“จีน” เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ คงงบขาดดุล 4% รับความเสี่ยงเศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์
"จีน" คงเป้าหมายงบขาดดุลปีนี้ที่ 4% ของ GDP พร้อมเตรียมอัดฉีดงบประมาณกว่า 5.89 ล้านล้านหยวน และออกพันธบัตรพิเศษเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รับมือความไม่แน่นอน
วันที่ 5 มีนาคม 2569 สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า จีนเตรียมใช้นโยบายการคลังเป็นเครื่องมือหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลมีแผนคงระดับ งบประมาณขาดดุลไว้ที่ประมาณ 4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปีนี้ เท่ากับระดับสูงสุดที่ทำไว้ในปี 2568
รายงานประจำปีของกระทรวงการคลังจีนที่บลูมเบิร์กได้เห็น ระบุว่ารัฐบาลจะใช้จ่ายมากกว่ารายได้ภายใต้บัญชีงบประมาณหลักราว 5.89 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 8.54 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นงบประมาณที่ใหญ่ที่สุดในระบบงบประมาณของจีน ครอบคลุมรายจ่ายด้านการศึกษา ประกันสังคม โครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม และสิ่งแวดล้อม
มาตรการด้านการคลังจึงกลายเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หลังจากนโยบายการเงินมีข้อจำกัดมากขึ้น เนื่องจากกำไรของธนาคารพาณิชย์ลดลง และความต้องการสินเชื่อในระบบเศรษฐกิจยังซบเซา
การคงอัตราขาดดุลงบประมาณในระดับสูงดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลจีนในการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจเพื่อรักษาการเติบโต ซึ่งทางการตั้งเป้าให้ GDP ปีนี้ขยายตัว ประมาณ 4.5–5%
Zhaopeng Xing นักยุทธศาสตร์จีนอาวุโสของ ANZ Bank China ระบุว่า แม้รัฐบาลจะมีเงินคงเหลือจากปีที่แล้วจำนวนหนึ่ง แต่การคงอัตราขาดดุลไว้ที่ 4% สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับรายได้ภาครัฐ และความจำเป็นในการรักษาพื้นที่ทางนโยบายเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดด้านการค้า
หลังข่าวงบประมาณดังกล่าวออกมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจีนอายุ 10 ปีปรับตัวลดลงเล็กน้อย ขณะที่ค่าเงินหยวนในตลาดต่างประเทศแข็งค่าขึ้นประมาณ 0.2% เมื่อเทียบกับดอลลาร์
จีนเตรียมออกพันธบัตรเพิ่ม 1.3 ล้านล้านหยวน
นอกจากงบประมาณขาดดุลตามปกติแล้ว รัฐบาลจีนยังมีแผนระดมทุนอีก 1.3 ล้านล้านหยวนผ่านพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวพิเศษ (ultra-long sovereign bonds) เพื่อใช้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โครงการด้านความมั่นคงของชาติ และมาตรการสนับสนุนการบริโภค
ในจำนวนนี้ 250,000 ล้านหยวน จะถูกนำไปใช้เป็นเงินอุดหนุนให้ผู้บริโภค เปลี่ยนโทรศัพท์มือถือ รถยนต์ และเครื่องใช้ในบ้านรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือน นอกจากนี้รัฐบาลยังเตรียมออกพันธบัตรพิเศษอีก 300,000 ล้านหยวน เพื่อนำเงินไปเสริมความแข็งแกร่งด้านเงินทุนของธนาคารรัฐ
รัฐบาลท้องถิ่นได้วงเงินพันธบัตร 4.4 ล้านล้านหยวน
สำหรับรัฐบาลท้องถิ่น จีนได้จัดสรร โควตาพันธบัตรพิเศษใหม่จำนวน 4.4 ล้านล้านหยวนในปีนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565 ที่วงเงินดังกล่าว ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน
พันธบัตรประเภทนี้ถือเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของรัฐบาลท้องถิ่น โดยใช้สำหรับลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซื้อบ้านคงค้างจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ลดหนี้นอกงบประมาณของรัฐบาลท้องถิ่น รวมแล้ววงเงินพันธบัตรทั้งหมดในปีนี้อยู่ที่ 6 ล้านล้านหยวน ลดลงจาก 6.2 ล้านล้านหยวนในปีที่ผ่านมา
จีนเตรียมเครื่องมือการเงินใหม่ 8 แสนล้านหยวน
รายงานการทำงานของรัฐบาลยังระบุว่า จีนมีแผนจัดตั้ง เครื่องมือทางการเงินเชิงนโยบายใหม่มูลค่า 800,000 ล้านหยวน เพื่อสนับสนุนการลงทุนในระบบเศรษฐกิจ เครื่องมือดังกล่าวอาจได้รับการสนับสนุนจาก ธนาคารกลางจีนผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงการออกตราสารหนี้ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ
ANZ มองว่าแนวทางนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการ รักษาระดับการลงทุนและหยุดการชะลอตัวของเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจจีนยังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน
ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา จีนได้ตั้งงบประมาณขาดดุล เกิน 3% ของ GDP ถึง 5 ครั้ง เพื่อรับมือกับผลกระทบจากโควิด-19 และความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างประเทศ แม้ว่าความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐจะผ่อนคลายลงหลังข้อตกลงพักรบด้านภาษีเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่เศรษฐกิจจีนยังคงเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ได้แก่ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ยังอ่อนแอ ภาวะเงินฝืด วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ การลงทุนภาคเอกชนที่หดตัว
ขณะเดียวกันความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางที่กำลังขยายตัว ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการค้าระหว่างประเทศและเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานโลก
จากการคำนวณของ Bloomberg หากรวมงบประมาณหลักและงบกองทุนของรัฐบาล รายจ่ายของจีนในปีนี้จะสูงกว่ารายได้เกือบ 14 ล้านล้านหยวน หรือคิดเป็นประมาณ 9.5% ของ GDP หากเศรษฐกิจเติบโตที่ระดับ 5%
อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์มองว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการดำเนินนโยบายจริงตลอดทั้งปี เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนมักเลือกใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงเท่าที่จำเป็น เพื่อให้เศรษฐกิจบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ตั้งไว้
อ้างอิง : bloomberg.com