คุณแม่ Burnout : ทำไมภาระที่มองไม่เห็นถึงทำให้คุณแม่หมดไฟได้
เมื่อเราต้องเจอกับความเครียดและความกดดันอยู่เป็นประจำ อาจส่งผลให้มีความรู้สึกเหนื่อยล้า หงุดหงิดบ่อย สมาธิลดลง หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่อยากทำอะไรทั้งที่ยังต้องทำทุกอย่างเหมือนเดิม บางคนอาจเริ่มรู้สึกเฉยชา ไม่สนุกกับสิ่งที่เคยมีความสุข หรือรู้สึกผิดกับตัวเองทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด ภาวะหมดไฟ (Burnout) จึงเป็นสัญญาณว่าร่างกายและจิตใจกำลังรับภาระมากเกินไปเป็นเวลานานเกินกว่าที่ควรจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ คุณแม่ Burnout ก็เพราะชีวิตของคุณแม่ไม่ได้มีความเหนื่อยแค่เรื่องความรับผิดชอบในบ้านหรือดูแลลูกให้กินอิ่มนอนหลับ แต่คือการเป็นคนที่ต้องคอยคิด วางแผน และจัดการทุกอย่างให้ครอบครัวเดินต่อไปได้ตลอดเวลา ตั้งแต่เรื่องตารางนัดหมาย โรงเรียน กิจกรรมลูก ของใช้ในบ้าน ไปจนถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ สิ่งนี้เรียกว่า ภาระที่มองไม่เห็น เพราะไม่ใช่งานที่จับต้องได้เป็นรูปธรรม แต่เป็นคือภาระทางความคิดที่อยู่กับคุณแม่ตลอดทั้งวันและเมื่อภาระที่มองไม่เห็น สะสมมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ตามมาคือภาวะ คุณแม่ Burnout รู้สึกเหมือนต้องแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว และสุดท้ายความเหนื่อยแบบนี้เองที่ค่อยๆ พาแม่เข้าสู่ภาวะหมดไฟ โดยที่คนรอบตัวอาจไม่ทันสังเกต1. แม่ไม่ได้เหนื่อยเพราะรับผิดชอบเยอะ แต่เหนื่อยเพราะต้อง ‘คิดแทนคนทั้งบ้าน’
หลายคนอาจเชื่อว่าการจัดการเรื่องบ้านและครอบครัวควรเป็นหน้าที่ที่แบ่งกันทำได้ระหว่างคู่ชีวิต เพราะบ้านคือของเราทั้งสองคน ลูกก็เป็นลูกของเราทั้งคู่ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ความเท่าเทียมแบบนั้นกลับไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆแม้ว่าคุณพ่อในยุคปัจจุบันจะช่วยงานบ้านมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน ไม่ว่าจะเป็นล้างจาน อาบน้ำลูก หรือช่วยรับส่งลูกไปโรงเรียน แต่ในภาพรวม คุณแม่จำนวนมากยังคงเป็นเสาหลักที่ต้องรับผิดชอบเรื่องใหญ่และเรื่องยิบย่อยในบ้านอยู่ดี และสิ่งที่ทำให้เหนื่อยที่สุด บางครั้งไม่ใช่งานที่ต้องลงมือทำ แต่คือการเป็นคนที่ต้องคิด วางแผน และคอยจัดการทุกอย่างให้บ้านเดินต่อได้แบบไม่มีสะดุดรายงานจากการสำรวจ Motherly’s 2023 State of Motherhood พบว่า 58% ของคุณแม่ระบุว่าตนเองเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการจัดการบ้านและดูแลลูก