โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจไทยโตต่ำ 20 ปี “บรรยง” แนะ ลดขนาดรัฐ-สังคายนาใบอนุญาต 5 พันฉบับ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 04 มี.ค. เวลา 17.57 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. เวลา 10.57 น.

"บรรยง พงษ์พานิช" ชี้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกมา 20 ปี เหตุจากปัญหาเชิงสถาบันและรัฐมีขนาดใหญ่เกินไป แนะลดอำนาจรัฐ สังคายนาใบอนุญาต 5 พันฉบับ ปรับปรุงภาษีนิติบุคคล-ที่ดิน ใช้มาตรฐาน OECD ยกระดับประเทศ

4 มี.ค. 2569 - นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานเสวนา “มุมมองนักเศรษฐศาสตร์ ต่อทิศทางนโยบายภาครัฐใน 4 ปีข้างหน้า” ในหัวข้อ “ทิศทางนโยบายภาครัฐใน 4 ปีข้างหน้า” จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย ว่า ในรอบ 20 กว่าปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง GDP ไทยโตเฉลี่ย 7.5% ต่อปี หลังวิกฤตต้มยำกุ้งลดเหลือ 5% หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ลดเหลือ 3% และ หลังโควิด-19 ถึงปัจจุบันเหลือเฉลี่ยไม่ถึง 2%

“ปกติประเทศกำลังพัฒนา GDP ควรเติบโตได้สูงถึง 8-9% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก แต่ไทยกลับเติบโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกเกือบตลอด 20 ปีที่ผ่านมา โดยมีเพียง 2 ปีเท่านั้นที่โตสูงกว่าโลก ซึ่งเป็นช่วงการฟื้นตัวระยะสั้นหลังวิกฤต เช่น หลังน้ำท่วมใหญ่ เท่านั้น นอกจากนี้ไทยยังโดยใช้เวลาถึง 3 ปีครึ่งในการฟื้นตัวจากโควิด-19ขณะที่ค่าเฉลี่ยโลกใช้เวลาเพียง 1 ปี”

ทั้งนี้ปัญหาของไทยไม่ใช่แค่เรื่องการบริหารจัดการระยะสั้น แต่เป็นปัญหาที่มาจากปัจจัยเชิงสถาบัน(Institutional Problems) โดยพบว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนีหรือการจัดอันดับต่างๆ ที่ปัจจัยพื้นฐานที่ส่งเสริมความสำเร็จทางเศรษฐกิจของไทยลดลงไม่ว่าจะเป็น ความเป็นประชาธิปไตยอันดับร่วงจาก 80 ลงมาอยู่ที่ 130 การคอร์รัปชัน (CPI) เคยอยู่อันดับ 75 ปัจจุบันร่วงไปถึงอันดับ 118 หลักนิติธรรม (Rule of Law) อันดับหล่นจาก 50 มาอยู่ที่80 ขณะที่คุณภาพการศึกษาไทยที่วัดจาก PISAอยู่ในเกณฑ์ย่ำแย่และพ่ายแพ้ต่อประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ

นายบรรยง เปิดเผยต่อว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่มีมาตรการ Quick Win ที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นได้ทันที อย่างไรก็ตามข่าวดีคือไทยสามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและเพิ่มดัชนีชี้วัดต่างๆ ได้ โดยที่ผ่านมาไทยได้เริ่มก้าวแรกไปแล้วคือการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

“หลายคนไม่เห็นด้วยกับการเข้าเป็นสมาชิก OECD แต่ผมองว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดที่จะแก้ปัญหาให้กับประเทศไทยได้ เพราะ OECD จะมีกลไกในการกดดันให้ไทยต้องยกระดับมาตรฐานในเรื่องต่างๆ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเพื่อปรับปรุงระบบให้เป็นสากล”

นายบรรยง ยังได้เสนอแนวทางในการปฏิรูปภาครัฐภายใต้แนวคิดเสรีนิยมใหม่ซึ่งเชื่อว่ารัฐควรมีขนาดเล็กที่สุด

โดยภาคไทยในปัจจุบันมีปัญหาสำคัญ 3 ด้าน คือ ขนาด บทบาท และอำนาจ

  • ขนาด (Size) ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา จำนวนข้าราชการไทยเพิ่มขึ้นจาก 1.3 ล้านคน เป็นกว่า 3.1 ล้านคน ซึ่งเป็นการขยายตัวที่มากกว่าการเติบโตของ GDP อย่างมาก นอกจากนี้ งบประมาณภาครัฐกว่า 80% ยังหมดไปกับงบดำเนินการและสวัสดิการข้าราชการ ซึ่งสูงเป็นอันดับ 3 ในเอเชีย
  • บทบาท (Role) โดยรัฐเข้าไปมีบทบาทในกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากเกินไป โดยเฉพาะผ่านรัฐวิสาหกิจที่มีมูลค่ามหาศาลถึง 6 ล้านล้านบาทต่อปี และมักเป็นการขยายบทบาทแล้วไม่ยอมถอยออกทำให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาด เช่น การใช้มาตรการอุดหนุนภาคการเกษตรเมื่อทำแล้วก็ต้องอุดหนุนตลอดไป
  • อำนาจ (Power) โดยภาครัฐไทยมีกฎระเบียบกว่าแสนข้อ และมีใบอนุญาตกว่า 5,000 ชนิด ขณะที่มาตรฐาน OECD แนะนำว่าไม่ควรเกิน 500 ชนิด ส่งผลให้เกิดภาระงบประมาณและเอื้อต่อการใช้อำนาจในทางที่ผิด

