‘สรวีย์-เบญ’ นอนคุก! ศาลไม่ให้ประกัน คดีอุ้มฆ่า ‘ผจก.ท็อป’ ชี้พฤติการณ์อุกอาจหวั่นหลบหนี
เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร คุมตัว นายสรวีย์ รัฐพิทักษ์ถิรดา และน.ส.เบญญาภา รัฐพิทักษ์ ผู้ต้องหาที่ 1-2 ในคดีอุ้มฆ่าผู้จัดการบริษัทจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ และนำศพไปเผาอำพรางที่บ้านร้างในพื้นที่ จ.ลพบุรี ไปฝากขังผัดแรกมีกำหนด 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 7-18 มี.ค.69
คำร้องฝากขังระบุว่า เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2569 นายรัฐ มณีประเสริฐ เข้าแจ้งความว่าไม่สามารถติดต่อ นายรุทธ์ มณีประเสริฐ น้องชายได้ จากการสืบสวนพบว่า เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2569 เวลา 06.20 น. มีคนร้าย 6 รายใช้รถยนต์และรถจักรยานต์บังคับเอาตัวผู้เสียหาย ไปยังบ้านเช่าแห่งหนึ่งในพื้นที่อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ร่วมกันบังคับหรือทำให้นายรุทธ์ อยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ก่อนนำโทรศัพท์จำนวน 2 เครื่อง โดยมีคนร้ายอีก 2 รายเป็นผู้รับงานสั่งการและประสานงาน ร่วมกันฆ่าจนนายรุทธ์ ถึงแก่ความตาย และนำศพไปเผาที่ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี ก่อนพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหา 8 คน ได้แก่ 1.นายจักรพันธ์ หรือเจ สมเสร็จ 2.นายพงศ์สิษฐ์ หรือเป้ มลิพันธุ์ 3.นายอภิสิทธิ์ หรือปอนด์ หนูงามเข็ม 4.นายสิทธิโชค หรือแบล็ค โชครัตนคีรี 5.นายเผ่าทอง หรืออั้ม ทองวิไล 6.นายบุญญพัฒน์ หรือสันติ ชุมนุม เป็นผู้ต้องหาที่ 1-6 ฐานผู้ร่วมกระทำความผิด และ 7.นายวีรวิชญ์ หรือขวัญ พิทักษ์ทรัพยากร 8.นายภูเมธ หรือ อาร์ท เงินศรีชัย เป็นผู้ต้องหาในฐานะใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด
จนมุมกลางดึก! “สรวีย์” ตัวการสั่งตายอุ้มฆ่าเผานั่งยาง “ผจก.ท็อป” ถึงมือตำรวจสุทธิสารแล้ว
จากการสอบสวนขยายผลพบว่า นายสรวีย์ ได้กระทำผิดโดยเป็นผู้ว่าจ้างวานและใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิด ส่วนน.ส.เบญญาภา เป็นผู้ว่าจ้างหาข้อมูลและติดตามตัวผู้ถูกอุ้ม จนผู้ต้องหาคนอื่นสามารถอุ้มผู้ที่ถูกอุ้มได้จนกระทั่งเกิดเหตุเสียชีวิตและนำศพไปเผาทำลาย ต่อมาพนักงานสอบสวนได้ออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 2 ก่อนทำการจับกุมตัวเมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2569 เหตุเกิดบริเวณบ่อตกกุ้ง รัชดา กรุงเทพฯ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ และบ้านร้างอ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี ตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. 2569 ถึงวันที่ 3 มี.ค. 2569
การกระทำของผู้ต้องหาทั้ง 2 เป็นความผิดฐาน เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ข่มขืนใจให้ผู้อื่นกระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือยอมจำนนต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สิน หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้นไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ปลันทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป.หรือเพื่อให้ทันการรับกุม ไม่มีเหตุอันสมควร ทำให้เสียหาย เคลื่อนย้าย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งศพ ส่วนของศพ ลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพ เพื่อปิดบังการเกิด การตาย หรือเหตุแห่งการตาย อั้งยี่ ซ่องโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84, 199, 209, 210, 289, 309, 310, 340 ตรี, 366/3 โทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่ 10 ปี ขึ้นไป
ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนแล้วแต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้นเนื่องจากต้องสอบสวนพยานอีก 7 ปาก ประกอบกับผู้ต้องหาจะถูกควบคุมตัวครบกำหนด 48 ชั่วโมงในวันที่ 8 มีนาคม 2569 ด้วยเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าว จึงขอหมายขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างสอบสวนมีกำหนด 12 วันนับตั้งแต่วันที่ 7 มี.ค. 2569 ถึง 18 มี.ค. 2569
ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนและผู้เสียหายขอคัดค้านการปล่อยชั่วคราว เนื่องจากคดีนี้เป็นความผิดหลายท้องที่มีพยานที่ต้องรวบรวมอีกหลายรายการ ซึ่งมีพยานบุคคลวัตถุ, เอกสารเชิงพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งคดีนี้มีอัตราโทษสูงและประชาชนให้ความสนใจ หากได้รับการปล่อยชั่วคราวเกรงว่าจะไปข่มขู่พยาน ไปยุ่งเหยิงกับพยานที่เจ้าหน้าที่สืบสวนรวบรวมเพื่อพิสูจน์ความผิด
ศาลอาญาอนุญาตให้ฝากขังได้ ต่อมาผู้ต้องหาทั้งสอง ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวชั้นฝากขัง
ศาลอาญาพิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีเป็นการกระทำที่อุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย กรณีเป็นเรื่องร้ายแรง หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองได้ตามหมายจับ ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการปล่อยชั่วคราว หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาทั้งสองจะหลบหนี
ศาลจึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง ทำให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงกลางทันที