บีโอไอผนึกหอการค้าไทย รับมือการค้าโลกยุคใหม่ ดัน SMEs ไทยสู่ซัพพลายเชนอุตสาหกรรมอนาคต
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ จับมือ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เดินหน้ายกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ให้สามารถแข่งขันได้ในบริบทการค้าโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งมาตรการทางการค้า ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และการแข่งขันด้านเทคโนโลยี
การหารือครั้งสำคัญเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ระหว่างผู้บริหารบีโอไอ นำโดย นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ และนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย มีเป้าหมายชัดเจนในการออกแบบ “กลไกเชิงรุก” เพื่อผลักดัน SMEs ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว
โลกการค้าเปลี่ยน เกมใหม่ของ SMEs ไทย
เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ทั้งจาก
- ความตึงเครียดทางการค้า
- การปรับโครงสร้างซัพพลายเชนโลก (Supply Chain Relocation)
- มาตรฐานสิ่งแวดล้อมใหม่
- การเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI
บีโอไอประเมินว่า การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศจะเกิด “ผลประโยชน์สูงสุด” ก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนเหล่านั้นได้จริง ไม่ใช่เพียงเป็นผู้รับผลกระทบจากการแข่งขัน
5 วาระความร่วมมือ พลิกโฉม SMEs ไทย
1. ยกระดับเทคโนโลยี เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน
สนับสนุนให้ SMEs นำระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล AI และเทคโนโลยีสีเขียวมาใช้ในกระบวนการผลิต โดยได้รับ
- สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ
- สินเชื่อพิเศษจากธนาคารพันธมิตร
- ช่องทางเข้าถึงมาตรการผ่านศูนย์ SMEs ของหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ
เป้าหมายคือเพิ่ม Productivity และลดต้นทุนระยะยาว
2. สร้างบุคลากรไทยทักษะสูง รองรับอุตสาหกรรมใหม่
ภายใต้โครงการ Skill Bridge ของรัฐบาล บีโอไอสนับสนุนค่าฝึกอบรมสูงสุด 40,000 บาทต่อคน สำหรับหลักสูตรที่ผ่านความเห็นชอบจากกระทรวง อว.
หอการค้าไทยจะช่วยเชิญชวนบริษัทสมาชิกส่งพนักงานเข้าร่วมพัฒนาทักษะขั้นสูง รองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น
- ระบบอัตโนมัติ
- หุ่นยนต์
- ดิจิทัลเทคโนโลยี
- อุตสาหกรรมสีเขียว
3. เชื่อม SMEs ไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนอุตสาหกรรมเป้าหมาย
บีโอไอจะเร่งเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมเพื่อการส่งออก อาทิ
- ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
- อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า
- ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์
แนวทางครอบคลุมตั้งแต่
- การจัดหาชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content)
- การถ่ายทอดเทคโนโลยี
- การร่วมทุนระหว่างไทย–ต่างชาติ
4. เพิ่มน้ำหนักภาคบริการ–ท่องเที่ยว ควบคู่ภาคการผลิต
ภาคบริการและท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักของประเทศ และมี SMEs อยู่จำนวนมาก จึงมีข้อเสนอให้ขยายการส่งเสริมให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อยกระดับมาตรฐานและเพิ่มศักยภาพแข่งขันระดับสากล
5. ลดอุปสรรค เพิ่มความสะดวกทำธุรกิจ
ผ่านกลไก Thailand FastPass และความร่วมมือเชิงระบบระหว่างบีโอไอกับหอการค้าไทย เพื่อให้ SMEs เข้าถึงมาตรการภาครัฐได้รวดเร็ว ลดขั้นตอน และลดต้นทุนเวลาในการดำเนินธุรกิจ
เป้าหมายใหม่: จากผู้ตามสู่ผู้เล่นหลักเศรษฐกิจไทย
นายนฤตม์ ระบุว่า บีโอไอจะทำงานใกล้ชิดกับภาคเอกชน รับฟังเสียงผู้ประกอบการในภาคปฏิบัติ เพื่อนำไปออกแบบมาตรการที่ “ตรงจุด” และสร้างสมดุลระหว่างการดึงดูด FDI กับการเสริมความแข็งแกร่งผู้ประกอบการไทย
ขณะที่นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ย้ำว่า ภาคเอกชนต้องการความชัดเจนและความต่อเนื่องของนโยบายรัฐ เพื่อให้ SMEs สามารถยกระดับมาตรฐานการผลิต เข้าถึงตลาดใหม่ และเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลกได้อย่างแท้จริง
บทสรุป: ความร่วมมือรัฐ–เอกชน กุญแจเศรษฐกิจไทยยุคใหม่
การผนึกกำลังระหว่างบีโอไอและหอการค้าไทยครั้งนี้ สะท้อนแนวทางเชิงรุกของไทยในการรับมือโลกการค้าใหม่ ที่ไม่ได้เน้นเพียงการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ แต่เน้นการ “ปั้นผู้ประกอบการไทย” ให้เติบโตไปพร้อมกัน
หากมาตรการทั้ง 5 วาระขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง SMEs ไทยอาจไม่ใช่เพียงฐานเศรษฐกิจในประเทศ แต่จะกลายเป็นกำลังหลักของอุตสาหกรรมอนาคต และเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนโลกอย่างมั่นคงในระยะยาว