โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สงครามตะวันออกกลางจ่อดันหนี้สาธารณะทะลุเพดานไทยเร็วขึ้น? วิเคราะห์รัฐบาล ‘กู้เงิน’ อุ้มดีเซลต่อหรือพอแค่นี้

THE STANDARD

อัพเดต 13 มี.ค. เวลา 04.24 น. • เผยแพร่ 13 มี.ค. เวลา 04.24 น. • thestandard.co
สงครามตะวันออกกลางจ่อดันหนี้สาธารณะทะลุเพดานไทยเร็วขึ้น? วิเคราะห์รัฐบาล ‘กู้เงิน’ อุ้มดีเซลต่อหรือพอแค่นี้

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางอาจทำโลกเผชิญกับวิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) รอบใหม่ หลังสถานการณ์ที่ตึงเครียดต่อเนื่องได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหลายต่อหลายครั้ง จนทำให้รัฐบาลไทยต้องประกาศใช้มาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอีกครั้ง เพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชนในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ภาวะราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นรอบนี้กลับเกิดขึ้นช่วงที่ ‘ฐานะการคลังไทยเปราะบาง’ มากกว่าที่เคย เห็นได้จากสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทย ซึ่งอยู่ที่ระดับ 66% ของ GDP (ณ สิ้นมกราคม 2569) ไม่ไกลเพดานปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 70% ของ GDP สะท้อนว่า กระสุนหรือพื้นที่ทางการคลัง (Room) ของไทยที่เหลือให้สามารถกู้เงินเพิ่มได้ อยู่ที่ประมาณ 3-4% ของ GDP หรือคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 7-8 แสนล้านบาทเท่านั้น ขณะที่การอุดหนุนราคาน้ำมันต้อง ‘เผาเงิน’ เฉลี่ย 700-1,200 ล้านบาทต่อวัน

ไทยมีมาตรการ ‘อุดหนุน’ ดีเซลอย่างไรในสงครามรอบนี้

ปัจจุบัน กระทรวงพลังงานได้ประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร (29.94 บาทต่อลิตร) ระหว่างวันที่ 3-17 มีนาคม 2569 รวมเป็นระยะเวลา 15 วัน

โดยตามข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ระบุว่า การอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อยู่ที่ 15.45 บาทต่อลิตร จากระดับ 0.74 บาทต่อลิตรในช่วงก่อนเกิดการโจมตี (27 กุมภาพันธ์)

หมายความว่า หากภาครัฐไม่ได้ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยอุดหนุนให้ราคาไม่เกินลิตรละ 30 บาท เพราะราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของระบบขนส่งและภาคธุรกิจ อาจปรับขึ้นไปอยู่ในระดับเฉลี่ยราว 40 บาทต่อลิตร ที่เป็นราคาจริง

เงินไหลออกกองทุนต่อเนื่อง! บางช่วงสูงถึงวันละ 1,200 ล้านบาท

การอุดหนุนดังกล่าวส่งผลให้เงินไหลออกจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลงต่อเนื่อง โดยมีรายงานว่า ในช่วงที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 11.73 บาท เท่ากับใช้เงินอุดหนุนเฉลี่ยประมาณวันละ 700 ล้านบาท ส่วนการอุดหนุนดีเซลที่ระดับ 16.97 บาทต่อลิตร ส่งผลให้มีเงินไหลออกจากกองทุนฯ เฉลี่ยสูงถึงประมาณวันละกว่า 1,000 ล้านบาท

โดยเมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เปิดเผยว่า “ภาพรวมในขณะนี้ สถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและการแบกรับภาระชดเชยอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 1,200 ล้านบาทต่อวัน”

กระทรวงพลังงานย้ำยังหาแหล่งเงินกู้-ส่งสัญญาณทยอยปรับราคาน้ำมันดีเซล

ขณะที่ อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวย้ำว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะยังมีบทบาทและหน้าที่สำคัญในการดูแลภาวะราคาน้ำมันที่ผันผวน นอกจากนี้กระทรวงพลังงานยังเตรียมความพร้อมเรื่องการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้และการกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงควบคู่ไปด้วย

“ตัวกองทุนมีหน้าตักของตัวเองในการที่จะติดลบได้ประมาณหนึ่ง และขนานกัน วันนี้ (10 มีนาคม) ได้มีการหารือกันทั้งเลขาฯ กฤษฎีกา ได้มีการเตรียมการเอาไว้แล้วการดำเนินการที่ต้องออกพระราชกำหนดให้กระทรวงการคลังค้ำเงินกู้ ได้ดำเนินการมาแล้ว 1 ครั้ง เพราะฉะนั้นคณะกรรมการที่จะพิจารณาเรื่องพวกนี้ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้ทั้งหมดแล้ว”

