เพื่อไทยขยับ! ‘ณัฐธิดา’ ดูงานศูนย์น้ำอัจฉริยะ SWOC ดันโมเดล "อยู่ร่วมกับน้ำ" อย่างรู้เท่าทันและปลอดภัย
'ณัฐธิดา เทพสุทิน' ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เผยผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย วันนี้ (27 กุมภาพันธ์ 2569) ว่า หลังจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการบริหารการจัดการน้ำเชิงพื้นที่ ที่ผ่านมาวันนี้ทรายและทีม PTP Academy ได้มีโอกาสติดตาม อจ.ประเชิญ คนเทศน์ และ ผศ.ดร.ปริเวท วรรณโกวิท ศึกษาดูงานจริง ณ สองหน่วยงานหลักที่เป็นหัวใจสำคัญของทรัพยากรน้ำไทย โดยขอแบ่งออกเป็นภาคเช้าและภาคบ่ายค่ะ
ภาคเช้า : ณ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน โดยมี ดร.ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการจัดการน้ำและอุทกวิทยา พร้อมด้วย รศ.ดร.เจษฎา แก้วกัลยา ที่ปรึกษาอธิบดีกรมชลประทาน เป็นผู้บรรยาย
มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
1.ระบบ SCADA รวบรวมข้อมูล : Timeline การพัฒนาระบบตรวจวัดกรมชลประทาน, ระบบโทรมาตร, โครงการชลประทานอัจฉริยะเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำแบบองค์รวม
2.ระบบตรวจวัดและฐานข้อมูลสถานการณ์น้ำแบบ Rael time : ข้อมูลอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง, ข้อมูลปริมาณฝน ( Rainfall Data ), ข้อมูลสถานีวัดน้ำท่า ( Runoff ), ข้อมูลเขื่อนทดน้ำและฝาย ( Diversion Dams & Weirs )
3.ระบบวิเคราะห์ แสดงผล และ Dashboard เพื่อการตัดสินใจ : SWAMP ( Bigdata, ฐานข้อมูลและระบบแสดงผลแบบองค์รวมของโครงการชลประทาน, วิเคราะห์การไหลในแม่น้ำในลุ่มน้ำต่างๆ )
4.ระบบแบบจำลองและการพยากรณ์สถานการณ์น้ำและคุณภาพน้ำ : ใช้ข้อมูลในอดีตและปัจจุบันทำแบบจำลอง (Simulation) เพื่อคาดการณ์ปริมาณน้ำท่วม , ความแห้งแล้ง , หรือทิศทางของมลพิษทางน้ำ
5.โครงข่ายน้ำ Water Network : ระบบเครือข่ายท่อส่งน้ำและเครื่องจักรที่ถูกจัดการผ่าน SCADA เพื่อกระจายน้ำไปยังพื้นที่ต่างๆ อย่างทั่วถึงและตรวจสอบการรั่วไหล
6.ระบบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินและการเตือนภัยประชาชน : การระบุจุดเสี่ยง การแจ้งเตือนล่วงหน้า การอัปเดตสถานการณ์ตลอดเวลาแบบ Real Time
สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะทรายที่อยากเห็นการจัดการน้ำลุ่มน้ำยมอย่างเป็นระบบในพื้นที่สุโขทัย–พิษณุโลก ซึ่งพี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี
ศูนย์ SWOC ถือเป็นกลไกสำคัญที่รวบรวมข้อมูลเชิงลึกของแต่ละลุ่มน้ำ ทั้งข้อมูลปริมาณน้ำ ฝน การระบายน้ำ โครงสร้างชลประทาน และแบบจำลองคาดการณ์สถานการณ์ ซึ่งสามารถสนับสนุนการตัดสินใจของหน่วยงานรัฐ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เมื่อมีการประสานขอข้อมูล) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลเหล่านี้มีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการวางแผนชลประทาน การป้องกันและบรรเทาน้ำท่วม ตลอดจนการเตือนภัยล่วงหน้า เพราะแต่ละลุ่มน้ำมีบริบทเชิงพื้นที่และข้อจำกัดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม ในหลายพื้นที่ เราได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำเกือบเต็มศักยภาพแล้ว แต่ปัญหาน้ำท่วมยังคงเกิดขึ้น ไม่ว่าจะจากการระบายน้ำที่รวดเร็วเกินไป การป้องกันบางพื้นที่โดยส่งผลกระทบต่ออีกพื้นที่หนึ่ง หรือข้อจำกัดทางกายภาพที่ไม่สามารถขยายสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติมได้
จุดนี้เองที่แนวคิด “การจัดการน้ำโดยไม่พึ่งพาโครงสร้างเพียงอย่างเดียว” (Green Infrastructure) และแนวคิด “การอยู่ร่วมกับน้ำ” (Living with Water) มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนไม่ใช่เพียงการกันน้ำออกจากพื้นที่ แต่คือการทำความเข้าใจธรรมชาติของน้ำ ยอมรับพลวัตของลุ่มน้ำ และออกแบบการใช้พื้นที่ให้สอดคล้องกับความเสี่ยง
ทรายเห็นว่า หากข้อมูลจากระบบกลางอย่าง SWOC ถูกเชื่อมโยงกับข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินในระดับพื้นที่ รวมถึงองค์ความรู้ของชุมชน จะทำให้การพยากรณ์ระดับน้ำและการบริหารจัดการมีความแม่นยำมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ระดับน้ำสูงสุดที่เคยท่วมในแต่ละชุมชน (Flood Mark) ปริมาณฝนที่สัมพันธ์กับระดับน้ำท่วมในอดีต (มม./ชม.) หรือช่วงเวลาที่น้ำเริ่มเอ่อล้นพื้นที่เกษตรและเขตชุมชน
การบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่จึงไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคประชาชนในลุ่มน้ำ ให้ได้เรียนรู้และเข้าใจ “พฤติกรรมของน้ำ” ในพื้นที่ของตนเอง เมื่อชุมชนมีข้อมูล มีประสบการณ์ และมีระบบเตือนภัยที่เชื่อมโยงกัน การเตรียมการรับมือจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความสูญเสีย และสร้างความยืดหยุ่น (resilience) ให้กับพื้นที่
เพราะท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของการจัดการน้ำที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการควบคุมน้ำให้ได้ทั้งหมด แต่คือการออกแบบระบบและสังคมให้สามารถอยู่ร่วมกับน้ำได้อย่างรู้เท่าทันและปลอดภัยค่ะ