เศรษฐกิจไทยโตต่ำ 20 ปี “บรรยง” แนะ ลดขนาดรัฐ-สังคายนาใบอนุญาต 5 พันฉบับ
"บรรยง พงษ์พานิช" ชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกมา 20 ปี เหตุจากปัญหาเชิงสถาบันและรัฐมีขนาดใหญ่เกินไป แนะลดอำนาจรัฐ สังคายนาใบอนุญาต 5 พันฉบับ ปรับปรุงภาษีนิติบุคคล-ที่ดิน ใช้มาตรฐาน OECD ยกระดับประเทศ
4 มี.ค. 2569 - นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานเสวนา “มุมมองนักเศรษฐศาสตร์ ต่อทิศทางนโยบายภาครัฐใน 4 ปีข้างหน้า” ในหัวข้อ “ทิศทางนโยบายภาครัฐใน 4 ปีข้างหน้า” จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย ว่า ในรอบ 20 กว่าปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง GDP ไทยโตเฉลี่ย 7.5% ต่อปี หลังวิกฤตต้มยำกุ้งลดเหลือ 5% หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ลดเหลือ 3% และ หลังโควิด-19 ถึงปัจจุบันเหลือเฉลี่ยไม่ถึง 2%
“ปกติประเทศกำลังพัฒนา GDP ควรเติบโตได้สูงถึง 8-9% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก แต่ไทยกลับเติบโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกเกือบตลอด 20 ปีที่ผ่านมา โดยมีเพียง 2 ปีเท่านั้นที่โตสูงกว่าโลก ซึ่งเป็นช่วงการฟื้นตัวระยะสั้นหลังวิกฤต เช่น หลังน้ำท่วมใหญ่ เท่านั้น นอกจากนี้ไทยยังโดยใช้เวลาถึง 3 ปีครึ่งในการฟื้นตัวจากโควิด-19ขณะที่ค่าเฉลี่ยโลกใช้เวลาเพียง 1 ปี”
ทั้งนี้ปัญหาของไทยไม่ใช่แค่เรื่องการบริหารจัดการระยะสั้น แต่เป็นปัญหาที่มาจากปัจจัยเชิงสถาบัน(Institutional Problems) โดยพบว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนีหรือการจัดอันดับต่างๆ ที่ปัจจัยพื้นฐานที่ส่งเสริมความสำเร็จทางเศรษฐกิจของไทยลดลงไม่ว่าจะเป็น ความเป็นประชาธิปไตยอันดับร่วงจาก 80 ลงมาอยู่ที่ 130 การคอร์รัปชัน (CPI) เคยอยู่อันดับ 75 ปัจจุบันร่วงไปถึงอันดับ 118 หลักนิติธรรม (Rule of Law) อันดับหล่นจาก 50 มาอยู่ที่80 ขณะที่คุณภาพการศึกษาไทยที่วัดจาก PISAอยู่ในเกณฑ์ย่ำแย่และพ่ายแพ้ต่อประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ
นายบรรยง เปิดเผยต่อว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่มีมาตรการ Quick Win ที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นได้ทันที อย่างไรก็ตามข่าวดีคือไทยสามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและเพิ่มดัชนีชี้วัดต่างๆ ได้ โดยที่ผ่านมาไทยได้เริ่มก้าวแรกไปแล้วคือการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
“หลายคนไม่เห็นด้วยกับการเข้าเป็นสมาชิก OECD แต่ผมองว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดที่จะแก้ปัญหาให้กับประเทศไทยได้ เพราะ OECD จะมีกลไกในการกดดันให้ไทยต้องยกระดับมาตรฐานในเรื่องต่างๆ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเพื่อปรับปรุงระบบให้เป็นสากล”
นายบรรยง ยังได้เสนอแนวทางในการปฏิรูปภาครัฐภายใต้แนวคิดเสรีนิยมใหม่ซึ่งเชื่อว่ารัฐควรมีขนาดเล็กที่สุด
โดยภาคไทยในปัจจุบันมีปัญหาสำคัญ 3 ด้าน คือ ขนาด บทบาท และอำนาจ
- ขนาด (Size) ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา จำนวนข้าราชการไทยเพิ่มขึ้นจาก 1.3 ล้านคน เป็นกว่า 3.1 ล้านคน ซึ่งเป็นการขยายตัวที่มากกว่าการเติบโตของ GDP อย่างมาก นอกจากนี้ งบประมาณภาครัฐกว่า 80% ยังหมดไปกับงบดำเนินการและสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งสูงเป็นอันดับ 3 ในเอเชีย
- บทบาท (Role) โดยรัฐเข้าไปมีบทบาทในกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากเกินไป โดยเฉพาะผ่านรัฐวิสาหกิจที่มีมูลค่ามหาศาลถึง 6 ล้านล้านบาทต่อปี และมักเป็นการขยายบทบาทแล้วไม่ยอมถอยออกทำให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาด เช่น การใช้มาตรการอุดหนุนภาคการเกษตรเมื่อทำแล้วก็ต้องอุดหนุนตลอดไป