“ตัวอย่างที่รัฐควรทำคือการจัดการกับการบินไทย โดยเสนอให้รัฐ ลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือเพียง 25% จากปัจจุบันที่ 38% และควรประกาศถอนตัวจากการใช้อสิทธิ์ในการตั้งกรรมการบริษัททั้งหมด เพื่อให้กลไกการบริหารงานเป็นไปอย่างเป็นมืออาชีพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าหุ้นและสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน”

นอกจากนี้ยังต้องแก้ปัญหาผลิตภาพ (Productivity) ที่ถดถอยของประเทศ โดยผลิตภาพของเกษตรกรไทยอยู่ที่ประมาณ 4,000 ดอลลาร์/คน/ปี ขณะที่ออสเตรเลียสูงถึง 75,000 ดอลลาร์/คน/ปี หรือห่างกันเกือบ 20 เท่า ดังนั้นจึงเสนอแนวทางการเพิ่มผลิตภาพด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันเป็นบริษัทกลางและจ้างมืออาชีพมาบริหารจัดการในรูปแบบเดียวกับในอิตาลีและเนเธอร์แลนด์

ขณะที่ยังควรปลดล็อกการผูกขาดและการคุ้มครองกลุ่มทุน โดยปัจจุบันมีกฎหมายที่ระบุให้ผู้ถือหุ้นใหญ่ในบางอุตสาหกรรมต้องเป็นคนไทย ซึ่งมองว่าเป็นการคุ้มครองมหาเศรษฐีบนต้นทุนของผู้บริโภคและทำลายขีดความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้นจึงเสนอให้มีการเปิดเสรีในทุกภาคส่วน รวมถึงภาคเกษตรกรรมและบริการ เพื่อดึงดูดเทคโนโลยีและความสามารถในการจัดการจากต่างประเทศ (FDI) เข้ามาพัฒนาประเทศ

นายบรรยง ยังกล่าวถึง อีกหนึ่งปัญหาของเศรษฐกิจไทยคือการที่สถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อ ว่าธนาคารไทยถูกสังคมตำหนิว่ามีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก สูงถึง 5% ซึ่งสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วที่อยู่ระดับ 2% แต่ในขณะเดียวกันธนาคารกลับไม่ยอมปล่อยสินเชื่อ โดยเฉพาะกลุ่ม SME และรายย่อย โดยสาเหตุหลักมาจากความกังวลเรื่องหนี้เสีย (NPL) และกระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้า โดยการยึดทรัพย์ในกรณี SME อาจกินเวลานานถึง 12 ปี ซึ่งทำให้ต้นทุนทั้งหมดถูกผลักกลับไปสู่ระบบเศรษฐกิจ

“การแก้ปัญหาสถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อในกลุ่ม SME คือต้องกำหนดให้สถาบันการเงินวิเคราะห์สินเชื่อจากงบที่ยื่นต่อสรรพากรเท่านั้น โดยรัฐต้องออกมาตรการนิรโทษกรรมภาษีโดยไม่มีการเก็บภาษีย้อนหลังเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง ซึ่งวิธีนี้จะช่วยขยายฐานภาษี เพิ่มรายได้จาก VAT และทำให้ธนาคารมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือในการปล่อยกู้มากขึ้น”

ขณะที่ยังมีข้อเสนอในการปฏิรูปภาษีเพื่อสร้างรายได้ให้รัฐและลดความเหลื่อมล้ำ โดย

  • เพิ่มภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยควรปรับเพิ่มจาก 20% เป็น 25%เนื่องจากมองว่าระดับ 20% ต่ำเกินไป และอัตราที่แท้จริง (Effective Rate) หลังหักสิทธิประโยชน์ต่างๆ อาจเหลือเพียง 15% เท่านั้น
  • ปรับปรุงภาษีที่ดิน โดยเสนอให้เปลี่ยนจากการเก็บตามการใช้งานมาเป็นการเก็บตามโซนนิ่ง (Zoning) เพื่อให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่และป้องกันการบิดเบือน เช่น การปลูกกล้วยเพื่อเลี่ยงภาษีที่ดินในเขตเมือง ซึ่งจะช่วยให้รัฐจัดเก็บภาษีได้มากขึ้นอย่างเป็นธรรม

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ ตลาดหุ้นทั้งไทยและต่างประเทศ ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...