อรรถพลยังย้ำว่า การตรึงราคาในขณะนี้ ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ในระดับหนึ่ง กระทรวงพลังงานได้ส่งสัญญาณว่า ในระยะต่อไปอาจจำเป็นต้องทยอยปรับราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น ‘แบบค่อยเป็นค่อยไป’ เพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในระยะยาว

วิเคราะห์ รัฐบาลปัจจุบัน ‘กู้เงิน’ อุดหนุนราคาน้ำมันได้หรือไม่

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า รัฐบาลปัจจุบันไม่สามารถดำเนินการค้ำประกันหนี้ก้อนใหม่ได้ทันที เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ซึ่งจะต้องรอให้มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เข้ามาดำเนินการก่อน

ส่วนหนี้ก้อนเดิมของกองทุนน้ำมันที่กระทรวงการคลังเคยค้ำประกันไว้ ปัจจุบันมียอดเหลืออยู่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท แต่ระยะเวลาของสัญญาค้ำประกันนั้นได้หมดอายุลงแล้ว

แหล่งข่าวยังกล่าวต่อว่า แม้จะไม่มีการค้ำประกันใหม่จากกระทรวงการคลัง แต่ตัวกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเองยังมีกรอบวงเงินที่สามารถบริหารจัดการกู้เองได้บ้าง โดยก่อนหน้านี้ (10 มีนาคม) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ยังมีกรอบวงเงินกู้ดังกล่าวของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเหลืออยู่ที่ราว 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งกรอบวงเงินดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นหนี้สาธารณะ ขณะที่การค้ำประกันเงินกู้ของรัฐบาลถือเป็นหนี้สาธารณะ

สอดคล้องกับ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ที่กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้เพื่อนำมาใช้เป็นวงเงินเสริมในการดูแลเสถียรภาพราคาพลังงาน “ตามกฎหมาย รัฐบาลปัจจุบันยังไม่น่าทำได้ เพราะติดข้อจำกัดห้ามสร้างภาระผูกพันต่อรัฐบาลชุดต่อไป”

ขณะที่ ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH โดยมองว่า หากรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งยังไม่มีอำนาจเต็มต้องการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้และการกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง “ก็น่าจะมีช่องทางกฎหมาย” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ที่อนุญาตให้ออก พ.ร.ก. ค้ำประกันการกู้เงินได้ หากเป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็น หรือเร่งด่วนเพื่อความมั่นคงของประเทศ โดยต้องผ่าน กกต. ก่อนจะนำเสนอให้สภา เพื่อพิจารณาในการเปิดประชุมสภาครั้งถัดไป

“แม้ว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 169 จะเขียนไว้ว่า รัฐบาลรักษาการไม่ควรจะอนุมัติงานหรือโครงการใดที่จะมีผลสร้างข้อผูกพันให้กับครม.ชุดต่อไป แต่ว่ายังมีข้อยกเว้นอยู่ที่มาตรา 172 ที่บอกว่า รัฐบาลรักษาการสามารถเสนอออกพระราชกำหนดได้ ถ้าหากว่า มีกรณีฉุกเฉินจำเป็นหรือเร่งด่วนที่จะต้องรีบทำเพื่อความมั่นคงประเทศ”

เช็กไทยมีกระสุน (พื้นที่) การคลังเหลือพอ รับมือวิกฤตน้ำมันหรือไม่

ดร.ฐิติมากล่าวต่อว่า ปัจจุบันกระสุนทางการคลังไทย ‘ต่ำกว่า’ ช่วงที่ออกพ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้และการกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงครั้งที่ผ่านมา

โดยอธิบายว่า เมื่อดูจากระดับหนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบัน (ณ สิ้นเดือนมกราคม) ซึ่งอยู่ที่ 66% ของ GDP สะท้อนว่า ไทยเหลือพื้นที่ทางการคลังราว 3-4% เท่านั้นหรือคิดเป็นเม็ดเงินประมาณ 7-8 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ดร.ฐิติมาชี้ว่า พื้นที่ที่เหลือราว 7-8 แสนล้านบาทนั้น คือขนาดของการขาดดุลทั้งปีงบประมาณ ที่รัฐบาลเตรียมไว้ใช้อยู่

ดร.ฐิติมายังชี้ว่า ถ้าหากว่าดูในอดีต ไทยเคยออกพ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้และการกู้ยืมเงินของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุดอยู่ที่ 1.5 แสนล้านบาท เมื่อปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน

“ในตอนนั้นเพดานก็ไม่ได้สูงมาก แต่ว่าสุดท้ายก็ใช้มาหลักแสนกว่าล้านจริงๆ จนทำให้หนี้สาธารณะค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนว่า พื้นที่ (Room) ที่จะเข้าไปตรึงราคาน้ำมันวันนี้ไม่ได้มีเยอะมาก ถ้าเทียบกับครั้งก่อนที่ 1.5 แสนล้านบาท”

