โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เกิดใหม่เป็นศิษย์น้องเล็ก ฐานะเซียนกระบี่นี้ข้ารับไว้ไม่ได้หรอก!

นิยาย Dek-D

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 02 ต.ค. 2568 เวลา 04.02 น. • OfficeOnlybook
เมื่อนางอยากเป็นเพียงนักเวทย์ธาตุผสมธรรมดา แต่คนรอบข้างไม่เห็นด้วย จึงทำได้เพียงก้าวออกจากหมู่บ้าน เพื่อใช้ชีวิตตามที่ปรารถนา

ข้อมูลเบื้องต้น

เกิดใหม่เป็นศิษย์น้องเล็ก ฐานะเซียนกระบี่นี้ข้ารับไว้ไม่ได้หรอก!
我法师加奶妈,用七把剑不过份吧
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท โอลลี่บุ๊คส์ จำกัด ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์

ผู้แต่ง : 暮回春 ผู้แปล : ทีมงาน Onlybook

เรื่องย่อ : หนิงหร่วน ฝึกฝนการเป็นนักกระบี่มาตลอด 15 ปี ทันทีที่ออกจากหมู่บ้านนางก็ได้รู้ว่า ตนถูกหลอกมาโดยตลอด เมื่อฐานะนักกระบี่นั้นไม่ใช่ว่าผู้ใดก็เป็นได้ ทว่านักเวทย์ธาตุผสมอย่างเธอกลับสามารถฝึกฝนได้อย่างเชี่ยวชาญ! การใช้ชีวิตในฐานะนักเวทย์ นักกระบี่ จึงเริ่มต้นขึ้น

บทที่ 1 แม่นมผู้แบกกล่องกระบี่

บทที่ 1 แม่นมผู้แบกกล่องกระบี่

"พวกเจ้า ไม่มีใครเป็นนักเวทธาตุผสมเลยหรือ?"นัก

"???"

"ตอนเกิดมา ก็ไม่มีอาวุธวิเศษติดตัวมาด้วยหรือ?"

"???"

"แม้แต่กระบี่วิเศษของนักกระบี่ ก็ไม่สามารถแยกเป็นกระบี่หลายเล่มได้หรือ?"

"???"

"การที่นักกระบี่ สามารถควบคุมกระบี่วิเศษหลายเล่มพร้อมกันได้นั้น เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ?"

"เจ้าคงไม่ใช่คนโง่กระมัง? ? ?"

หนิงหร่วนที่ถูกด่าว่าโง่เป็นครั้งที่เก้า ถึงกับพูดอะไรไม่ออก "…"

……

หนิงหร่วนไม่ใช่คนโง่

นางเป็นเพียงนักเวทธาตุผสม ที่ตั้งใจอยากเป็นเพียงแม่นม*[1] ธรรมดา ๆ แต่กลับถูกพวกคนแก่ในหมู่บ้านหลอกล่อมาตลอดสิบห้าปี จนกลายเป็นนักกระบี่

ความสามารถในการหลอกล่อของคนแก่พวกนั้นร้ายกาจนัก หากพวกเขาไปทำธุรกิจขายตรงที่ดาวสีน้ำเงินบ้านเกิดของนาง อย่างน้อยก็ต้องติดคุกสิบปีขึ้นไป

พวกเขาบอกว่า ภายนอกหมู่บ้านมีอัจฉริยะเดินกันขวักไขว่ ผู้แข็งแกร่งมากมายดั่งสุนัข นางที่เป็นเพียงนักเวทธาตุผสม เป็นนักกระบี่ที่ควบคุมกระบี่วิเศษได้เพียงสองเล่ม หากออกจากหมู่บ้านไปก็คงถูกผู้อื่นเหยียบย่ำ

และหนิงหร่วนก็หลงเชื่อ

ตั้งแต่นางได้เกิดใหม่ในโลกใบนี้ นางก็ถูกเหล่าบิดาในหมู่บ้าน สั่งสอนและฝึกฝนอย่างหนัก ด้วยความกลัวว่าจะถูกผู้อื่นรังแก เมื่อออกจากหมู่บ้านไปแล้ว

แต่เมื่อได้ออกจากหมู่บ้านจริง ๆ…

นางถึงได้รู้ว่า ตนเองถูกหลอกอย่างน่าสมเพช!

หนิงหร่วนสูดลมหายใจลึก

หญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวคราม ค่อย ๆ กระชับกล่องกระบี่ ที่แทบจะปกคลุมแผ่นหลังของนางให้แน่นขึ้นอย่างใจเย็น ภายใต้สายตาหลายคู่ที่มองมา ราวกับนางเป็นคนปัญญาอ่อน

จากนั้นก็ก้าวเท้าเดินไปข้างหน้า และเลียนแบบท่าทางของผู้อื่น ด้วยการวางมือขวาลงบนเสาหินสูงตระหง่านเบื้องหน้า

วันนี้เป็นวันสุดท้ายในการรับสมัครศิษย์ใหม่ของสำนักชีเทียน หนึ่งในเจ็ดสำนักใหญ่แห่งแคว้นชิงอวิ๋น

ผู้อาวุโสที่รับผิดชอบการทดสอบ ไม่ได้คาดหวังอะไรจากผู้มาทดสอบในวันนี้มากมายนัก

หากผู้ใดมีพรสวรรค์จริง ย่อมไม่รอจนถึงวันสุดท้าย จึงค่อยมาทดสอบ

แต่หลังจากที่เสาหินปล่อยลำแสงบริสุทธิ์แสบตาออกมา ผู้อาวุโสก็ตกใจจนเบิกตากว้าง

"อายุกระดูกสิบห้า นักเวทธาตุแสงระดับสาม ความเข้ากันได้เก้า… เก้าสิบหก?!"

หนิงหร่วนปล่อยมือ ดวงตาใสกระจ่างและสงบนิ่ง จับจ้องไปยังผู้อาวุโสท่านนั้น

เมื่อเขาได้สติกลับมา ก็ยื่นแผ่นหยกสีเรียบให้ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นว่า "นี่คือป้ายทดสอบ เจ้าถือมันไปที่แท่นรับรองด้านหน้า แล้วเจ้าจะถูกพาไปยังบันไดพันชั้น"

"บันไดพันชั้นมีทั้งหมดเก้าร้อยเก้าสิบเก้าขั้น ยิ่งวรยุทธ์สูงส่ง แรงต้านก็ยิ่งมาก หากทนไม่ไหวจริง ๆ ก็สามารถปรับลมปราณตรงนั้นได้… อย่าฝืน"

"สำหรับนักเวทธาตุแสง เพียงแค่ขึ้นไปให้ถึงขั้นที่หนึ่งร้อยห้าสิบ ก็ถือว่าผ่านการทดสอบขั้นต้นแล้ว"

