 40 แห่ง

ส่วนประเทศอื่นๆ ถูกอิหร่านโจมตีอย่าง บาห์เรนไม่มีผู้เสียชีวิต แต่มีผู้บาดเจ็บ 4 คน อิรัก เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 5 คน คูเวต เสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 32 คน โดยสนามบินนานาชาติคูเวตถูกโดรนอิหร่านโจมตีจนอาคารผู้โดยสารได้รับความเสียหาย โอมาน บาดเจ็บ 5 คน กาตาร์ บาดเจ็บ 16 คน ยูเออี เสียชีวิต 3 คน บาดเจ็บ 58 คน ขณะที่จอร์แดนและซาอุดีอาระเบีย ไม่มีผู้บาดเจ็บ หรือเสียชีวิต แม้จะมีรายงานการถูกโจมตีจากอิหร่าน ล่าสุด เลบานอนที่ถูกอิสราเอลโจมตีมุ่งเป้าหมายกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ มีผู้เสียชีวิตแล้ว 31 คน บาดเจ็บ 149 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ซาอุดี อารัมโก บริษัทน้ำมันแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย สั่งปิดโรงกลั่นราส ตานูรา หนึ่งในโรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง มีกำลังการผลิตถึง 550,000 บาร์เรลต่อวัน และเป็นท่าเรือส่งออกน้ำมันดิบที่สำคัญของซาอุฯ หลังถูกโดรนอิหร่านโจมตีด้วย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อิสราเอลจับมือมะกันลอบสังหารผู้นำสูงสุดอิหร่าน ใช้เวลาไม่เกิน60วิ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...