- อำนาจ (Power) โดยภาครัฐไทยมีกฎระเบียบกว่าแสนข้อ และมีใบอนุญาตกว่า 5,000 ชนิด ขณะที่มาตรฐาน OECD แนะนำว่าไม่ควรเกิน 500 ชนิด ส่งผลให้เกิดภาระงบประมาณและเอื้อต่อการใช้อำนาจในทางที่ผิด
“ตัวอย่างที่รัฐควรทำคือการจัดการกับการบินไทย โดยเสนอให้รัฐ ลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือเพียง 25% จากปัจจุบันที่ 38% และควรประกาศถอนตัวจากการใช้อสิทธิ์ในการตั้งกรรมการบริษัททั้งหมด เพื่อให้กลไกการบริหารงานเป็นไปอย่างเป็นมืออาชีพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าหุ้นและสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน”
นอกจากนี้ยังต้องแก้ปัญหาผลิตภาพ (Productivity) ที่ถดถอยของประเทศ โดยผลิตภาพของเกษตรกรไทยอยู่ที่ประมาณ 4,000 ดอลลาร์/คน/ปี ขณะที่ออสเตรเลียสูงถึง 75,000 ดอลลาร์/คน/ปี หรือห่างกันเกือบ 20 เท่า ดังนั้นจึงเสนอแนวทางการเพิ่มผลิตภาพด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันเป็นบริษัทกลางและจ้างมืออาชีพมาบริหารจัดการในรูปแบบเดียวกับในอิตาลีและเนเธอร์แลนด์
ขณะที่ยังควรปลดล็อกการผูกขาดและการคุ้มครองกลุ่มทุน โดยปัจจุบันมีกฎหมายที่ระบุให้ผู้ถือหุ้นใหญ่ในบางอุตสาหกรรมต้องเป็นคนไทย ซึ่งมองว่าเป็นการคุ้มครองมหาเศรษฐีบนต้นทุนของผู้บริโภคและทำลายขีดความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้นจึงเสนอให้มีการเปิดเสรีในทุกภาคส่วน รวมถึงภาคเกษตรกรรมและบริการ เพื่อดึงดูดเทคโนโลยีและความสามารถในการจัดการจากต่างประเทศ (FDI) เข้ามาพัฒนาประเทศ
นายบรรยง ยังกล่าวถึง อีกหนึ่งปัญหาของเศรษฐกิจไทยคือการที่สถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อ ว่าธนาคารไทยถูกสังคมตำหนิว่ามีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก สูงถึง 5% ซึ่งสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วที่อยู่ระดับ 2% แต่ในขณะเดียวกันธนาคารกลับไม่ยอมปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่ม SME และรายย่อย โดยสาเหตุหลักมาจากความกังวลเรื่องหนี้เสีย (NPL) และกระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้า โดยการยึดทรัพย์ในกรณี SME อาจกินเวลานานถึง 12 ปี ซึ่งทำให้ต้นทุนทั้งหมดถูกผลักกลับไปสู่ระบบเศรษฐกิจ
“การแก้ปัญหาสถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อในกลุ่ม SME คือต้องกำหนดให้สถาบันการเงินวิเคราะห์สินเชื่อจากงบที่ยื่นต่อสรรพากรเท่านั้น โดยรัฐต้องออกมาตรการนิรโทษกรรมภาษีโดยไม่มีการเก็บภาษีย้อนหลังเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง ซึ่งวิธีนี้จะช่วยขยายฐานภาษี เพิ่มรายได้จาก VAT และทำให้ธนาคารมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือในการปล่อยกู้มากขึ้น”
ขณะที่ยังมีข้อเสนอในการปฏิรูปภาษีเพื่อสร้างรายได้ให้รัฐและลดความเหลื่อมล้ำ โดย
- เพิ่มภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยควรปรับเพิ่มจาก 20% เป็น 25%เนื่องจากมองว่าระดับ 20% ต่ำเกินไป และอัตราที่แท้จริง (Effective Rate) หลังหักสิทธิประโยชน์ต่างๆ อาจเหลือเพียง 15% เท่านั้น
- ปรับปรุงภาษีที่ดิน โดยเสนอให้เปลี่ยนจากการเก็บตามการใช้งานมาเป็นการเก็บตามโซนนิ่ง (Zoning) เพื่อให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่และป้องกันการบิดเบือน เช่น การปลูกกล้วยเพื่อเลี่ยงภาษีที่ดินในเขตเมือง ซึ่งจะช่วยให้รัฐจัดเก็บภาษีได้มากขึ้นอย่างเป็นธรรม