หนิงหร่วนพยักหน้าเบา ๆ นางไม่ได้ถามว่า ทำไมถึงเรียกว่าบันไดพันชั้น ทั้ง ๆ ที่มีเพียงเก้าร้อยเก้าสิบเก้าขั้นเท่านั้น… เพราะว่าตอนนี้ นางแค่อยากรีบปีนบันไดพันชั้นนี้ให้เสร็จ เพื่อผ่านขั้นตอนการเข้าสำนัก

บางที อาจจะทันมื้อเที่ยงของสำนักชีเทียน

ใช่แล้ว… สาเหตุที่นางอยากเข้าสำนักชีเทียน ไม่ใช่เพราะสำนักนี้ยิ่งใหญ่อะไร

แต่เป็นเพียงเพราะในสำนักนี้ มีกระต่ายซุน

กระต่ายที่นางชอบกิน

"น่าแปลกนัก นาน ๆ ทีถึงจะได้เห็นผู้ที่กระตือรือร้นกับบันไดพันชั้นถึงเพียงนี้… น่าเสียดายที่เป็นนักเวทธาตุแสง…"

เมื่อเห็นหญิงสาวในอาภรณ์สีเขียวคราม เบือนหน้าจากไปโดยไม่พูดจา ผู้อาวุโสที่ทำการทดสอบก็อดลูบเคราพลางถอนหายใจไม่ได้

ก่อนจะมองไปยังกล่องกระบี่สีดำสูงครึ่งตัวคน ที่อยู่ด้านหลังของหญิงสาว สีหน้าของเขาดูประหลาดใจไม่น้อย

"…พอพูดถึงแม่หนูผู้นั้น นางจะแบกกล่องกระบี่ไว้ทำไมกัน?"

ไม่ใช่แค่ผู้อาวุโสที่ทำการทดสอบเท่านั้นที่รู้สึกว่า เป็นเรื่องแปลกประหลาดที่นักเวทธาตุแสงจะแบกกล่องกระบี่

แต่ในขณะนั้นเอง

เสียงอุทานที่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน ก็ดึงดูดความสนใจของทุกคนกลับมา "เร็วเข้า ดูนั่นสิ มีศิษย์สายตรงของสำนักชีเทียน กำลังเหาะด้วยกระบี่"

การเหาะด้วยกระบี่ ถือเป็นสิทธิพิเศษของนักกระบี่

และมีเพียงนักกระบี่ที่บรรลุขั้นสามขึ้นไปเท่านั้น จึงจะทำได้

หากไม่ใช่นักกระบี่ และไม่มีวัตถุวิเศษสำหรับเหาะเหิน อาศัยเพียงพลังตนเอง อย่างน้อยก็ต้องบรรลุขั้นสี่ขึ้นไป จึงจะเหาะได้ รวมทั้งสิ้นเปลืองพลังวิเศษมหาศาลด้วย

"อาภรณ์ขาวคาดแถบแดง เป็นศิษย์สายตรงจริง ๆ ด้วย"

"เอ๊ะ ดูเหมือนพวกเขากำลังมุ่งหน้ามาทางนี้"

"ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น ราวกับพวกเขากำลังตามหาใครบางคนอยู่?"

"…"

กลุ่มคนที่ลงมาจากท้องฟ้าอย่างรวดเร็วนั้น กำลังตามหาใครบางคนอยู่จริง ๆ

ยิ่งเมื่อลำแสงสลัวสายหนึ่ง ตกลงบนศีรษะของหนิงหร่วน นางแทบจะมั่นใจได้เลยว่า พวกเขาคงมาหานางอย่างแน่นอน

"เป็นนางแน่ ๆ! จานขังวิญญาณไม่มีทางหาคนผิดหรอก… ต้องเป็นนางแน่นอน!"

กลุ่มคนสี่คนเดินมาด้วยกัน

ประกอบด้วยชายสามคนและหญิงหนึ่งคน

ก่อนที่หญิงสาวที่อยู่ตรงกลาง ซึ่งถูกคุ้มกันโดยนักกระบี่ทั้งสามคน จะเป็นผู้เอ่ยปากพูด

น้ำเสียงของนางเจือเสียงสะอื้น ดวงตาแดงก่ำ ภายในม่านตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความเกลียดชัง

นางชี้กระบี่ไปยังหนิงหร่วน หญิงสาวที่กำลังจะก้าวขึ้นแท่นรับรอง เพื่อปีนบันไดพันชั้น "เจ้าคือคนที่สังหารท่านแม่ของข้า และทำลายจุดตันเถียนของท่านพ่อข้าใช่หรือไม่?"

"ไม่ใช่ข้า" หนิงหร่วนตอบกลับด้วยท่าทีสงบนิ่ง

ศิษย์คนอื่น ๆ ที่กำลังรอขึ้นแท่นรับรอง ต่างพากันถอยร่นออกไปเงียบ ๆ

เห็นได้ชัดว่า พวกเขากำลังเตรียมยืนดูเรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้น

"เจ้าโกหก! จานขังวิญญาณไม่มีทางจำคนผิด เจ้านั่นแหละที่สังหารท่านแม่ของข้า!"

หญิงสาวร่ำไห้อย่างน่าสงสาร ร่างบอบบางสั่นเทาอย่างรุนแรงด้วยความโกรธ และความเศร้าโศกที่ปะปนกัน

"โอ้" หนิงหร่วนเม้มริมฝีปาก พยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ "เช่นนั้นก็คงเป็นข้ากระมัง"

อีกฝ่ายคงไม่คิดว่า นางจะยอมรับอย่างตรงไปตรงมา และไม่ใส่ใจเช่นนี้

ดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาจึงชะงักงันไปชั่วครู่ ก่อนจะกลับมาฉายความแค้นที่เต็มเปี่ยมอีกครั้ง "เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร… ท่านพ่อท่านแม่ของข้า ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับเจ้า เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร?!"

"ศิษย์น้อง จะพูดกับนางทำไมให้มากความ ในเมื่อนางฆ่าคน จับตัวนางไปก็สิ้นเรื่อง"

"ศิษย์พี่สามพูดถูกแล้ว คนชั่วช้าสามานย์เยี่ยงนาง ไม่สมควรมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ยังกล้าคิดจะเข้าร่วมสำนักชีเทียนของพวกเราอีก ช่างน่าขันสิ้นดี"

"หึ ๆ… มีคนไม่รู้จักตาย ส่งตัวเองมาให้ถึงที่ก็ดีเหมือนกัน ศิษย์น้องของข้าหลั่งน้ำตากี่หยด ข้าก็จะแทงร่างนางให้เป็นรูพรุนเท่านั้น"

"…"

เมื่อเสียงแหบพร่าเจ็บปวดของหญิงสาวสิ้นสุดลง ชายถือกระบี่สามคน ต่างก็จ้องหนิงหร่วนนิ่ง

ความวุ่นวายด้านล่างแท่นรับรองไม่น้อยเลยทีเดียว

แม้แต่ผู้คนที่กำลังเข้าแถวรอการทดสอบอยู่ไกล ๆ ก็ค่อย ๆ มุ่งหน้ามาทางนี้

ผู้อาวุโสที่รับผิดชอบการทดสอบหลายคน ต่างรีบเร่งกันเข้ามาหา ก่อนจะหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าหนิงหร่วน

"ศิษย์หลานหลี่ เรื่องนี้คงมีความเข้าใจผิดเกิดขึ้นกระมัง? เมื่อวานข้าได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นกับตระกูลหลี่อยู่บ้างตามที่ข้ารู้มา พ่อของเจ้าก็เป็นนักเวทธาตุไฟขั้นห้า ส่วนแม่ของเจ้าก็เป็นนักเวทธาตุแสงขั้นสี่ ด้วยพละกำลังของพวกเขาแล้ว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับแม่หนู ที่เป็นนักเวทธาตุแสงขั้นสามเพียงคนเดียว จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะถึงขั้นคนหนึ่งตาย อีกคนบาดเจ็บ… นี่… นี่มันช่างเหลือเชื่อเกินไปแล้ว"

ผู้ที่เอ่ยวาจานี้ คือผู้อาวุโสที่ทำการทดสอบหนิงหร่วน บนใบหน้าอวบอ้วน ฉายแววประหลาดใจอย่างยิ่ง

เมื่อหลี่อวี้ได้ยินดังนั้น นางก็จ้องหนิงหร่วนด้วยดวงตาแดงก่ำ

"ไม่จริง ต้องเป็นนางแน่ ๆ… จานขังวิญญาณไม่มีทางจดจำผิดคน นางคือคนที่สังหารท่านแม่ของข้า! แค้นที่ฆ่าท่านแม่ ไม่อาจอยู่ร่วมฟ้าเดียวกัน วันนี้ข้าจะต้องลงมือสังหารนางด้วยตัวเอง"

หนิงหร่วนมองหญิงสาวตรงหน้า ที่ร้องไห้น้ำตาไหลพราก พลางตะโกนว่าจะแก้แค้นให้ท่านแม่นิ่ง ๆ

ก่อนที่นางจะเงยหน้าขึ้นด้วยท่าทีสงบ "แซ่หลี่หรือ?… อืม ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ผิดแล้ว แม่ของเจ้า ข้าเป็นคนสังหารจริง ๆ!"

"สิบห้าปีก่อน นางสังหารท่านแม่ของข้า สิบห้าปีให้หลัง ข้าสังหารนาง มันก็สมเหตุสมผลดีไม่ใช่หรือ?"

หนิงหร่วนเอียงศีรษะเล็กน้อย สีหน้าจริงจังเป็นพิเศษ

หลี่อวี้ได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้าง ผ่านไปครู่ใหญ่จึงตวาดออกมาด้วยความโกรธ

"เจ้าพูดเหลวไหล! ท่านแม่ของข้าเป็นคนใจดีและบริสุทธิ์ นางเคยช่วยชีวิตผู้ฝึกตนมากมาย นางจะฆ่าคนได้อย่างไร?! แม้จะฆ่าคนก็คงเป็นเพราะแม่ของเจ้าสมควรตายแล้ว!"

"ใจดีและบริสุทธิ์งั้นเหรอ?" หนิงหร่วนแค่นเสียงอย่างประหลาดใจ จากนั้นก็เคาะถุงเก็บของที่เอวเบา ๆ

เพียงไม่นานนางก็หยิบกระจกหินสีดำขนาดเท่าฝ่ามือออกมา

หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ พลางป้อนพลังวิญญาณเข้าไปในกระจกหิน

"แม่ของเจ้าช่างบริสุทธิ์ผุดผ่องจริง ๆ แย่งคู่ครองของผู้อื่น แม้แต่ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ก็ยังจะสังหารจนสิ้นซาก นางกับพ่อของเจ้าเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก"

หนิงหร่วนรู้สึกว่า หญิงสาวแซ่หลี่ตรงหน้า น้องสาวต่างแม่ของตนเอง คงจะมีปัญหาอะไรบางอย่าง

หากจะแก้แค้น ทำไมไม่ลงมือเสียที

แต่นางกลับพูดจาไม่หยุดหย่อน ราวกับต้องการครอบครองจุดยืนทางศีลธรรม…

น่าเสียดายจริง ๆ จุดยืนทางศีลธรรมนั่น… นางก็ต้องแย่งมาให้ได้เช่นกัน!

ภาพที่ฉายออกมาจากกระจกหินสีดำไม่เล็กเลย

อย่างน้อยก็ทำให้ผู้ชมที่มารวมตัวกัน ได้รับประสบการณ์การรับชมที่ดี

ในขณะที่ภาพถูกฉายขึ้นกลางอากาศ เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากด้านล่างก็ดังขึ้นสลับกันไปมา

"พระเจ้า! กระจกบานนี้ต้องใช้หินบันทึกภาพมากมายเพียงใด? ถึงสามารถฉายภาพได้ใหญ่ถึงเพียงนี้?"

"ไม่เพียงแค่ใหญ่เท่านั้น แต่ภาพยังคมชัดด้วย แม้แต่ต้นหญ้าด้านล่างก็ยังมองเห็น… แต่ภาพนี้ ดูเหมือนกำลังมีคนหนีเอาชีวิตรอดอยู่?"

"หรือว่ากระจกหินสีดำถูกแก้ไขมาแล้ว?"

"เมื่อครู่ ที่ผู้อาวุโสกล่าวถึงตระกูลหลี่ ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า นายท่านรองหลี่กับฮูหยินชิงอู๋ เพิ่งประสบเหตุระหว่างเดินทางกลับเมืองหลวงเมื่อวานนี้ไม่ใช่หรือ?"

"หากเป็นพวกเขาจริง แล้วฮูหยินชิงอู๋จะสังหารผู้บริสุทธิ์ได้อย่างไร?"

