โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คนไทยอ้วนพุ่ง 42.4% WHO ชี้ต้นทุนเศรษฐกิจอาจพุ่ง 22 เท่าในปี 2060

The Better

อัพเดต 21 ม.ค. เวลา 09.11 น. • เผยแพร่ 21 ม.ค. เวลา 07.48 น. • THE BETTER
WHOและWOF เผยตัวภาวะโรคอ้วนของคนไทยสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 256,000 ล้านบาทต่อปี และอาจพุ่งแตะ 5.6 ล้านล้านบาทในอีก 34 ปีข้างหน้าแพทย์เตือน โรคอ้วนไม่ใช่แค่ปัญหารูปร่าง แต่คือจุดเริ่มต้นของโรค

องค์การอนามัยโลก (WHO) และ World Obesity Federation (WOF) ออกโรงเตือนประเทศไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตโรคอ้วน” ที่ทวีความรุนแรงและกำลังกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ส่งผลกระทบทั้งต่อสุขภาพประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

รายงานระบุว่า ในปี 2562 ภาวะโรคอ้วนของคนไทยสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 8.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 256,370 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 1.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หรือเฉลี่ยกว่า 4,000 บาทต่อคนต่อปี และหากประเทศไทยไม่เร่งจัดการอย่างจริงจัง ภายในปี 2603 ความสูญเสียอาจพุ่งแตะ 180.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 5.6 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 22 เท่า และคิดเป็น 5.6% ของ GDP ในอนาคต

ขณะเดียวกัน สถานการณ์โรคอ้วนของคนไทยยังอยู่ในระดับน่ากังวล โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนสูงถึง 42.4% สอดคล้องกับการคาดการณ์ของ WOF ที่ระบุว่า ภายในปี 2568 จะมีประชากรโลกกว่า 800 ล้านคนเป็นโรคอ้วน และจะเพิ่มเป็นมากกว่า 1,000 ล้านคนในปี 2573

ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โรคอ้วนไม่ใช่เพียงปัญหาด้านรูปลักษณ์ แต่เป็นภาวะทางการแพทย์ที่ซับซ้อน และเป็นต้นตอของโรคเรื้อรังร้ายแรงหลายชนิด เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประชาชน และเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

ด้าน พญ.นพวรรณ กิติวัฒน์ แพทย์ชำนาญการด้านโรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ระบุว่า การจัดการน้ำหนัก (Weight Management) คือการดูแลน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละบุคคล ไม่ใช่เพียงโปรแกรมลดน้ำหนัก และแม้แต่คนรูปร่างผอมก็สามารถเข้ารับการดูแลได้ เพื่อปรับสมดุลร่างกายอย่างยั่งยืน โดยต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างถาวร ทั้งโภชนาการ การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และพฤติกรรมการใช้ชีวิต

สำหรับผู้ที่มีค่า BMI ตั้งแต่ 27.5 ขึ้นไปในคนเอเชีย หรือ BMI ตั้งแต่ 25 ร่วมกับโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดผิดปกติ การรักษาด้วยยาในกลุ่ม GLP-1 Receptor Agonist (GLP-1RA) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ปากกาลดน้ำหนัก” อาจเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ขณะที่ รศ.คลินิก นพ.ทศพล เกิดศิริชัยรัตน์ แพทย์ชำนาญการด้านทางเดินอาหาร ตับ และการส่องกล้องขั้นสูง ชี้ว่า โรคอ้วนเป็น “ภัยเงียบ” ที่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารโดยตรง เช่น โรคกรดไหลย้อน โรคไขมันพอกตับที่ไม่เกิดจากแอลกอฮอล์ นิ่วในถุงน้ำดี รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลายชนิด

สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถควบคุมน้ำหนักได้ด้วยการปรับพฤติกรรมและการใช้ยา การรักษาด้วยการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (Endoscopic Sleeve Gastroplasty: ESG) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับการยอมรับ โดยไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ ฟื้นตัวเร็ว ไม่มีแผลที่หน้าท้อง และสามารถลดน้ำหนักส่วนเกินได้เฉลี่ย 15–20% ภายใน 1–2 ปี รวมถึงยังมีการผ่าตัดลดน้ำหนักในผู้ป่วยที่มี BMI สูงมาก ซึ่งต้องผ่านการประเมินอย่างละเอียดจากทีมแพทย์

ด้าน พญ.มรกต สุวรรณการ แพทย์ชำนาญการด้านโภชนศาสตร์ เน้นย้ำว่า การควบคุมน้ำหนักที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากการปรับพฤติกรรมการกินอย่างถาวร ไม่ควรมุ่งเพียงตัวเลขบนเครื่องชั่ง เพราะการจำกัดอาหารมากเกินไปอาจนำไปสู่การขาดสารอาหาร สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และเกิดโยโย่เอฟเฟกต์ได้

ผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่า วิกฤตโรคอ้วนไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นปัญหาสาธารณสุขระดับชาติ การสร้างความตระหนักรู้ การเข้าถึงการรักษาที่ถูกต้อง และการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน คือกุญแจสำคัญในการลดภาระโรค ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...