ขณะที่ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่าเพดานหนี้สาธารณะที่เห็นว่ามีพื้นที่เหลืออยู่ราว 3% – 4% “เป็นช่องว่างที่ไม่มีอยู่จริง” เนื่องจากกระทรวงการคลังได้วางแผนใช้เงินในอนาคตไว้ก่อนแล้ว ทำให้พื้นที่การคลังในปัจจุบันถือว่าแทบจะเต็มแล้ว

“หนี้สาธารณะไม่เหมือนกับการกู้เงินธนาคาร ไม่ใช่ว่าเรามีเครดิตเหลืออยู่ 3% – 4% แล้วจะกู้ได้เลย การที่รัฐจะใช้งบประมาณ มันจำเป็นต้องมีโครงการ ต้องมีวัตถุประสงค์ มีการวางแผนการคลังไว้ก่อนแล้ว ล่วงหน้า 5 ปี ช่องว่างการคลังในปัจจุบันจึงแทบจะเต็มแล้ว” ดร.นณริฏ

ประเมินขีดความสามารถของกองทุนน้ำมัน TDRI มองเต็มที่อุ้มได้แค่ 3 เดือน

ดร.ฐิติมาย้ำว่า ขีดความสามารถของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรอบนี้อาจช่วยยื้อเวลาได้แค่หลักไม่กี่เดือนเท่านั้น ดังนั้น การช่วยอุดหนุนพลังงานในรูปแบบนี้จึงถือว่าไม่ยั่งยืนเพราะกระสุนทางการคลังมีจำกัด ขณะที่ตามสถิติแล้ว ในอดีตวิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) แต่ละครั้งจะยืดเยื้อ 5-6 เดือนขึ้นไป

“ถ้าคำนวณดู สมมุติถ้ายึดเพดานเดิม ราคาน้ำมันอยู่ประมาณ 80-100 ดอลลาร์สหรัฐ ก็อาจจะอุดหนุนได้หลักเดือน แต่สุดท้ายมันก็ไม่ยั่งยืนอยู่ดี เพราะข้อมูลในอดีต วิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) จะอยู่นาน 5-6 เดือนขึ้นไป”

ดร.นณริฏ ยังกังวลหากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางยืดเยื้อนานเกิน 3 เดือน หวั่นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประคองราคาต่อไม่ไหว แนะปล่อยตามกลไกตลาดแทนการกู้

“สุดท้าย ถ้ากองทุนติดลบนานมาก ประชาชนก็ต้องจ่ายอยู่ดี ไม่สามารถแทรกแซงได้ เพราะรัฐไม่มีเงินช่วย

ถ้าราคาสูงนานก็ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ผมมองว่าเบื้องต้นรัฐช่วยได้เต็มที่ได้ 3 เดือน” ดร.นณริฏ กล่าว

จับตา หนี้สาธารณะไทยจ่อทะลุเพดานเร็วขึ้น หากเศรษฐกิจโตต่ำคาด

ดร.ฐิติมา เปิดเผยอีกว่า ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุในตะวันออกกลาง และก่อนจะมีมาตรการอุดหนุนของกองทุนน้ำมันฯ SCB EIC ก็คาดไว้แล้วว่า หนี้สาธารณะไทยจะแตะเพดาน 70% ต่อ GDP ภายใน 1-2 ปี หรือภายในปี 2570 ผ่านการพิจารณาจากความจำเป็นที่รัฐบาลกู้ขาดดุลปีประมาณ 3-4% ของ GDP

อย่างไรก็ตาม ดร.ฐิติมา กล่าวต่อว่า หากเศรษฐกิจถูกกระทบแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก็มีความเป็นไปได้ที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะแตะเพดานเร็วขึ้น

ดังนั้น จากแนวโน้มดังกล่าวจึงสะท้อนว่า อีกไม่นาน รัฐบาลก็จะมีความจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ ดร.ฐิติมาจึงแนะว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘การสื่อสาร’ ให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating Agency) เข้าใจว่า การปรับขึ้นเพดานหนี้สาธารณะครั้งนี้จะขึ้นแค่ ‘ชั่วคราว’ ควบคู่ไปกับการปฏิรูปการคลัง เพื่อไม่ให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับลดเครดิตของประเทศ

“รัฐบาลควรสื่อสารว่าจะ ขยับเพดานหนี้สาธารณะแค่ชั่วคราว เราจะไม่ทำเหมือนตอนโควิดที่ขยายเพดานจาก 60% ไปเป็น 70% ตอนนั้นเราไม่ได้แสดงความมุ่งมั่นว่า เราจะรีบกลับไปเพดานเดิมที่ 60% เลยกลายเป็นว่า โควิดจบไปแล้ว แต่เราก็ยังใช้เงินเยอะอยู่ดี ทำให้ไทยดูไม่มีวินัย”