"หินบันทึกภาพย่อมแสดงความจริง ไม่มีผู้ใดปลอมแปลงได้"

"แต่ว่าฮูหยินชิงอู๋กับนายท่านรองหลี่ เป็นคู่ครองที่รักใคร่กันยิ่งนัก หากจะกล่าวว่าพวกเขาจะสังหารสตรีมีครรภ์ ข้าย่อมไม่เชื่อ เว้นเสียแต่ว่า อีกฝ่ายเป็นผู้ฝึกวิชาอาคมชั่วร้ายมาแต่แรก"

"…"

[1] แม่นม หมายถึง ตัวละครในเกมที่มีบทบาทในการฟื้นฟูพลังชีวิต เป็นสายสนับสนุน เนื่องจากนักเวทธาตุแสง มีพลังในการฟื้นฟูรักษาร่างกาย

บทที่ 2 ลูกศิษย์ที่ได้มาอย่างกะทันหัน

บทที่ 2 ลูกศิษย์ที่ได้มาอย่างกะทันหัน

ภาพที่ปรากฏบนกระจกหินสีดำ เป็นภาพที่ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังวิ่งหนีมาตลอด ก่อนจะหยุดฝีเท้าลงในที่สุด

จากนั้นนางก็หันกลับไปมองศัตรู ที่ไล่ตามมาด้านหลัง

ใบหน้าของคนหลายคน ปรากฏอย่างชัดเจนต่อหน้าผู้ชมทั้งหมด

ทว่าผู้ที่โดดเด่นที่สุด ก็คือนายท่านรองหลี่และภรรยา หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งราชวงศ์ต้าเหยียน ผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง

ชายผู้นั้นสวมอาภรณ์สีขาว ใบหน้าอ่อนโยนงดงาม

แต่ในภาพตรงหน้า

นายท่านรองหลี่ผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง กลับเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงเดือดดาลถึงขีดสุด

"หนิงหานเยว่ เห็นแก่ความสัมพันธ์สามีภรรยากันมาหลายปี หากเจ้ายอมร่วมมือกับข้า เพื่อนำทารกในครรภ์เจ้าไปทำพิธีกรรม ข้าจะให้เจ้าตายอย่างสบาย"

ข้างกายของนายท่านหลี่ ก็คือหญิงสาวในอาภรณ์ขาวที่อ่อนโยนดั่งสายน้ำ นางคือฮูหยินชิงอู๋ ที่กำลังลูบท้องนูนใหญ่ของตน พลางเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

"พี่หญิงหนิง ในเมื่อท่านกับท่านพี่ ไม่มีความรักต่อกันแล้ว เหตุใดจึงต้องคลอดเด็กคนนี้ด้วยเล่า พูดตามความจริง ท่านติดค้างข้าอยู่ ข้ากับท่านพี่รักใคร่กันมาหลายปี แต่เพราะการมีตัวตนของท่าน ถึงทำให้คนที่รักกัน ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้"

"บัดนี้ตระกูลหนิงก่อเรื่องกับศัตรูภายนอกมากมาย จนถูกทำลายล้าง บางทีนี่อาจเป็นผลกรรมของท่านก็เป็นได้"

"ที่สำคัญทารกในครรภ์ของท่าน ก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านพี่ ดังนั้นเขาย่อมมีสิทธิ์ตัดสินชะตาชีวิตของเด็กคนนี้ มิใช่หรือ?"

อาจเป็นเพราะกระจกฉายภาพ อยู่เก็บไว้กับคนที่ถูกเรียกว่า 'พี่หญิงหนิง'

ภาพที่ปรากฏตรงหน้า จึงไม่เห็นเงาร่างของนาง

ได้ยินเพียงเสียงที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง และความแค้นเคือง

"หลี่ซู นางเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเจ้า… แต่เจ้ากลับ… กลับคิดจะเอานางไปบูชายัญ เพื่อเป็นหุ่นเชิดรับเคราะห์ให้เด็กนอกคอกนั่นรอดตาย… ต่อให้ข้าต้องตาย ข้าก็จะไม่ยอมให้พวกเจ้าเอาชีวิตลูกสาวข้า ไปแลกกับชีวิตของเด็กนอกคอกนั่นเด็ดขาด!"

เสียงพูดขาดห้วงลง

ตามด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลันของสองสามีภรรยา พวกเขาถอยหลังด้วยความตื่นตระหนก

แล้วภาพตัดจบเพียงเท่านี้

แต่สิ่งที่ควรพูด ก็ได้พูดออกมาอย่างชัดเจนแล้ว

นายท่านรองหลี่กับฮูหยินชิงอู๋ ลักลอบมีสัมพันธ์กันอย่างลับ ๆ จนตั้งครรภ์

และร่วมมือกันบีบให้ภรรยาเอกต้องตาย รวมทั้งพยายามเอาเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเอง มาทำพิธีกรรมเพื่อเป็นตัวตายตัวแทน

แม้ภรรยาเอกผู้แข็งกร้าวนางนั้นจะจากไปแล้ว

แต่ลูกสาวของนาง เด็กน้อยที่เกือบถูกนำไปบูชายัญ กลับรอดชีวิตมาได้โดยไม่รู้สาเหตุ และบัดนี้ ได้กลับมาแก้แค้นแทนแม่ผู้ให้กำเนิดแล้ว…

หนิงหร่วนเก็บกระจกหินสีดำ ที่เคยดูมานับครั้งไม่ถ้วนกลับมาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง

นางมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงของผู้คนรอบข้างเงียบ ๆ

ก่อนจะยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย พลางมองไปยังคุณหนูตระกูลหลี่ ที่จ้องกลับมาด้วยดวงตาเอ่อคลอน้ำตาและแดงก่ำ แล้วเอ่ยถ้อยคำที่แทงใจดำออกมาอีกครั้ง

"ที่จริงแล้ว เมื่อวาน แม่ของเจ้าอาจไม่ต้องตายก็ได้ แต่ในช่วงเวลาสุดท้าย พ่อของเจ้าได้แย่งเอาอาวุธวิเศษที่ป้องกันตัวไปจากร่างของนาง ช่างน่าสนใจจริง ๆ"

แม้เสียงของหนิงหร่วนจะไม่ดังนัก

แต่ก็ดังพอให้ผู้คนที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่รอบ ๆ ได้ยินอย่างชัดเจน

"ไม่… ไม่มีทาง…"

หลี่อวี้สั่นเทาไปทั้งร่าง พลางส่ายหน้าอย่างสุดกำลัง

"ต้องไม่เป็นเช่นนั้น ท่านพ่อรักท่านแม่ของข้ามากที่สุด ท่านพ่อไม่มีวันทำเรื่องเช่นนี้ เจ้าโกหก! ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องโกหก!"

นางเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงก่ำจ้องหนิงหร่วนตาเขม็ง "เจ้าดูหมิ่นท่านพ่อท่านแม่ของข้า สมควรตาย!"

กระบี่ยาวพลิ้วไหวในอากาศ

แสงเย็นเยียบพุ่งตรงมายังหัวใจ

หนิงหร่วนเม้มริมฝีปากเบา ๆ แม้แต่จะหลบ ยังรู้สึกขี้เกียจ

นางค่อย ๆ ล้วงลูกกลมสีดำสองลูกออกมาจากถุงเก็บของที่เอว

แล้วขว้างใส่อีกฝ่ายด้วยความแม่นยำ

ตูม!

ลูกกลมสีดำที่ดูธรรมดา ไร้ซึ่งพลังวิเศษใด ๆ จนไม่มีผู้ใดสนใจมัน

จนกระทั่งลูกกลมสีดำนั้น สัมผัสกับชายเสื้อของหลี่อวี้ มันก็ระเบิดในชั่วพริบตา

ศิษย์สายตรงจากสำนักชีเทียนทั้งสามคน ที่ร่วมเดินทางมาด้วย เปลี่ยนสีหน้าเป็นตกใจในฉับพลัน

พวกเขาพุ่งเข้าหาหลี่อวี้พร้อมกัน

ทว่ากลับสายเกินไปแล้ว

หลี่อวี้ที่เมื่อครู่ยังตะโกนจะฆ่าฟัน บัดนี้กลับนอนอย่างหมดสภาพ อยู่ในหลุมใหญ่ที่เกิดจากการระเบิด เบื้องหน้าหนิงหร่วน

แล้วคนก็สลบไปทันที

"นี่… นี่มันของอะไรกัน เหตุใดถึงร้ายกาจเพียงนี้?"

"คราแรก ข้าไม่เชื่อว่านักเวทธาตุแสงคนหนึ่ง จะสามารถทำให้นายท่านรองหลี่และฮูหยินชิงอู๋ คนหนึ่งตายอีกคนบาดเจ็บสาหัสได้ แต่ตอนนี้ดูแล้ว… บางทีอาจเป็นไปได้จริง ๆ"

"ถุย! ฮูหยินชิงอู๋อะไรกัน นางเอาทารกที่ยังไม่ทันลืมตาดูโลก มาทำเป็นสิ่งรับเคราะห์แทน นี่มันเรื่องที่มีแต่พวกนอกรีตเท่านั้นที่จะทำ"

"ก็จริง กระจกฉายภาพไม่มีทางโกหก คนแบบนี้สมควรตายนานแล้ว"

"…"

หลี่อวี้เพิ่งลืมตาขึ้น เสียงที่แสดงถึงความรังเกียจก็อื้ออึงเข้าเต็มสองหู

ด้วยความโกรธและความเจ็บปวดที่พลุ่งพล่านในใจ นางจึงรู้สึกว่าสายตามืดมัวลง

และหมดสติไปอีกครั้ง

ศิษย์พี่สามที่กำลังอุ้มร่างของนางไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธ ก่อนจะตวาดเสียงเย็นว่า "หยุดเดี๋ยวนี้!"

ด้วยความเกรงกลัวต่อศิษย์ผู้มีตำแหน่งสูง ผู้คนรอบข้างจึงค่อย ๆ สงบลง

ศิษย์พี่สามจึงกวาดสายตามองผู้อาวุโส ที่รับผิดชอบการทดสอบอย่างเย็นชา น้ำเสียงดุดันเอ่ยถามว่า "นางยังไม่ทันเข้าร่วมสำนัก แต่กลับทำร้ายศิษย์สายตรงของยอดเขาซุ่ยอวิ๋นของข้า คนผู้นี้สมควรตาย! ผู้ใดกล้าขวางทาง ก็เท่ากับเป็นศัตรูกับยอดเขาซุ่ยอวิ๋น"

เมื่อคำพูดนั้นจบลง

แม้เหล่าผู้อาวุโสหลายคนอยากจะเอ่ยปาก แต่ก็ต้องกลั้นคำพูดไว้ สุดท้ายจึงได้แต่ถอนหายใจแล้วหลีกทางไป

หนิงหร่วนยืนตัวตรง พลางแตะที่ถุงเก็บของตรงเอวเบา ๆ บัดนี้ นางเตรียมพร้อมที่จะก่อความวุ่นวายครั้งใหญ่แล้ว

ทว่าขณะนั้นเอง กลับมีลำแสงสีแดงสายหนึ่ง พุ่งลงมาอย่างรวดเร็ว พัดพาคลื่นความร้อนซัดมาปะทะใบหน้าบนแท่นรับรอง

ก่อนจะปรากฏร่างของหญิงสาวในอาภรณ์สีแดง มือข้างหนึ่งถือกาสุรา ใบหน้างดงามเย้ายวนใจ แสดงท่าทีมึนเมา

"น่าสนใจ! น่าสนใจจริง ๆ!"

"พวกนักกระบี่ รังแกนักเวทธาตุแสง ที่ไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะมัดไก่ ช่างเก่งกาจเสียจริง"

"สมกับเป็นศิษย์ของลู่เสวียนหยวน"

"คารวะท่านประมุขหลิว" เหล่าผู้อาวุโสฝืนก้มศีรษะคำนับ

ในขณะที่ศิษย์พี่สาม ที่กำลังอุ้มร่างหลี่อวี้ไว้ในอ้อมแขน ก็ก้มหน้าลงด้วยสีหน้าเย็นชา พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้นอบน้อมนัก "ท่านประมุขหลิว ท่านต้องการแทรกแซงเรื่องภายในยอดเขาซุ่ยอวิ๋นของพวกข้าหรือ?"

หลิวอวิ้นโค้งริมฝีปากยิ้มบาง ก่อนจะยกกาสุราในมือขึ้นดื่มดับกระหายหนึ่งอึก

ดวงตางามช้อนมองลงไปยังเบื้องล่างอย่างเชื่องช้า

"แทรกแซงหรือ… จริงสิ ดูไม่ค่อยเหมาะสมนัก"

"ดังนั้น…"

ดวงตาที่พร่าเลือนด้วยฤทธิ์สุรามองมาที่หนิงหร่วน "เด็กน้อยเจ้าอยากรับข้าเป็นอาจารย์หรือไม่?"

หนิงหร่วนกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะรีบเปลี่ยนคำเรียกทันที "ท่านอาจารย์!"

หลิวอวิ้นพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ รอยยิ้มพริ้มพราย "เช่นนี้ คงไม่นับว่าข้าก้าวก่ายแล้วกระมัง? ศิษย์น้อยของข้า จัดการพวกสุนัขที่แสร้งทำตัวเป็นคนดีสองคนนี้ ก็นับว่าสมเหตุสมผลแล้ว หากพวกเจ้าคิดว่านางอยู่ตามลำพัง จึงง่ายต่อการรังแก เช่นนั้น ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะรังแกพวกเจ้าเช่นกัน"

สีหน้าของศิษย์สายตรงทั้งสามคนไม่สู้ดีนัก ต่างก็นิ่งเงียบราวกับผิวน้ำ

ศิษย์พี่สามเอ่ยปากขึ้นมาเป็นคนแรก ด้วยดวงตาเย็นเยียบ "ท่านประมุขหลิว คนผู้นี้ทำร้ายศิษย์น้องของพวกข้า ท่านจะปกป้องนางจริง ๆ หรือ?"

