โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ผ่านมาแล้ว 7 ปี ยังไม่คืบหน้า รฟท.ออกเกณฑ์ เอกชนต้องวางเงิน 1.6 แสนล้าน สร้างรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบินภายใน 5 ปี

The Momentum

อัพเดต 23 ก.พ. เวลา 16.36 น. • เผยแพร่ 23 ก.พ. เวลา 09.35 น. • THE MOMENTUM

ปี 2568 เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ปิดยอดการลงทุนไปได้ทั้งหมดกว่า 1.16 แสนล้านบาท ทำให้ตัวเลขการลงทุนสะสมตั้งแต่ปี 2561 มาจนถึงปัจจุบัน พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษนี้สร้างเม็ดเงินการลงทุนไปแล้วกว่า 8.29 แสนล้านบาท

รายละเอียดการลงทุนในที่ผ่านมาแบ่งออกเป็น 3 ก้อนใหญ่ๆ คือ การลงทุนรัฐ-เอกชน มูลค่ารวมประมาณ 5 หมื่นล้านบาท การลงทุนจากภาคเอกชนรวมมูลค่ากว่า 6.96 แสนล้านบาท โดยการลงทุนส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) พลังงานสะอาด หรือระบบอัตโนมัติ (Automation) และการลงทุนอีกกลุ่มหนึ่งคือ การลงทุนจากแผนบูรณาการ EEC ที่มีมูลค่ากว่า 8.25 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่ EEC

ก่อนหน้านี้ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมาก็มีอีกหนึ่งการลงทุนใหญ่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ EEC คือ ‘เมืองการบิน’ (Airport City) ที่เป็นความร่วมมือกันระหว่าง 3 บริษัทใหญ่อย่าง BTS, Bangkok Airways และ Sino-Thai ภายใต้ชื่อ บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ในการร่วมพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาบนเนื้อที่ 6,500 ไร่ มูลค่า 3 แสนล้านบาท ขยายศักยภาพการรองรับผู้โดยสารเป็น 15.9 ล้านคน

ความน่าสนใจของการลงทุนครั้งนี้คือ เป็นการเดินหน้าการลงทุนโดยที่ UTA ไม่รอโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) อีกต่อไป โดยทางสํานักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานขับเคลื่อน EEC จะดำเนินการออกเอกสารแจ้งให้ดำเนินการ (Notice to Proceed: NTP) ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้

คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการบริหาร UTA กล่าวตอนหนึ่งในวันลงนามว่า นับตั้งแต่มีการเซ็นสัญญาเดินหน้าโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกจนถึงวันนี้ นับเป็นเวลาประมาณ 5 ปีครึ่ง แม้จะมีปัญหามากมาย ทำให้โครงการต้องหยุดชะงัก แต่ด้วยพันธมิตรที่ไม่ยอมแพ้จึงทำให้เกิดการลงนามร่วมกันเป็นครั้งที่ 4 ตนมั่นใจว่าโครงการเมืองการบินจะเดินหน้าต่อได้อย่างราบรื่น

“เมื่อก่อนต้องมีรถไฟความเร็วสูงให้ ตอนนี้ให้อะไร เริ่มเมื่อไร ผมรับได้แล้ว ภายในเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคมนี้น่าจะมีการออก NTP ให้เริ่มโครงการได้”

ส่วนคำถามที่ว่า ทำไมรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งถือว่าเป็นแกนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเขตเศรษฐกิจถึงยังไม่เกิดขึ้นสักที เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปในปี 2562 สมัยรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด บริษัทลูกของกลุ่ม CP ชนะการประมูลในโครงการดังกล่าวด้วยงบประมาณการลงทุน 2.2 แสนล้านบาท

สำหรับโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินนี้ถือเป็นโครงการรัฐร่วมลงทุนกับเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) โดยรายละเอียดในสัญญาดั้งเดิมประกอบไปด้วย 2 โครงการสำคัญคือ รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ (Airport Rail Link) และรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โดยระบุใจความสำคัญไว้ว่า บริษัท เอเชีย เอรา วัน จะต้องชำระค่าสิทธิโครงการแอร์พอร์ตลิงก์จำนวน 1.06 หมื่นล้านบาท ‘แบบเต็มจำนวน’ ภายในวันที่ 24 ตุลาคม 2564

ส่วนรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน บริษัทฯ จะต้องเร่งหาเงินทุนจำนวน 2 แสนล้านบาท เพื่อมาก่อสร้างโครงการดังกล่าว โดยทางภาครัฐจะทยอยจ่ายเงินร่วมลงทุนเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จและมีการเปิดการเดินรถแล้ว โดยจะแบ่งการชำระออกเป็นงวดๆ ตลอด 10 ปี

ถึงแม้สัญญาจะระบุไว้ชัดเจนถึงรูปแบบการชำระเงิน แต่ทว่าภายหลังเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การประมาณการผู้โดยสารที่จะใช้งานรถไฟฟ้าความเร็วสูงลดน้อยลง ประกอบกับที่บริษัทเอกชนผู้ได้รับสัมปทาน ‘ไม่สามารถหาแหล่งเงินกู้’ ได้และปัญหาความทับซ้อนพื้นที่การก่อสร้างช่วงดอนเมือง-บางซื่อ ที่ซ้อนทับกับโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา (สัญญา 4-1)

ทำให้บริษัทฯ เอกชนเรียกร้องการแก้ไขสัญญามาตลอด จนกระทั่งเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2567 ที่ทางคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) มีมติเห็นชอบให้มีการเดินหน้าแก้ไขสัญญาใน 5 ประเด็นย่อย คือ

  • วิธีการชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุน จากเดิมที่รัฐจะต้องจ่ายหลังมีการเปิดเดินรถ ให้เป็นการจ่ายชำระตามความก้าวหน้าของงานหรือ ‘สร้างไป จ่ายไป’ โดยมีข้อแม้ว่า เอกชนจะต้องวางหลักประกันเพิ่มเติม 1.6 แสนล้านบาท เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะก่อสร้างและเปิดเดินรถได้ภายใน 5 ปี

  • การชำระค่าสิทธิโครงการแอร์พอร์ตลิงก์จำนวน 1.06 หมื่นล้านบาท ให้เอกชนแบ่งชำระเป็นรายปี รวม 7 งวด (จ่ายปีละเท่าๆ กัน)

  • กำหนดส่วนแบ่งผลประโยชน์ตอบแทนเพิ่มเติม หากในอนาคตอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของโครงการลดลง และส่งผลให้เอกชนได้ผลตอบแทน (IRR) เกิน 5.52% ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีสิทธิเรียกให้เอกชนจ่ายส่วนแบ่งผลประโยชน์เพิ่มได้

  • แก้ไขสัญญาให้ รฟท.สามารถออกหนังสือ NTP ได้ทันที เมื่อมีการลงนามสัญญาที่แก้ไข

  • ปรับปรุงข้อสัญญาในส่วนของเหตุสุดวิสัยและเหตุผ่อนผัน ให้สอดคล้องกับสัญญาร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชนในโครงการอื่น เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อสถานะการเงินของโครงการ

ทั้งนี้สำหรับสัญญาใหม่ของ กพอ.ยังได้ส่งไปให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาประกอบ ก่อนให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้การเห็นชอบ โดยทางอัยการสูงสุดมีข้อพิจารณากลับมาทั้งหมด 18 ข้อพร้อมทั้งเห็นว่า การแก้ไขสัญญาจะทำให้ภาครัฐกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เช่นเดียวกันกับ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่เห็นด้วยกับฝ่ายอัยการสูงสุด

ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการ รฟท. ออกมาเปิดเผยว่า การแก้ไขสัญญาใน 5 ประเด็นดังกล่าว ผ่านการเห็นชอบจาก สกพอ.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงการเสนอต่อที่ประชุม ครม.