ซึ่งมากขึ้นกว่าปี 2022 และคุณแม่ส่วนใหญ่ถึง 62% บอกว่าพวกเธอมีเวลาให้ตัวเองน้อยกว่า 1 ชั่วโมงต่อวันลองนึกภาพง่ายๆ ว่าในหนึ่งวัน คุณแม่อาจอยู่บ้านทั้งวัน แต่สมองกลับแทบไม่ได้หยุดพักเลย เพราะต้องคิดต่อเนื่องตลอดว่า วันนี้ลูกต้องเตรียมอะไร พรุ่งนี้มีกิจกรรมที่โรงเรียนไหม ข้าวของในบ้านใกล้หมดหรือยัง ต้องซื้ออะไรเพิ่มบ้าง แล้วใครจะเป็นคนจัดการทั้งหมดนี้2. ไม่ใช่แค่งานบ้าน แต่เป็นการจัดระบบชีวิตทั้งครอบครัว
งานวิจัยปี 2019 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Sex Roles พบว่า คุณแม่แทบทุกคนที่เข้าร่วมการวิจัยระบุว่า ตนเองเป็นคนรับผิดชอบตารางเวลาของครอบครัวเพียงคนเดียว และเกือบ 80% บอกว่าพวกเธอเป็นคนดูแลเรื่องการติดต่อครูและโรงเรียนของลูก ขณะเดียวกันประมาณ 2 ใน 3 รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ต้องจัดการกับความต้องการทางอารมณ์ของลูกด้วยถ้าอ่านเผินๆ อาจเหมือนเป็นเรื่องปกติที่แม่ทำได้อยู่แล้ว แต่ถ้ามองลึกลงไป นี่ไม่ใช่แค่งานบ้าน แต่มันคือการทำหน้าที่เหมือนผู้จัดการโครงการของทั้งครอบครัว ที่ต้องคอยดูแลว่าแต่ละอย่างจะเกิดขึ้นทันเวลาและไม่เกิดปัญหาตามมาอีกLucia Ciciolla นักวิจัย อธิบายว่า งานที่มองไม่เห็นนี้เปรียบเหมือนการกำกับเบื้องหลังที่ทำให้ทุกอย่างดำเนินไปได้อย่างราบรื่น อย่างเรื่องการซักผ้า มันไม่ใช่แค่การซักผ้า แต่คือการคิดล่วงหน้าว่า ผงซักฟอกจะหมดเมื่อไหร่ เสื้อผ้าสกปรกจะเข้าซักตอนไหน แล้วผ้าเช็ดตัวสะอาดจะมีพอใช้เสมอหรือไม่พูดง่ายๆ คือ ไม่ใช่แค่ทำงานหนึ่งชิ้นให้เสร็จ แต่คือการต้องคอยคิดตลอดว่า ถ้าเราไม่ทำตอนนี้ อีก 2 วันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น และบ้านจะพังตรงไหนก่อนเมื่อคุณแม่ต้องรับผิดชอบทุกอย่างเพียงคนเดียว ผลลัพธ์ที่ตามมาคือความรู้สึกท่วมท้น หมดแรง และแทบไม่มีเวลาส่วนตัว เพราะต่อให้ร่างกายหยุดพัก สมองก็ยังไม่เคยหยุดคิดSuniya Luthar นักจิตวิทยา ระบุว่า แม้การรับผิดชอบงานบ้านทั้งหมดจะเกี่ยวข้องกับความเครียดสูง แต่ด้วยความจริงที่ว่าคุณแม่เกือบ 90% รู้สึกว่าต้องจัดการทุกอย่างเอง จึงทำให้ยากที่จะใช้ข้อมูลทางสถิติเพื่อชี้ชัดความสัมพันธ์นี้อย่างสมบูรณ์อย่างไรก็ตาม เธอย้ำชัดว่าการต้องจัดการงานหลายอย่างพร้อมกันโดยไม่มีเวลาพัก ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตแน่นอน เพราะนี่คือความเครียดแบบเรื้อรังที่สะสมทีละนิด จนวันหนึ่งแม่อาจรู้สึกหมดแรงแบบไม่รู้ตัว3. แม่มักเป็น ‘คนแรก’ ที่ลูกวิ่งมาหา และเป็นแรงกดดันที่ไม่มีใครเห็น
