จี้รัฐงัดแผนประหยัดพลังงาน แห่กักตุนน้ำมันซ้ำเติมวิกฤต
เป็นเวลา 5 วัน นับตั้งแต่เกิดเหตุตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่อตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะการประกาศจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด และอิหร่านจะโจมตีเผาเรือทุกลำที่พยายามจะผ่านเส้นทางนี้ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือหลักสำหรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซประมาณ 20 % ของโลก.
ประเทศไทยแม้จะไม่ได้พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางโดยตรงทั้งหมด แต่ในระบบตลาดเสรี ราคาน้ำมันในประเทศย่อมอิงกับตลาดโลก เมื่อราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น ต้นทุนนำเข้าพลังงานก็เพิ่มขึ้นตาม ส่งผลต่อค่าครองชีพ ภาคขนส่ง และต้นทุนการผลิตสินค้าในภาพรวม
ครั้งนี้รัฐบาลประกาศจะตรึงราคาน้ำมันโดยเฉพาะดีเซลให้อยู่ในระดับเท่าเดิมคือ 29.94 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน จากการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปพยุงราคาทั้งหมด 3.51 บาทต่อลิตรหรือเฉลี่ยวันละ 258 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มเบนซิน –โซฮอล์ ใช้วิธีลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ 0.38 – 0.70 บาทต่อลิตร เพื่อคงราคาไว้เท่าเดิม ซึ่งถือเป็นมาตรการเร่งด่วนระยะสั้น แต่ถ้าเหตุการณ์ยังไม่สงบยืดเยื้อจนกองทุนน้ำมันหมดหน้าตัก อาจต้องเลือกใช้วิธีทางการคลัง โดยการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน
แต่กระแสที่สร้างวิตกกังวลมากกว่าราคาน้ำมันแพงคือ น้ำมันขาดแคลน ด้วยเหตุที่ว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้การขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)จากตะวันออกกลางหยุดลงทันที โดยก่อนหน้านี้กระทรวงพลังงานได้เปิดเผยตัวเลขสำรองน้ำมันคงเหลือทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป 4,925 ล้านลิตร รองรับความต้องการใช้ 38 วัน ส่วนน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง (ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) 1,746 ล้านลิตร และจากแหล่งอื่น 1,124 ล้านลิตร รองรับความต้องการใช้ 23 วัน รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือ 7,795 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 61 วัน ด้านแผนการนำเข้า LNG ของเดือนมีนาคม 2569 มีจำนวนทั้งหมด 4 ลำ ได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุชแล้ว 2 ลำ ส่วนอีก 2 ลำยังอยู่ระหว่างการลำเลียง คาดว่าจะไม่กระทบปริมาณสำรอง
ความตื่นตระหนกของประชาชนที่มีความอ่อนไหว ในเรื่องน้ำมันขาดแคลนเกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยเฉพาะในต่างจังหวัดเมื่อเกิดกระแสกักตุนน้ำมันหรือเติมเกินความจำเป็น จะยิ่งทำให้ความต้องการในประเทศพุ่งสูงแบบผิดปกติในระยะสั้น จนเกิดภาพลวงตาว่าน้ำมันขาดแคลน ทั้งที่ในความเป็นจริงระบบสำรองเชิงยุทธศาสตร์และการบริหารจัดการสต๊อกของภาครัฐและเอกชนยังรองรับได้
อย่างไรก็ดีในหลายประเทศมีบทเรียนมาแล้วว่า การกักตุนไม่เพียงทำให้สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้น แต่ยังเปิดช่องให้เกิดการเก็งกำไรและบิดเบือนกลไกตลาด สุดท้ายผู้บริโภคโดยรวมต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าเดิม
ในภาวะเช่นนี้ กระทรวงพลังงานต้องเพิ่มการสร้างความเข้าใจกับสถานการณ์ให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะปริมาณสำรองน้ำมันในประเทศ ต้องชี้แจงให้ชัดเจนถึงแหล่งนำเข้าน้ำมันมีแผนสำรองอย่างไรบ้าง เพื่อทำให้ประชาชนเกิดความสบายใจไม่ตื่นตระหนก
นอกจากนี้บทบาทของภาครัฐไม่ควรจำกัดอยู่เพียงมาตรการตรึงราคา หรืออุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมันเท่านั้น แม้มาตรการเหล่านี้ช่วยบรรเทาผลกระทบระยะสั้นได้ แต่หากราคาพลังงานโลกยืนระดับสูงต่อเนื่อง การใช้เงินพยุงราคาก็เป็นเรื่องของนโยบายประชานิยมในระยะยาว
สิ่งสำคัญตอนนี้ที่ควรหยิบมาดำเนินการควบคู่กันไปคือ “มาตรการรณรงค์ประหยัดพลังงาน” อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่คำขอความร่วมมือเชิงสัญลักษณ์ แต่ต้องมีแผนสื่อสารชัดเจน ตั้งแต่การลดใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ส่งเสริมขนส่งสาธารณะ ทำงานแบบไฮบริด การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในอาคารราชการและเอกชน ไปจนถึงการสนับสนุนภาคธุรกิจให้เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
ทั้งนี้ท้ายที่สุด วิกฤตพลังงานไม่ใช่แค่เรื่อง “ราคาแพง” แต่คือความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ การใช้พลังงานอย่างมีวินัยคือเกราะป้องกันที่ต้นทุนต่ำที่สุด และทุกคนก็มีส่วนร่วม
สำหรับสถานการณ์ตะวันออกกลางอาจควบคุมไม่ได้จากปลายทางอย่างประเทศไทย แต่ที่ควบคุมได้คือพฤติกรรมการใช้พลังงานของเราเอง วิกฤตครั้งนี้น่าจะทำให้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ว่าประเทศจะเลือกวิธีประคองราคาน้ำมันไปวัน ๆ หรือใช้โอกาสนี้สร้างพฤติกรรม “ประหยัดพลังงาน” ทั้งน้ำมันและไฟฟ้าให้เป็นวาระแห่งชาติ