ดังนั้น ถ้าเราจะขยับเพดานหนี้สาธารณะอีกรอบหนึ่ง เราจะต้องรักษาสัญญาว่าเราจะทำให้เพดานกลับมาภายในระยะ 3 ปี – 5 ปี เราต้องสื่อสารว่า เราไม่ได้จะปล่อยให้เพดานขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนที่ผ่านมา” ดร.ฐิติมากล่าว

นอกจากนี้ ดร.ฐิติมายังเน้นย้ำว่า นอกจากการสื่อสารแล้ว ไทยยังควรปฏิรูปการคลัง เช่น ก้าวไปสู่ระบบดิจิตอล พยายามตรวจเช็กการรั่วไหลของเงิน ลดการใช้จ่ายทำให้คุ้มค่าขึ้น ลดการคอร์รัปชัน ลดการทำนโยบายกึ่งการคลังและนโยบายอุดหนุนต่างๆ ควบคู่กันไป

เปิดข้อเสนอแนะสร้างความสมดุลระหว่าง ‘การลดค่าครองชีพประชาชน’ vs. ‘รักษาฐานะการคลัง’

ดร.ฐิติมาแนะว่า เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการลดค่าครองชีพประชาชนและรักษาฐานะการคลัง ในระยะสั้น รัฐบาลควรเลิกการอุดหนุนแบบถ้วนหน้า เช่น ตรึงราคาดีเซลให้ทุกคนได้ประโยชน์เท่ากัน โดยควรเปลี่ยนมาอุดหนุนแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted) เช่น ช่วยเหลือค่าขนส่งสาธารณะ หรือให้เงินช่วยเหลือโดยตรงกับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากค่าเดินทางสูงที่สุด

ส่วนระยะยาว รัฐบาลควรสนับสนุนให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยหันมาใช้พลังงานทางเลือกอย่างจริงจัง เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า เช่น การออกมาตรการลดหย่อนภาษีหรือช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทางเลือก เช่น แผงพลังงานแสงอาทิตย์

นักวิชาการแนะรื้อโครงสร้างพลังงาน เผยเงินไหลออกสูง เหตุไทยอิง ‘ค่าการกลั่น’ สิงคโปร์

ด้านศาสตราจารย์ ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า จากการติดตามมาตรการของกระทรวงพลังงาน มองว่าเป็นทิศทางที่ “เหมาะสม” โดยเฉพาะการตรึงราคาน้ำมันดีเซลผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรักษาระดับราคาขายปลีกและลดแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากดีเซลเป็นต้นทุนสำคัญของภาคการขนส่ง

แต่ประเด็นที่ต้องจับตาอีกด้านคือ ‘ค่าการกลั่น’ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งมีสาเหตุมาจากโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันของไทยที่ ‘อ้างอิงราคาหน้าโรงกลั่น’ ในสิงคโปร์เป็นหลัก และรวมค่าการกลั่นที่กำหนดโดยกลไกตลาดโลก ในช่วงที่น้ำมันขาดแคลนหรือความต้องการพุ่งสูง ‘ค่าการกลั่น’ จึงปรับเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ และกลายเป็น ‘ต้นทุนแฝง ในราคาน้ำมันที่ผู้บริโภคชาวไทยต้องแบกรับ

ดังนั้น ภายหลังวิกฤตครั้งนี้ผ่านพ้นไป ประเทศไทยควรพิจารณาปรับโครงสร้างราคาน้ำมันใหม่ เช่น การทบทวนสูตรการคำนวณราคาอ้างอิง โดยอาจใช้ราคาจากโรงกลั่นที่มีราคาต่ำที่สุดในตลาดสิงคโปร์เป็นเกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) เพื่อกระตุ้นให้โรงกลั่นในประเทศเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นอกจากนี้ อาจกำหนดเพดานค่าการกลั่นในภาวะผิดปกติ เพื่อสร้างความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ระหว่างนี้รัฐบาลควรมีมาตรการเพิ่มเติมที่ควรพิจารณา เช่น การเตรียมแหล่งเชื้อเพลิงทางเลือก การเพิ่มการใช้ถ่านหินลิกไนต์ การนำเข้าพลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนใน สปป.ลาว รวมถึงการกำหนดลำดับความสำคัญในการใช้ไฟฟ้าในภาวะฉุกเฉิน

ในอีกด้านหนึ่ง ดร.พรายพลย้ำว่า “ประชาชนไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป เพราะประเทศยังมีปริมาณสำรองพลังงานเพียงพอในระยะหนึ่ง และยังมีเวลาสำหรับการบริหารจัดการ”

หากเกิดความตื่นตระหนกจนมีการกักตุนพลังงาน จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลนให้รุนแรงขึ้น ดังนั้น การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...