‘MAW’ ข้าวเกรียบกุ้งพรีเมียม แบรนด์ที่ 4 ของ ‘พีช-พชร’ เจาะกลุ่ม Niche Market สู่เป้ายอดขายแรก 70 ล้านบาท
สำหรับ‘พีช-พชร จิราธิวัฒน์’ วันนี้เขาไม่ได้เป็นแค่ทายาทธุรกิจพันล้าน หรือซีอีโอ 4 แบรนด์ แต่ล่าสุดได้เปิดตัวธุรกิจที่ 5 ซึ่งก็คือ‘MAW’ (มาว) ข้าวเกรียบกุ้งพรีเมียม เพราะมองว่าเซกเมนต์ขนมพรีเมียมยังถูกขับเคลื่อนด้วยแบรนด์นำเข้าที่มีต้นทุนสูงจากภาษีและโลจิสติกส์ ทำให้ราคาเข้าถึงยากเกินไป
ขณะที่ ตลาดขนมขบเคี้ยวในไทยยังมีศักยภาพสูง และเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากรายงาน Savoury Snacks in Thailand โดย Euromonitor ระบุว่า มูลค่าตลาดมีแนวโน้มเพิ่มจาก 55,322 ล้านบาทในปี 2025 เป็น 67,977 ล้านบาทในปี 2030
ดังนั้น แม้เศรษฐกิจในปัจจุบันอาจจะไม่เอื้อในหลายๆ อย่างรวมถึงกำลังการซื้อของคนไทย แต่เซกเมนต์ ‘ของกิน’ ยังมีโอกาสสูง และคนยังใช้จ่ายกับเรื่องนี้อยู่
นอกจากนี้ ยังมีอินไซต์จาก Megatrend Report ที่ระบุว่า 67% ของผู้บริโภคไทยชอบทดลองอาหารหรือขนมพรีเมียมใหม่ๆ เพราะมองว่าสินค้าเหล่านี้ช่วยสะท้อนตัวตนและยกระดับไลฟ์สไตล์
ในมุมมองของพีช-พชร เขาได้กล่าวว่า “ตลาดขนมพรีเมียมในไทยที่ผ่านมา ถูกขับเคลื่อนโดยแบรนด์นำเข้าที่มีต้นทุนสูงจากภาษีและโลจิสติกส์ จนราคาขายไม่เอื้อต่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน ขณะที่ขนมในกลุ่มแมสแม้ว่าจะเข้าถึงง่าย แต่ยังขาดทั้งรสชาติที่แปลกใหม่และความพรีเมียมสไตล์ต่างประเทศ”
สำหรับ MAW น่าจะตอบโจทย์ทั้งประสบการณ์ที่ออกแบบมาให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ รวมถึงความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่ ซึ่งแบรนด์ใหม่นี้เชื่อว่า จะช่วยเข้ามาเติมเต็มช่องว่างระหว่างสองฝั่งนี้ได้ ด้วยขนมที่ให้ประสบการณ์แบบพรีเมียม แต่ยังเข้าถึงได้จริงในราคาที่จับต้องได้ และสามารถกินได้บ่อยในชีวิตประจำวัน
สำหรับ MAW เป็นชื่อแบรนด์ที่ได้แรงบันดาลใจจากคำว่า Mouth และ Jaw สื่อถึงภาพปากของคนกินที่ช่างเลือก มีสไตล์ และชอบเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ภายใต้แนวคิด Elevate The Ordinary แบรนด์ใหม่อยากจะเป็นส่วนหนึ่งในความธรรมดาในแต่ละวันให้รู้สึกพิเศษขึ้น ไม่ต้องรอจังหวะ ไม่ต้องหาโอกาสพิเศษ แต่สามารถเติมได้ทุกวัน
โดยจะมีให้เลือก 3 รสชาติ ก็คือ Spicy Mentaiko Mayo, Cheddar Jalapeño และ Salted Rosemary Butter ซึ่งมี 2 ขนาดให้เลือก ก็คือ ขนาด 50 กรัม (ราคา 69 บาท) และขนาด 120 กรัม (ราคา 145 บาท)
[ เป้าหมาย 70 ล้านบาท ตั้งใจเปิดตลาด Niche ก่อน ]
MAW ตั้งใจโฟกัสฐานลูกค้าไปที่กลุ่ม Niche คนเมืองที่มีรสนิยม เป็นกลุ่ม Urban Tastemaker อายุ 25–35 ปี มีพฤติกรรมชอบอะไรใหม่ๆ ชอบลอง เปิดใจ และขนมสำหรับพวกเขาคือส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย
โดยจะวางจำหน่ายที่ TOPS ซึ่งเป็น Exclusive Partnership จำนวน 724 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งมีฐานลูกค้าที่สอดคล้องกับสิ่งที่แบรนด์มองหา
ส่วนเป้ายอดขายแรกสำหรับ MAW ตั้งเป้าที่ 55–71 ล้านบาท หรือประมาณ 0.1–0.13% ของมูลค่าตลาด เนื่องจากแบรนด์เลือกเริ่มต้นจากการทำตลาดในกลุ่ม Niche Market เพื่อทดสอบตลาดและสร้างฐานผู้บริโภคที่ชัดเจน ก่อนขยายสู่เซกเมนต์ที่กว้างขึ้นในอนาคต
สำหรับตลาดต่างประเทศ MAW มองไปที่‘ฟิลิปปินส์’ ซึ่งเป็นตลาดขนมขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ากว่า 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งยังมีพฤติกรรมการบริโภคใกล้เคียงกับไทย นอกจากนี้ ยังมี Co-founder ชาวฟิลิปปินส์ ที่จะเข้ามาเติมความเข้าใจกลุ่มลูกค้าในประเทศนี้ได้ ทั้งแง่การบริโภค การซื้อ และการทำการตลาดที่ถูกใจคนท้องถิ่นได้
ปัจจุบัน พีช-พชร เป็นซีอีโอธุรกิจที่อยู่ในแวดวงของกินและเครื่องดื่มทั้งหมด โดยแบรนด์แรกที่ทำให้เขากลายเป็นนักธุรกิจเต็มตัวก็คือ ‘Potato Corner’ แบรนด์เฟรนช์ฟรายส์ที่มีต้นกำเนิดจากฟิลิปปินส์, ร้านข้าวซอยชื่อดังจากเชียงใหม่ ‘ข้าวโซอิ’ (Khao-Sō-i) ซึ่งเขาได้ร่วมทุนเปิดสาขาที่ 2 ที่กรุงเทพฯ และสาขาที่ 3 ในกรุงลอนดอนกับ ‘วิน ศรีนวกุล’ เจ้าของธุรกิจ
แบรนด์ที่ 3 ก็คือ UNO Coffee ร้านกาแฟที่ทุกวันนี้ยังมีคนเข้าคิวยาว และ MAW แบรนด์ที่ 4 ซึ่ง พีช-พชร เข้ามาเล่นกับตลาดขนมเต็มตัวในยุคที่การแข่งขันเรื่องของกินเดือดดาลยิ่งกว่าเดิม