"น่ารำคาญ!" หลิวอวิ้นยกกาสุราในมือขึ้น แล้วสะบัดแขนเสื้อ

ก่อนที่ศิษย์สายตรงทั้งสามของสำนักชีเทียน รวมถึงหลี่อวี้ที่สลบไสลอยู่ จะถูกปัดจะกระเด็นออกไปพร้อมกัน

ภายใต้พลังวิญญาณอันทรงพลัง

สามคนนั้นขยับตัวไม่ได้แม้แต่น้อย จึงได้แต่มองหลิวอวิ้นด้วยสายตาอาบยาพิษ

"ลู่เสวียนหยวนยิ่งแก่ยิ่งจริง ๆ รับแต่ศิษย์ไร้ประโยชน์มาเป็นฝูง"

"เป็นถึงนักกระบี่ แต่กลับสู้กับนักเวทธาตุแสงยังไม่ได้"

"ไม่สู้ไปทำงานหั่นผักในโรงครัวเสียยังดีกว่า"

หลิวอวิ้นส่งเสียงจิ๊จ๊ะสองครั้ง แล้วขยับร่างกายเล็กน้อย

เพียงชั่วพริบตา นางก็มาปรากฏกายอยู่ข้างกายหนิงหร่วนแล้ว

เสียงที่แฝงไปด้วยความมึนเมา ดังก้องไปทั่วแท่นรับรองอีกครั้ง "ไปกันเถอะศิษย์น้อย ที่ยอดเขาซุ่ยอวิ๋นมีพวกไร้ประโยชน์มากเกินไป พวกเราคงต่อสู้ไม่หมดหรอก"

"เจ้าค่ะ" หนิงหร่วนพยักหน้าอย่างว่าง่าย

ไม่มีท่าทางยโสโอหัง เหมือนตอนที่ระเบิดอารมณ์ใส่ผู้อื่นเมื่อครู่แม้แต่น้อย

ปล่อยให้อาจารย์ที่เพิ่งรับเมื่อครู่ จับชายเสื้อด้านหลังของนางไป

ก่อนจะหายลับไปอย่างรวดเร็ว

ด้านล่าง

ในที่สุด เหล่าผู้อาวุโสก็ได้สติกลับคืนมา

พวกเขามองลูกศิษย์ยอดเขาซุ่ยอวิ๋น ที่ยังคงดิ้นรนและสบถด่าด้วยความโกรธแค้น แต่ก็ไม่อาจทะลวงข้อจำกัดไปได้เงียบ ๆ

แล้วจึงเหลือบไปมองแสงสีแดงที่พุ่งทะยานจากไปในระยะไกล

รู้สึกปวดหัวจนแทบระเบิด

ร่างทั้งร่างรู้สึกไม่ดีเลย

"ท่านประมุขหลิว ไม่ได้ออกจากสำนักไปหนึ่งปีแล้วหรือ? เหตุใดวันนี้จึงกลับมาอย่างกะทันหัน?"

"รีบกลับไปรายงานท่านเจ้าสำนักเถิด เรื่องวันนี้คงไม่จบลงด้วยดีแน่"

"ไม่… ไม่ถึงขนาดนั้นกระมัง? แค่เพราะศิษย์ไม่กี่คนนี่นะ?"

"แต่นั่นเป็นศิษย์สายตรงในสำนักนะ! ท่านประมุขแห่งยอดเขาซุ่ยอวิ๋น กำลังจะออกจากการปิดด่านเร็ว ๆ นี้ หากเขาต้องเผชิญหน้ากับท่านประมุขหลิว ข้าเกรงว่า… จะเกิดเรื่องใหญ่เป็นแน่!"

"…"

บทที่ 3 ศิษย์น้องมอบไม้อายุห้าพันปี ที่ถูกฟ้าผ่าให้เป็นของขวัญ

บทที่ 3 ศิษย์น้องมอบไม้อายุห้าพันปี ที่ถูกฟ้าผ่าให้เป็นของขวัญ

ขณะที่เหล่าผู้อาวุโส กำลังรีบร้อนกลับไปรายงานท่านเจ้าสำนัก

หนิงหร่วนก็ถูกโยนลงมาที่ไหล่เขาโล่งเตียนแห่งหนึ่ง

รอบกายแห้งแล้ง ไม่มีแม้แต่ต้นไม้หรือก้อนหิน

ยากจนถึงขนาดที่แม้แต่สุนัขก็ไม่อยากอยู่

หนิงหร่วนหยุดชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยปากถามอย่างลังเล "ท่านอาจารย์ ยอดเขานี้มีค่ายกลอำพรางไว้หรือเจ้าคะ?"

"สายตาเจ้าไม่เลวเลย ค่ายกลป้องกันของยอดเขาไร้เทียมทานของพวกเรานั้น เป็นค่ายกลโบราณที่หลงเหลือมาแต่ครั้งอดีต ภายหลังได้รับการซ่อมแซมโดยศิษย์พี่สามของเจ้า และใช้งานมาหลายปีแล้ว"

"สำหรับด้านนี้… ถือว่าเขามีพรสวรรค์อยู่มากทีเดียว"

หลิวอวิ้นแสดงสีหน้าซับซ้อนขณะตอบ พลางหยิบป้ายหยกออกมา ก่อนที่แสงวาบหนึ่งจากปลายนิ้วของนางจะพุ่งเข้าไปในป้ายหยก

"นี่คือค่ายกลพรางตา จะเปิดได้ก็ต่อเมื่อใช้ป้ายหยกพิเศษเท่านั้น จึงจะเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของยอดเขาไร้เทียมทานของพวกเราได้"

ยอดเขาไร้เทียมทาน?

หนิงหร่วนอดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้าง "ท่านอาจารย์ ยอดเขาของพวกเราเก่งกาจมากใช่ไหมเจ้าคะ?"

ในเมื่อชื่อยอดเขาคือไร้เทียมทาน เช่นนั้นก็ต้องเป็นยอดเขาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในสำนักชีเทียนสิ?

มุมปากของหลิวอวิ้นกระตุกเล็กน้อย กำลังอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง

แต่ผ่านไปครู่หนึ่ง นางกลับแกล้งทำเป็นสงบนิ่ง แล้วกระแอมสองที

"แค่ก…แค่ก… ยอดเขาไร้เทียมทานของพวกเรา คนภายนอกเรียกกันว่ายอดเขาเสวี่ยหยาง ส่วนชื่อไร้เทียมทานนั้น ข้าเป็นคนตั้งเอง"

หนิงหร่วน "…"

เยี่ยมมาก! ชื่อที่ทั้งยิ่งใหญ่และอลังการนี้ ท่านอาจารย์เป็นคนตั้งเองเหรอ?