นอกจากงานบ้านและการจัดการระบบชีวิตในบ้านแล้ว งานวิจัยยังชี้ว่าคุณแม่มักเป็นผู้ตอบสนองคนแรกเมื่อลูกมีความเครียดหรือปัญหา ไม่ว่าจะเป็นวันที่ลูกถูกเพื่อนล้อ วันที่ลูกทะเลาะกับครู วันที่ลูกกลับมาบ้านแล้วเงียบผิดปกติ หรือวันที่ลูกงอแงโดยไม่รู้สาเหตุ คนที่ลูกจะวิ่งเข้ามาหาก่อนมักเป็นแม่เสมอและงานแบบนี้ไม่ใช่งานที่ทำเสร็จแล้วจบ แต่มันคือการใช้พลังทางอารมณ์อย่างต่อเนื่อง แม่ต้องคอยฟัง ต้องคอยปลอบ ต้องคอยตั้งคำถาม ต้องคอยตัดสินใจว่าเรื่องนี้ควรจัดการยังไง ควรปล่อยผ่านไหม ควรคุยกับครูหรือไม่ ควรพาลูกไปพบผู้เชี่ยวชาญไหม ความเหนื่อยของแม่จึงไม่ใช่แค่ความเหนื่อยจากการทำงาน แต่เป็นความเหนื่อยจากการต้องเป็นศูนย์กลางทางอารมณ์ของทั้งบ้านด้วย4. บางครั้งแม่ไม่ได้มีคู่เดินทาง แต่เหมือนมีผู้โดยสารร่วมบ้าน
หนึ่งในประโยคที่สะเทือนใจที่สุดจากงานวิจัยคือ ผู้วิจัยกล่าวว่า บางครั้งคุณแม่เหมือนมีแต่ผู้โดยสาร ไม่ใช่ผู้เดินทางร่วมกัน เพราะบางครอบครัว อาจมีคนช่วยเหลือคุณแม่ เช่น ช่วยอาบน้ำลูก ช่วยล้างจาน ช่วยกวาดบ้าน แต่สิ่งที่ยังตกอยู่กับแม่คือการจัดการและการวางแผนทั้งหมดคุณแม่ยังต้องเป็นคนที่ต้องคอยบอกว่าอะไรควรทำก่อนหลัง ต้องเตือนว่าอย่าลืมอะไร ต้องเตรียมอะไรไว้ให้พร้อม และเมื่อเกิดปัญหาคนที่ถูกมองว่าผิดพลาดก็มักเป็นคุณแม่อยู่ดีนี่คือเหตุผลที่ทำให้คุณแม่จำนวนมากรู้สึกว่า แม้จะมีคนช่วยทำงาน แต่ตัวเองก็ยังเหมือนต้องแบกบ้านทั้งหลังอยู่คนเดียว เพราะภาระที่หนักที่สุดคือภาระของความรับผิดชอบไม่ใช่แค่แรงงาน5. วิธีแบ่งเบาภาระทางความคิด (Mental Load) ไม่ใช่แค่ช่วยทำ แต่ต้องช่วยรับผิดชอบจริง
ปัญหาหลักของภาระทางความคิดคือคนส่วนใหญ่ไม่เห็นมัน จึงไม่รู้ว่ามันหนักแค่ไหน เพื่อบรรเทาความเครียดจากภาระทางความคิด (mental load) Lucia Ciciolla นักวิจัย แนะนำว่า ครอบครัวควรเริ่มจากการมองให้เห็นภาพรวมก่อนว่า งานทั้งหมดที่ต้องทำในบ้านจริงๆ มีอะไรบ้าง ไม่ใช่แค่สิ่งที่มองเห็นได้ชัด เช่น ล้างจาน ซักผ้า หรือกวาดบ้าน แต่รวมถึงงานที่อยู่เบื้องหลัง เช่น การจัดตารางชีวิต การประสานงานกับโรงเรียน การวางแผนล่วงหน้า และการคอยจำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของทุกคนในบ้านนักวิจัยเน้นว่า การพูดคุยเรื่องนี้ทั้งในบ้านและในสังคมกว้างๆ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันจะช่วยให้ผู้คนเข้าใจว่าคุณแม่ต้องรับผิดชอบมากเพียงใด และจะทำอย่างไรให้พวกเธอมีชีวิตที่ยั่งยืน ไม่หมดแรง ไม่หมดไฟ และไม่รู้สึกว่าตัวเองต้องรับทุกอย่างเพียงลำพังอ่านบทความ: ไม่อยากเลี้ยงลูก : ทำอย่างไร เมื่อรู้สึกหมดไฟในการเป็นแม่ (Burned Out Mom)อ้างอิงmother.ly