นโยบายสิ่งแวดล้อม ‘ภูมิใจไทย’ เศรษฐกิจสีเขียว-ป้องกันภัยพิบัติ
จากวาทะหาเสียงสู่การทำงานจริง นโยบายสิ่งแวดล้อมของพรรคภูมิใจไทย ที่ นายวราวุธ ศิลปอาชา และ นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ เคยนำเสนอไว้ ตั้งแต่เศรษฐกิจสีเขียว การรับมือภัยพิบัติ ไปจนถึงเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 กำลังกลายเป็นประเด็นที่ประชาชนจับตามองว่า จะถูกนำไปปรับใช้ได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะแนวทางการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการสร้างรายได้ให้ประชาชนแบบเน้นสมดุลระหว่างอนุรักษ์และพัฒนา
นายวราวุธ ศิลปอาชา ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ชี้แจงวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมของพรรคว่า จากประสบการณ์ที่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในปี 2562 ทำให้เห็นความสำคัญของการดูแลธรรมชาติควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ
การแก้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นนโยบายที่ทุกคนจะต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ควบคู่กับการพัฒนาประเทศจะต้องเกิดขึ้น สิ่งแวดล้อมจะต้องอนุรักษ์เอาไว้ แต่เศรษฐกิจรุ่นใหม่ที่จะเกิดขึ้นก็ต้องตอบโจทย์ในเชิงอนุรักษ์ด้วย
พรรคมองถึงสิ่งที่จะลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน ซึ่งเป็นแนวคิดหลักในการกำหนดนโยบายทุกด้าน รวมถึงเรื่องคุณภาพน้ำ คุณภาพอากาศ ค่าฝุ่น PM 2.5 และขยะในทะเล
เมื่อได้มีโอกาสเข้ามาทำงาน อยากจะรักษาสิ่งที่เรามีให้อยู่ไปถึงลูกหลานของเรา ไม่อยากให้ต้องมานั่งเปิดกูเกิลดู แต่อยากให้เห็นด้วยตาตัวเองว่าหน้าตาเป็นอย่างไร การอนุรักษ์จะต้องควบคู่กันไปกับการพัฒนา แต่ถ้าตะบี้ตะบันจะพัฒนาอย่างเดียว คิดถึงแค่เงินในกระเป๋าอย่างเดียว จะไม่เหลืออะไรไว้ให้กับคนรุ่นต่อไป
หนึ่งในนโยบายเด่นที่นายวราวุธยกตัวอย่างคือ โครงการโซลาร์รูฟท็อป ที่ให้ประชาชนได้มีไฟฟ้าใช้เองด้วยการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าในระยะยาว นโยบายนี้มุ่งเน้นให้ประชาชนสามารถลดรายจ่ายด้านพลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรม
เศรษฐกิจสีเขียวพลัส
พรรคภูมิใจไทยผลักดันนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวพลัส โดยมุ่งให้ภาคธุรกิจทำงานที่ตอบโจทย์กับสิ่งแวดล้อม นายวราวุธอธิบายว่า ในระยะสั้นการปรับเปลี่ยนอาจดูเหมือนเป็นภาระ แต่ในระยะยาวจะเป็นตัวผลักดันให้ประเทศและประชาชนมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น
นโยบายนี้เชื่อมโยงกับบริบทโลกที่กำลังใช้มาตรการภาษีด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องมือทางการค้า หากประเทศไทยไม่ปรับตัว จะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันทางการส่งออกได้
พรรคตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยบรรลุ Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ผ่านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวแบบครอบคลุมทุกภาคส่วน ได้แก่ พลังงาน อุตสาหกรรมสีเขียว การคมนาคมสีเขียว การเงินสีเขียว เกษตรสีเขียว และมาตรฐานกฎหมายสีเขียว เพื่อสร้างงานและสร้างรายได้ใหม่ควบคู่กับการจัดการสิ่งแวดล้อม
แนวทางของพรรคภูมิใจไทยคือการช่วยให้เกษตรกรสามารถอยู่ได้ด้วยศักยภาพของตัวเอง ซึ่งดีกว่าการพึ่งพาเงินอุดหนุนจากรัฐ แนวคิดนี้มุ่งสร้างความยั่งยืนให้กับภาคเกษตรในระยะยาว
วิกฤตสิ่งแวดล้อม-ภัยพิบัติ
นายวราวุธเน้นย้ำว่า วิกฤตสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจสำคัญที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชนโดยตรง โดยยกตัวอย่างบทเรียนจากน้ำท่วมใหญ่ภาคเหนือและหาดใหญ่ในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าภัยพิบัติเหล่านี้จะรุนแรงขึ้นอีกหากกรุงเทพฯยังไม่มีแนวทางป้องกันที่ชัดเจน
