โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“จีน” เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ คงงบขาดดุล 4% รับความเสี่ยงเศรษฐกิจ-ภูมิรัฐศาสตร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 05 มี.ค. เวลา 14.43 น. • เผยแพร่ 05 มี.ค. เวลา 07.43 น.

"จีน" คงเป้าหมายงบขาดดุลปีนี้ที่ 4% ของ GDP พร้อมเตรียมอัดฉีดงบประมาณกว่า 5.89 ล้านล้านหยวน และออกพันธบัตรพิเศษเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รับมือความไม่แน่นอน

วันที่ 5 มีนาคม 2569 สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า จีนเตรียมใช้นโยบายการคลังเป็นเครื่องมือหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลมีแผนคงระดับ งบประมาณขาดดุลไว้ที่ประมาณ 4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปีนี้ เท่ากับระดับสูงสุดที่ทำไว้ในปี 2568

รายงานประจำปีของกระทรวงการคลังจีนที่บลูมเบิร์กได้เห็น ระบุว่ารัฐบาลจะใช้จ่ายมากกว่ารายได้ภายใต้บัญชีงบประมาณหลักราว 5.89 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 8.54 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นงบประมาณที่ใหญ่ที่สุดในระบบงบประมาณของจีน ครอบคลุมรายจ่ายด้านการศึกษา ประกันสังคม โครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม และสิ่งแวดล้อม

มาตรการด้านการคลังจึงกลายเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หลังจากนโยบายการเงินมีข้อจำกัดมากขึ้น เนื่องจากกำไรของธนาคารพาณิชย์ลดลง และความต้องการสินเชื่อในระบบเศรษฐกิจยังซบเซา

การคงอัตราขาดดุลงบประมาณในระดับสูงดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลจีนในการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจเพื่อรักษาการเติบโต ซึ่งทางการตั้งเป้าให้ GDP ปีนี้ขยายตัว ประมาณ 4.5–5%

Zhaopeng Xing นักยุทธศาสตร์จีนอาวุโสของ ANZ Bank China ระบุว่า แม้รัฐบาลจะมีเงินคงเหลือจากปีที่แล้วจำนวนหนึ่ง แต่การคงอัตราขาดดุลไว้ที่ 4% สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับรายได้ภาครัฐ และความจำเป็นในการรักษาพื้นที่ทางนโยบายเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดด้านการค้า

หลังข่าวงบประมาณดังกล่าวออกมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลจีนอายุ 10 ปีปรับตัวลดลงเล็กน้อย ขณะที่ค่าเงินหยวนในตลาดต่างประเทศแข็งค่าขึ้นประมาณ 0.2% เมื่อเทียบกับดอลลาร์

จีนเตรียมออกพันธบัตรเพิ่ม 1.3 ล้านล้านหยวน

นอกจากงบประมาณขาดดุลตามปกติแล้ว รัฐบาลจีนยังมีแผนระดมทุนอีก 1.3 ล้านล้านหยวนผ่านพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวพิเศษ (ultra-long sovereign bonds) เพื่อใช้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โครงการด้านความมั่นคงของชาติ และมาตรการสนับสนุนการบริโภค

ในจำนวนนี้ 250,000 ล้านหยวน จะถูกนำไปใช้เป็นเงินอุดหนุนให้ผู้บริโภค เปลี่ยนโทรศัพท์มือถือ รถยนต์ และเครื่องใช้ในบ้านรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือน นอกจากนี้รัฐบาลยังเตรียมออกพันธบัตรพิเศษอีก 300,000 ล้านหยวน เพื่อนำเงินไปเสริมความแข็งแกร่งด้านเงินทุนของธนาคารรัฐ

รัฐบาลท้องถิ่นได้วงเงินพันธบัตร 4.4 ล้านล้านหยวน

สำหรับรัฐบาลท้องถิ่น จีนได้จัดสรร โควตาพันธบัตรพิเศษใหม่จำนวน 4.4 ล้านล้านหยวนในปีนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565 ที่วงเงินดังกล่าว ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน

พันธบัตรประเภทนี้ถือเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของรัฐบาลท้องถิ่น โดยใช้สำหรับลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซื้อบ้านคงค้างจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ลดหนี้นอกงบประมาณของรัฐบาลท้องถิ่น รวมแล้ววงเงินพันธบัตรทั้งหมดในปีนี้อยู่ที่ 6 ล้านล้านหยวน ลดลงจาก 6.2 ล้านล้านหยวนในปีที่ผ่านมา

จีนเตรียมเครื่องมือการเงินใหม่ 8 แสนล้านหยวน

รายงานการทำงานของรัฐบาลยังระบุว่า จีนมีแผนจัดตั้ง เครื่องมือทางการเงินเชิงนโยบายใหม่มูลค่า 800,000 ล้านหยวน เพื่อสนับสนุนการลงทุนในระบบเศรษฐกิจ เครื่องมือดังกล่าวอาจได้รับการสนับสนุนจาก ธนาคารกลางจีนผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงการออกตราสารหนี้ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ

ANZ มองว่าแนวทางนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการ รักษาระดับการลงทุนและหยุดการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจจีนยังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน

ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา จีนได้ตั้งงบประมาณขาดดุล เกิน 3% ของ GDP ถึง 5 ครั้ง เพื่อรับมือกับผลกระทบจากโควิด-19 และความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างประเทศ แม้ว่าความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐจะผ่อนคลายลงหลังข้อตกลงพักรบด้านภาษีเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่เศรษฐกิจจีนยังคงเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ได้แก่ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ยังอ่อนแอ ภาวะเงินฝืด วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ การลงทุนภาคเอกชนที่หดตัว

ขณะเดียวกันความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางที่กำลังขยายตัว ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการค้าระหว่างประเทศและเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานโลก

จากการคำนวณของ Bloomberg หากรวมงบประมาณหลักและงบกองทุนของรัฐบาล รายจ่ายของจีนในปีนี้จะสูงกว่ารายได้เกือบ 14 ล้านล้านหยวน หรือคิดเป็นประมาณ 9.5% ของ GDP หากเศรษฐกิจเติบโตที่ระดับ 5%

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์มองว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการดำเนินนโยบายจริงตลอดทั้งปี เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนมักเลือกใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงเท่าที่จำเป็น เพื่อให้เศรษฐกิจบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ตั้งไว้

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจจีน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...