ขณะเดียวกันนั้น บริษัทเอกชนผู้รับสัมปทานยังได้เห็นชอบทุกประเด็นที่ทางอัยการสูงสุดท้วงติงมาแล้ว 17 ข้อ เหลือเพียงประเด็น ‘การวางหลักประกัน’ เพิ่มเติม 1.6 แสนล้านบาท ในห้วงเวลา 5 ปี โดยมีเงื่อนไขริบหลักประกันทุกกรณี ที่บริษัทเอกชนขอให้คงไว้ซึ่งสัญญาเดิม ที่ระบุว่า ให้ริบหลักประกันเฉพาะกรณีทิ้งงานเท่านั้น

สำหรับประเด็นที่ยังไม่สะเด็ดน้ำนี้เอง รักษาการผู้ว่าการ รฟท.กล่าวว่า จะส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาทันที และต้องรอให้อัยการสูงสุดพิจารณากลับมาที่ รฟท. ก่อนจะเสนอต่อไปที่กระทรวงคมนาคมและ ครม.พิจารณาต่อไป โดยคาดว่าจะเข้าที่ประชุม ครม.ได้ประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม และคาดว่าจะออกหนังสือ NTP ได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้

โดยเมื่อทาง รฟท.ออกหนังสือ NTP ให้ทางบริษัทเอกชนแล้วนั้น ก็จะเริ่มนับหนึ่งการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งเอกชนจะมีเวลาการก่อสร้างรวมถึงเปิดเดินรถในเวลา 5 ปี หากไม่สามารถทำได้หลักประกันที่เอกชนวางไว้ก็อาจถูกยึดเป็นผลประโยชน์ของรัฐ (หากสัญญาดังกล่าวยืนตามอัยการสูงสุด)

จะเห็นได้ว่า โครงการใหญ่ของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนี้ เหลือเพียงเงื่อนไขสุดท้ายก่อนจะสามารถไปสู่การก่อสร้างได้จริง หากเอกชนยอมรับข้อท้วงติงในประเด็นสุดท้ายของอัยการสูงสุด โครงการก็จะสามารถเข้าสู่ขั้นตอนการออกหนังสือ NTP และนับหนึ่งการก่อสร้างได้ทันที

แต่หากไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ก็เท่ากับว่าจะต้องเริ่มกระบวนการเจรจาสัญญากันใหม่และต้องผ่านการเห็นชอบของ สกพอ. กระทรวงคมนาคม และที่ประชุม ครม. ซึ่งย่อมหมายถึงระยะเวลาที่ยืดเยื้อต่อไปอีก

เวลา 7 ปีนับตั้งแต่มีการประมูลได้เอกชนผู้ชนะ แต่โครงการกลับยังไม่เดินหน้าแม้แต่ก่อสักกะสีก่อสร้าง แต่ต้นทุนการก่อสร้างที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ตามภาวะเศรษฐกิจโลก นอกจากนั้นก็ยังมี ‘ต้นทุนเวลา’ และ ‘ค่าเสียโอกาส’ ของประเทศก็เป็นอีกต้นทุนที่มองไม่เห็นแฝงอยู่เช่นกัน

สุดท้ายแล้วทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือเอกชนจะร่วมกันรักษาผลประโยชน์ของประเทศได้หรือไม่ ในวันที่ทุกการตัดสินใจมีราคาที่ต้องจ่าย เราก็ต้องรอดูกันต่อไป

อ้างอิง

- https://www.prachachat.net/general/news-1967688

- https://www.isranews.org/article/isranews-news/145463-ttransportt-5.html

- https://www.prachachat.net/economy/news-1914739

- https://www.nationtv.tv/business/economy/378971591

- https://isranews.org/article/isranews-scoop/142073-invesnews-125.html

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...