โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“ศาลสหรัฐ” สั่งคืนภาษีนำเข้า 1.3 แสนล้านดอลลาร์ ผู้นำเข้า 3 แสนรายรับเงินคืน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 05 มี.ค. เวลา 09.46 น. • เผยแพร่ 05 มี.ค. เวลา 02.46 น.

ผู้พิพากษาศาลการค้าสหรัฐ สั่งรัฐบาล คืนเงินภาษีนำเข้า ที่ศาลสูงชี้ว่าเก็บโดยมิชอบ พร้อมดอกเบี้ย ให้ผู้นำเข้ากว่า 300,000 ราย มูลค่ารวมกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์

วันที่ 5 มีนาคม 2569 เวลา 04.06 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ผู้พิพากษาศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐมีคำสั่งให้รัฐบาลเริ่มดำเนินการ คืนเงินภาษีนำเข้าให้แก่ผู้นำเข้าสินค้า ซึ่งอาจมีมูลค่ารวมหลายพันล้านดอลลาร์ หลังจากศาลสูงสหรัฐ (Supreme Court) มีคำวินิจฉัยเมื่อเดือนที่แล้วว่า ภาษีบางรายการที่รัฐบาลจัดเก็บไว้นั้น เป็นการจัดเก็บโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ผู้พิพากษา ริชาร์ด อีตัน (Richard Eaton) แห่งศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐในนครนิวยอร์ก มีคำสั่งให้รัฐบาลเร่งสรุปต้นทุนการนำเข้าสินค้าหลายล้านรายการ โดยไม่รวมภาษีดังกล่าว ซึ่งจะทำให้ผู้นำเข้าได้รับเงินคืน พร้อมดอกเบี้ย ตามเอกสารคำสั่งของศาล

โดยปกติแล้ว เมื่อมีการนำเข้าสินค้าเข้าสู่สหรัฐ ผู้นำเข้าจะต้องชำระภาษีตาม ตัวเลขประมาณการในขั้นต้น และตัวเลขดังกล่าวจะถูกสรุป ภายหลังประมาณ 314 วัน ในกระบวนการที่เรียกว่า liquidation หรือการปิดบัญชีภาษีนำเข้า อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาอีตันได้สั่งให้หน่วยงาน ศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐ (Customs and Border Protection: CBP) ปรับการคำนวณต้นทุนการนำเข้าสินค้าโดยไม่รวมภาษีที่ศาลตัดสินว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจะทำให้เกิดการคืนเงินให้แก่ผู้นำเข้า

อีตันกล่าวระหว่างการพิจารณาคดี ว่า หน่วยงานศุลกากรมีประสบการณ์ในการดำเนินการลักษณะนี้อยู่แล้ว โดยระบุว่า“ศุลกากรรู้วิธีทำเรื่องนี้ดี” พร้อมชี้ว่า ระบบของหน่วยงานสามารถตั้งโปรแกรมเพื่อออกเงินคืนได้ เนื่องจากในทางปฏิบัติ CBP มักออกเงินคืนให้ผู้นำเข้าอยู่เป็นประจำในกรณีที่มีการชำระภาษีเกินจากยอดประมาณการ

ผู้พิพากษายังได้กำหนดให้มีการพิจารณาคดีอีกครั้งในวันศุกร์ เพื่อรับฟังความคืบหน้าเกี่ยวกับแผนการคืนเงินของ CBP พร้อมระบุว่าประธานศาลได้มอบหมายให้เขาเป็นผู้พิจารณาคดีเกี่ยวกับการคืนภาษีนำเข้าทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคดีลักษณะนี้

อย่างไรก็ตาม CBP ระบุในเอกสารต่อศาลว่าการคำนวณต้นทุนการนำเข้าสินค้าใหม่โดยไม่รวมภาษีดังกล่าว เป็นภารกิจที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในขนาดนี้ และอาจต้องตรวจสอบข้อมูลการนำเข้าสินค้ามากกว่า 70 ล้านรายการ ซึ่งอาจต้องใช้การตรวจสอบด้วยมือเป็นจำนวนมาก โดยก่อนหน้านี้หน่วยงานได้ขอเวลาสูงสุด 4 เดือน เพื่อประเมินแนวทางการคืนเงินที่เหมาะสม

ด้าน ไรอัน มาเจอรัส อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ ซึ่งปัจจุบันเป็นหุ้นส่วนของสำนักงานกฎหมาย King & Spalding กล่าวว่า ถ้อยคำในคำสั่งศาลครั้งนี้ บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าผู้นำเข้าทุกฝ่ายมีสิทธิได้รับเงินคืนภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA อย่างครอบคลุม อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่ารัฐบาลอาจยื่นคำร้องคัดค้านขอบเขตของคำสั่งศาล หรืออย่างน้อยอาจขอเวลาเพิ่มเติมเพื่อให้หน่วยงานศุลกากรสามารถดำเนินการตามภารกิจขนาดใหญ่ดังกล่าวได้**

ก่อนหน้านี้รัฐบาลสหรัฐได้จัดเก็บภาษีที่ศาลตัดสินว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายรวมกันมากกว่า 130,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของนโยบายการค้าของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไรก็ตามศาลสูงสหรัฐไม่ได้ให้แนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับขั้นตอนการคืนเงิน ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนว่าผู้นำเข้าจะได้รับเงินคืนในรูปแบบใด

คำสั่งของผู้พิพากษาอีตันมีขึ้นจากคดีที่ยื่นฟ้อง โดยบริษัท Atmus Filtration ซึ่งระบุในเอกสารศาลว่า บริษัทได้ชำระภาษีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปประมาณ 11 ล้านดอลลาร์ โดยคดีของบริษัทดังกล่าวเป็นหนึ่งในคดีมากกว่า 2,000 คดี ที่ถูกยื่นต่อศาลการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเรียกร้องเงินคืนจากภาษีที่ถูกเรียกเก็บภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA)

อีตันกล่าวว่าศาลไม่ต้องการพิจารณาคดีคืนภาษีเป็นรายกรณี แต่ต้องการสร้างระบบที่ทำให้ผู้นำเข้าสามารถ ยื่นคำร้องขอคืนภาษีที่ถูกจัดเก็บอย่างไม่ถูกต้องได้อย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้มีผู้นำเข้าสินค้ามากกว่า 300,000 ราย ที่เคยจ่ายภาษีดังกล่าว โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งหลายรายหวังว่าหน่วยงานศุลกากรจะใช้ระบบคืนเงินที่ เรียบง่ายและต้นทุนต่ำ เนื่องจากผู้ประกอบการจำนวนมากระบุว่า หากต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องหรือขั้นตอนทางเอกสารที่ยุ่งยาก พวกเขาอาจเลือกที่จะไม่ดำเนินการขอเงินคืน

ด้าน จอร์จ ทัตเทิลทนายความด้านการค้า ระบุว่าโดยหลักการแล้ว ไม่ควรมีอุปสรรคใด ๆ ต่อการที่ CBP จะออกเงินคืนให้แก่ผู้นำเข้าได้

อ้างอิง : www.reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...