……

รอบกายเงียบงัน

เวลาผ่านไปประมาณครึ่งก้านธูป

ทว่าภูเขาลูกนั้นก็ยังคงเป็นภูเขาหัวโล้นเช่นเดิม

ค่ายกลที่ควรจะเปิดออก… กลับไม่มีความเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย

แม้แต่คนที่เชื่องช้าที่สุด ก็ยังรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ

หนิงหร่วน "…"

หลิวอวิ้น "…"

"ท่านอาจารย์… ค่ายกลป้องกันนี้…"

หนิงหร่วนเม้มริมฝีปากเบา ๆ รู้สึกว่าบรรยากาศในตอนนี้ อึดอัดจนแทบจะสัมผัสได้

ท่านประมุขแห่งยอดเขากลับมาแล้ว แต่กลับไม่สามารถเปิดค่ายกลป้องกันของตัวเองได้ มันช่าง…

น่าอัปยศเสียจริง!

ดูเหมือนหลิวอวิ้นจะนึกอะไรขึ้นมาได้ สีหน้าของนางจึงเคร่งขรึม ราวกับจะกลืนกินเด็กน้อยสองคนเข้าไปได้

จู่ ๆ ก็หันมามองหนิงหร่วน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แทบกัดฟันพูด

"เจ้ายังมีของที่ใช้ระเบิดคนพวกนั้นอยู่หรือไม่?"

หนิงหร่วนพยักหน้าโดยไม่ลังเล "ยังมีเหลืออยู่นิดหน่อยเจ้าค่ะ"

คำพูดเพิ่งจบ

หนิงหร่วนก็ล้วงลูกกลมสีดำสองลูก ออกมาจากถุงเก็บของที่คาดเอวในทันที

นางมองไปทางหลิวอวิ้นด้วยความสงสัย

อีกฝ่ายเพิ่งดื่มสุราเข้าไปเห็นเข้าก็เกือบจะสำลัก ดวงตางามจ้องลูกกลมสีดำสองลูกในมือของหนิงหร่วนไม่วางตา แล้วขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า "นี่คือสิ่งที่เจ้าบอกว่าเหลือนิดหน่อยหรือ?"

"ช่างเถอะ!" หลิวอวิ้นดื่มสุราอึกใหญ่ แล้วค่อย ๆ เชิดคางขึ้น ชี้มืออย่างไม่ใส่ใจ

"เล็งไปทางนั้น แล้วระเบิดเสีย"

หนิงหร่วนถือระเบิดสองลูกไว้ในมือ ด้วยสีหน้าประหลาดใจ "จะระเบิดจริง ๆ หรือเจ้าคะ?"

"ระเบิดเลย!" หลิวอวิ้นตอบเพียงคำเดียว

ซึ่งเมื่อพูดมาถึงขั้นนี้แล้ว หนิงหร่วนจึงไม่ลังเลแม้แต่น้อย

นางยกมือขึ้น แล้วขว้างระเบิดทั้งสองลูกออกไปพร้อมกัน

การเคลื่อนไหวนั้นคล่องแคล่วและลื่นไหลมาก

เพียงชั่วพริบตาต่อมา ก็เสียงดังสนั่นหวั่นไหว

ตูม!!

เสียงระเบิดดังสะท้านฟ้า ราวกับเสียงฟ้าร้อง จนแทบจะทำให้คนหูอื้อ

ยอดเขาไร้เทียมทานสั่นสะเทือนไปครึ่งหนึ่ง

กาสุราในมือของหลิวอวิ้นแทบจะหลุดร่วงลงพื้น

"เจ้า… โยนของพวกนั้นทิ้งไปหมดแล้วหรือ?"

นางกัดฟันถาม พลางร่ายคาถาป้องกันใส่ร่างหนิงหร่วน

หญิงสาวกะพริบตาอย่างงุนงง "ข้าโยนทิ้งไปหมดแล้ว ท่านต้องการระเบิดอีกหรือ? ข้ายังมีเหลืออยู่บ้าง"

นางพูดพลางล้วงลูกระเบิดออกมาจากถุงเก็บของที่เอวอีกกำมือหนึ่ง ทำเอาหลิวอวิ้นใจหายวาบเมื่อเห็นมัน

"พอแล้ว ไม่ต้องระเบิดแล้ว!" หลิวอวิ้นร้องบอกอย่างรวดเร็ว

ไอ้นี่น่ะหรือที่เรียกว่าเหลืออีกนิดเดียว? ถ้าไม่ใช่นางยอมกินขี้เลย!

"อ้อ!"

ภายใต้สายตาที่ซับซ้อน และยากจะอธิบายของอาจารย์ หนิงหร่วนจึงไม่ได้จุดระเบิดต่อ

ตอนที่นางเก็บระเบิดเสร็จ ภูเขาโล่งเตียนตรงหน้า ก็พลันเปลี่ยนแปลงไปในพริบตา

ท่ามกลางเมฆหมอกที่ล้อมรอบ

ภูเขาและป่าไม้

ศาลาและหอคอย

ทั้งหมดค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเลือนรางเบื้องหน้า

หนิงหร่วนเบิกตากว้าง กำลังจะอ้าปากพูด

แต่ชายเสื้อด้านหลังของนาง กลับถูกหลิวอวิ้นกำไว้แน่น ก่อนจะพานางเหาะจากไป

……

ผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจ

ทั้งคู่ก็มาโผล่ที่ห้องโถงใหญ่ของสำนักไร้เทียมทาน

ภายนอกห้องโถงดูโอ่อ่าและตระการตา

ทว่าภายในกลับว่างเปล่าไร้สิ่งใด

หนิงหร่วนยืนอยู่บนพื้นห้องโถง ที่ไม่มีแม้แต่ม้านั่งสักตัว สีหน้าที่มองไปรอบ ๆ ไม่สามารถบรรยายได้ หลายครั้งที่อยากเอ่ยปากพูด แต่ก็ต้องกลั้นเอาไว้

เวลาเดียวกันนั้นเอง

ที่ประตูหน้าห้องโถง

มีร่างของคนผู้หนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน

ผู้มาเยือนสวมอาภรณ์สีเขียวครามยาว

ใบหน้าอ่อนโยนดุจหยก ประดับด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ผู้คนอยากเข้าใกล้โดยไม่รู้ตัว

เมื่อมาถึงตรงหน้าแล้ว เขาจึงค้อมกายคำนับหลิวอวิ้น

"ศิษย์ลั่วเยว่ คารวะท่านอาจารย์"

หลิวอวิ้นกลืนสุราลงคอ สีหน้าดูบูดบึ้งเล็กน้อย "มีเจ้าเพียงคนเดียวหรือ? แล้วพวกศิษย์อกตัญญูคนอื่นเล่า?"