“บ้านริมน้ำในวันนี้ อาจกลายเป็นบ้านกลางน้ำในวันหน้า”
ตนมองว่า นอกจากภัยธรรมชาติแล้ว ปัจจุบันโลกกำลังใช้กำแพงภาษีด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องมือการค้า หากไทยไม่ปรับตัวในเรื่องการส่งออก จะสูญเสียขีดความสามารถทางการแข่งขันทันที
ดังนั้น สิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือเรื่องปากท้องและทางรอดของทุกคน
ร่มธรรม ชู 4 นโยบาย
ร่มธรรม ขำนุรักษ์ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ร่วมเวทีดีเบตนโยบายสิ่งแวดล้อมที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ร่วมกับเครือข่ายนักวิชาการด้านวิศวกรรมและการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม จำนวน 20 หน่วยงาน
โดยเสนอว่า พรรคภูมิใจไทยเล็งเห็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในหลายมิติ ทั้งเรื่องทรัพยากรที่ลดลง ปัญหามลพิษ และปัญหาภัยทางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน
จึงได้เสนอนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นทางรอดของประเทศไทย พร้อมนโยบายสู้ภัยพิบัติเพื่อป้องกันและลดผลกระทบ 4 มิติ ได้แก่
“รู้ทันภัย-ยกระดับระบบพยากรณ์” พรรคเสนอให้ยกระดับฐานข้อมูลการพยากรณ์ภัยต่าง ๆ รวมถึงการเสริมอุปกรณ์วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมและ AI ระดับโลก เพื่อบูรณาการข้อมูลทุกหน่วยงานอย่างโปร่งใส วางแผนรับมือและประสานงานได้อย่างแม่นยำรวดเร็ว นอกจากนี้ จะมีการจัดทำผังอย่างละเอียดรายตำบล เพื่อการวางแผนจัดการเมื่อประสบภัย และสร้างช่องทางในการส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องให้แก่ประชาชน
“ป้องกันภัย-ระบบระบายน้ำแบบบูรณาการ” พรรคมีแผนสร้างระบบระบายน้ำแบบบูรณาการ โดยสร้างเส้นเลือดฝอยทุกพื้นที่ และจัดทำแผนจัดการภัยพิบัติและจัดการน้ำในระดับพื้นที่อย่างเป็นระบบ
“เยียวยาภัยพิบัติ-กองทุนประกันภัย” ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาที่พรรคอยู่ในรัฐบาล ต้องสูญเสียเงินเยียวยาเรื่องภัยพิบัติไปแล้วกว่า 33,000 ล้านบาท พรรคจึงเสนอนโยบายตั้ง “กองทุนภัยพิบัติ” เพื่อทำประกันภัยให้ประชาชนทุกครัวเรือน รายละเอียดของนโยบายคือ รัฐจะจ่ายค่าประกันภัย 1,000 บาทต่อครัวเรือน เพื่อทำประกันกองทุนภัยพิบัติให้ครัวเรือนทั้งหมดในประเทศไทย 29,505,775 ครัวเรือน รวมมูลค่าเกือบ 30,000 ล้านบาท เมื่อเกิดน้ำท่วมและระบบ AI จับข้อมูลได้ จะจ่ายเงินทันทีครัวเรือนละ 100,000 บาท เพื่อความรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม
และ “กฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” พรรคจะผลักดันให้มีกลไกทางกฎหมายเพื่อควบคุมระบบการจัดการ ทั้งการตั้งเป้าหมายและแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงแผนการปรับตัวและรับมือที่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ จะมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อดึงเงินสนับสนุนจากต่างประเทศเข้ามาช่วยเหลือประเทศไทยในการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม
กล่าวคือ นโยบายสิ่งแวดล้อมของพรรคภูมิใจไทยมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการพัฒนา โดยใช้เศรษฐกิจสีเขียวเป็นเครื่องมือในการสร้างรายได้และลดรายจ่ายให้ประชาชน ควบคู่ไปกับการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้นในอนาคต
ครอบคลุมตั้งแต่การใช้เทคโนโลยีในการพยากรณ์ภัย การสร้างโครงสร้างพื้นฐานป้องกัน ไปจนถึงการจัดตั้งกองทุนเยียวยาที่มุ่งเน้นความรวดเร็วและความโปร่งใส
ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นประเด็นที่ประชาชนจับตามองว่า พรรคภูมิใจไทยจะสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงหรือไม่ หลังจากชนะเลือกตั้ง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นโยบายสิ่งแวดล้อม ‘ภูมิใจไทย’ เศรษฐกิจสีเขียว-ป้องกันภัยพิบัติ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net