"เรื่องนั้น…" ลั่วเยว่เม้มริมฝีปาก ก่อนที่เสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงความอ่อนโยนจะค่อย ๆ ดังขึ้นอย่างลังเล "ศิษย์น้องรองออกเดินทางไปหลายปีแล้ว คาดว่ายังมีชีวิตอยู่ ศิษย์น้องสาม เขายิ่งขี้ขลาดกว่าปีก่อน ๆ เสียอีก ตอนนี้เขาวางค่ายกลรอบที่พำนักถึงเก้าสิบเก้าชั้นแล้ว คงไม่ได้รับรู้ถึงการกลับมาของท่านอาจารย์ ส่วนศิษย์น้องสี่… ท่านอาจารย์ก็ทราบดี หากไม่เกี่ยวกับชีวิตหรือทรัพย์สมบัติ เขาก็ไม่อยากจะขยับตัวแม้แต่ก้าวเดียว"

"เมื่อวานศิษย์น้องห้าและศิษย์น้องเจ็ดประลองกัน ทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บสาหัส วันนี้ยังต้องปิดด่านรักษาตัวอยู่"

หลิวอวิ้นได้ยินก็รู้สึกปวดหัวจนแทบระเบิด "ยอดเขาไร้เทียมทานอันยิ่งใหญ่ของข้า กลับรวบรวมศิษย์ไม่ถึงสิบคนด้วยซ้ำ?"

สำนักชีเทียนมีศิษย์มากมายถึงเพียงนั้น แต่นางกลับเลือกพวกศิษย์อกตัญญูพวกนี้ มาจากคนนับหมื่นได้อย่างไรกัน?

ยังดี… ยังดีที่ปีนี้ใกล้จะถึงเวลาแยกย้ายแล้ว ในที่สุดนางก็ได้รับศิษย์ที่ปกติสักคนเสียที

คิดได้ดังนั้น หลิวอวิ้นก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง

"ศิษย์น้อย มาพบศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าเถิด"

ลั่วเยว่เงยหน้ามองไปยังห้องโถงหลัก ก็เห็นเด็กสาวที่สะพายกล่องกระบี่ไว้ที่หลัง แต่ที่เอวกลับแขวนป้ายทดสอบธาตุแสง ที่ได้รับมาจากแท่นรับรอง

ไม่ต้องรอให้หนิงหร่วนเอ่ยปากก่อน เขาก็ล้วงกำไลหยกสีเขียวมรกต ออกมาจากแหวนเก็บของแล้วยื่นให้ สีหน้ายิ้มแย้มแสดงความอ่อนโยนยิ่งขึ้น

"ที่แท้ เจ้าก็เป็นศิษย์น้องเล็กนี่เอง ศิษย์น้องเล็กเป็นนักเวทธาตุแสงหรือ?"

"การพบกันครั้งแรกกะทันหันเกินไป ศิษย์พี่ยังไม่ได้เตรียมของขวัญต้อนรับไว้เลย"

"กำไลเฉียนคุนวงนี้ ข้าให้ศิษย์น้องเล็กไปใช้ก่อน แม้จะเป็นเพียงวัตถุวิเศษระดับต่ำขั้นสูง แต่ก็ช่วยเพิ่มการป้องกันและคุ้มครองร่างกาย น่าจะมีประโยชน์กับศิษย์น้อง"

หนิงหร่วนยังไม่ทันได้เอ่ยปากพูดอะไร ก็ถูกยัดกำไลข้อมือมาให้เสียแล้ว…

ของขวัญต้อนรับควรจะเป็นการให้ซึ่งกันและกันไม่ใช่หรือ?

นางชะงักไปครู่หนึ่ง

จากนั้นก็ล้วงมือไปที่ถุงเก็บของที่เอว แล้วหยิบกริชไม้ออกมาส่งให้ลั่วเยว่

"ข้าไม่ได้เตรียมอะไรมามาก เช่นนั้น ข้าขอมอบสิ่งนี้ให้ศิษย์พี่แล้วกัน… ส่วนระดับของมันเป็นเช่นไร ข้าก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก"

ที่บอกว่าไม่แน่ใจนั้นเป็นความจริง

แต่หนิงหร่วนรู้สึกว่า มันคงจะดีกว่ากำไลเฉียนคุนอยู่ไม่น้อย

เมื่อเทียบกับกำไลนี้แล้ว สิ่งนี้ดูเหมือนจะมีคุณภาพไม่ต่างจากอ่างเหล็กใส่อาหารไก่ในหมู่บ้านเลย…

เมื่อครู่ ลั่วเยว่ยังคงจมอยู่ในความงุนงง ที่ถูกศิษย์น้องยัดของขวัญให้

แต่ในชั่วขณะถัดมา มือของเขาก็สั่นเทาด้วยความตกตะลึง หลังจากสัมผัสได้ถึงวัสดุของกริชไม้

ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกใจ

"นี่… นี่ นี่ นี่คือ… ไม้ฟ้าผ่า?"

แม้แต่หลิวอวิ้นก็จ้องไปที่กริชเล่มนั้น ผ่านไปครู่หนึ่ง นางจึงเอ่ยปากด้วยสีหน้าที่ปิดบังความตกตะลึงไม่มิด

"ไม้ที่ถูกฟ้าผ่าอายุห้าพันปี… กลับถูกนำมาทำเป็นของเล่นเช่นนี้หรือ???"

"ห้าพันปี?" มือที่ถือกริชไม้ของศิษย์พี่ใหญ่สั่นระริกทันที ราวกับกำลังถือของร้อนอยู่ ก่อนจะรีบส่งคืนให้หนิงหร่วน

"ศิษย์น้องเล็ก ของล้ำค่าเช่นนี้ ข้ารับไว้ไม่ได้หรอก เจ้าเก็บไว้ป้องกันตัวเองเถิด"

"…"

สมบัติล้ำค่าเช่นนี้… หนิงหร่วนพลันรู้สึกปวดตับขึ้นมา

ใช่แล้วนางลืมไปสนิทเลย

นอกหมู่บ้านไม่เพียงแต่ไม่มีผู้แข็งแกร่งเดินกันเกลื่อน

แต่ยังไม่มีอัจฉริยะมากมายดั่งสุนัขด้วย

แถมยัง… ค่อนข้างยากจนอยู่ด้วย

ไม้ที่พบเห็นได้ทั่วไปในหมู่บ้าน ไม่คาดคิดว่า พอออกไปนอกหมู่บ้านแล้ว จะกลับกลายเป็นสมบัติล้ำค่าถึงเพียงนี้…

"ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านรับไว้เถิด…ข้ายังมีของสิ่งนี้อยู่ ไม่ต้องเกรงใจ"

หนิงหร่วนยังคงไม่ยอมรับกริชเล่มนั้นคืน

แต่นางกลับล้วงน้ำเต้าไม้ออกมาแทน

"ท่านอาจารย์ ของสิ่งนี้ เป็นของที่ศิษย์ตั้งใจนำมาแสดงความกตัญญูต่อท่าน ขอท่านโปรดรับไว้ด้วย"

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...