วิกฤตสงครามใน ตะวันออกกกลาง ส่อแตะเบรกเศรษฐกิจไทยชะงัก ยิ่งยืดเยื้อมีสิทธิโตหลุดเป้า
BTimes
อัพเดต 06 มี.ค. เวลา 22.28 น. • เผยแพร่ 07 มี.ค. เวลา 07.00 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Bizวิกฤตการณ์จากสถานการณ์ความขัดแย้งใน ตะวันออกกลาง ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา สร้างแรงกระเพื่อมให้กับทั่วโลก โดยเฉพาะผลกระทบที่มีต่อราคาพลังงาน น้ำมันดิบ จากการผลิตที่หยุดชะงัก รวมทั้งการปิดช่องแคบฮอร์มุซยังสร้างภาวะชะงักงันต่อเส้นทางขนส่งพลังงานหลัก กระทบต่อเนื่องไปยังการขนส่งและการค้าโลก
ผลกระทบด้านโลจิสติกส์ ฝั่งของการเดินเรือที่เส้นทางต้องชะงัก ต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือใหม่ ต้องเปลี่ยนไปอ้อมทวีปแอฟริกาแทน ขณะที่การปิดน่านฟ้าและบางสนามบินโดยเฉพาะในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทำให้สายการบินต้องยกเลิกหรือบินอ้อมเส้นทาง และส่งผลให้ค่าโดยสารเครื่องบินดีดตัวสูงขึ้นถึง 4-5 เท่าจากสภาวะปกติ
แน่นอนว่าประเทศที่พึ่งพาการส่งออกย่อมได้รับผลกระทบมาก หนึ่งในนั้นคือ "ไทย" ด้วยตลาดน้ำมันโลกตอบสนองต่อวิกฤตการณ์อย่างรุนแรงราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งราคา LNG ในยุโรปกระโดดสูงขึ้นกว่า 40% และตลาดเอเชีย (JKM) ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 20% ภายในวันเดียว(ข้อมูล ณ 3 มี.ค.) ซึ่งเป็นผลจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการหยุดชะงักของโรงกลั่นสำคัญ
ถ้าสถานการณ์แย่ที่สุด ยิ่งกระทบเศรษฐกิจไทย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประเมินตามความยืดเยื้อของสถานการณ์ ได้แก่
กรณีที่ 1 หากสถานการณ์ความขัดแย้งจบเร็วภายใน 1 เดือน ผลกระทบต่อไทยจะอยู่ในวงจำกัด โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับจะลดลงมาอยู่ที่ 60-70 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรลหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ราว 65 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล และส่งผลลบต่อ GDP ไทยให้ลดลง 0.2% และเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้น 0.1% เนื่องจากกระทบต้นทุนพลังงาน ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกในระยะสั้นเท่านั้น
กรณี 2 หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่า 3 เดือน จะมีโอกาสที่ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอาจพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลลบต่อ GDP ไทยให้ลดลง 0.6% และผลักดันเงินเฟ้อทั่วไปให้ปรับเพิ่มขึ้นราว 1% จากกรณีฐานเดิม เพราะไทยมีการพึ่งพาพลังงานสูง โดยไทยมีการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึง 70% โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่กว่า 60% นำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น จึงส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อต้นทุนภายในประเทศ ทั้งค่าไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซหุงต้ม (LPG) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น
ขณะที่ ขีดความสามารถของภาครัฐในการพยุงราคามีจำกัด เนื่องจากกองทุนน้ำมันฯ เพิ่งเริ่มฟื้นตัวและ กฟผ. ยังมีภาระหนี้ค้างชำระสูงเกือบ 5 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) จำกัดกว่าช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนมาก อีกทั้งธุรกิจที่มีสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานในการผลิตสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม หรือมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานราว 10-33% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด เช่น การผลิตไฟฟ้า การขนส่ง โรงแรมที่พัก ประมง เป็นต้น
ความเสี่ยงด้านการค้าการส่งออกของไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 3-4% ของการส่งออกทั้งหมด ซึ่งเสี่ยงชะงักงันรุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ ข้าว และอาหารทะเลแปรรูป ที่พึ่งพาตลาดนี้สูงกว่า 10% ซึ่งต้นทุนค่าขนส่งและประกันภัยสงครามที่พุ่งสูงขึ้นจะกดดันให้คำสั่งซื้อลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งการส่งออกไปยังยุโรปซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 10-12% ของการส่งออกไทยทั้งหมด อาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือไปอ้อมทวีปแอฟริกาแทนเส้นทางทะเลแดงและคลองสุเอซ ดันค่าระวางเรือดีดตัวสูงขึ้น ซ้ำเติมภาคส่งออกที่เปราะบางอยู่แล้ว
ความเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยวจากการชะงักลงของฮับการบินในตะวันออกกลาง ซึ่งแน่นอนว่าจะกระทบโดยตรงต่อเส้นทางเชื่อมต่อและตลาดนักท่องเที่ยวภูมิภาตตะวันออกกลางและอิสราเอล ที่มีสัดส่วนราว 3-4% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูง และเป็นรายได้หลักของกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมารับบริการทางการแพทย์ของไทยด้วย อีกทั้งต้นทุนการบินที่พุ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมันและการหลีกเลี่ยงเส้นทางบินผ่านน่านฟ้าตะวันออกกลาง จะส่งผลให้นักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) จากยุโรปและอเมริกาลดลง
ความเปราะบางด้านเสถียรภาพต่างประเทศ โดย ศูนย์วิจัยฯ ประเมินว่าหากราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นทุก ๆ 10 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยลดลงราว 4 พันล้านดอลลาร์ฯ หรือประมาณ 0.6-0.7% ของ GDP ซึ่งสะท้อนพื้นฐานค่าเงินบาทที่เปราะบางขึ้น
สถานการณ์สงครามยืดเยื้อมีแต่จะแย่
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค. ประเมินสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางว่า ได้สร้างความเสี่ยงให้กับตลาดพลังงานโลกแล้ว โดยราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มสูงขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 5 เดือน ราคาตั้งแต่วันที่ 13 มิ.ย.2568 ถึงปัจจุบัน เพิ่มขึ้นแล้ว 13% โดย Goldman Sachs ประเมินว่า หากการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงครึ่งหนึ่งเป็นเวลา 1 เดือน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจพุ่งขึ้นระยะสั้นสูงสุด 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากนั้นจะปรับลดลงเหลือ 95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาสที่ 4 และประเมินว่า จะปิดช่องแคบอยู่ที่ 52%
อีกทั้งส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าขนส่งและค่าเบี้ยประกันภัยการขนส่งทางทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น และทำให้อัตราค่าระวางเรือทั่วโลกเพิ่มขึ้น โดยล่าสุดได้มีการปรับขึ้นราคาค่าธรรมเนียมสำหรับเรือที่ต้องการเดินทางผ่านอ่าวเปอร์เซียขึ้นจากราคาปกติ 0.125% เป็น 0.2%
ขณะที่ ผลกระทบต่อไทย แม้ไทยจะไม่ได้นำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่าน แต่ก็พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก โดยในปี 2567 ไทยนำเข้าพลังงาน (น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันสำเร็จรูป) มูลค่า 45,902.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการนำเข้าจากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางมูลค่า 24,139.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 52.6% ของการนำเข้าสินค้ากลุ่มดังกล่าวทั้งหมดของไทย
สนค. ยังประเมินด้วยว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันและค่าพลังงานอาจพุ่งสูง ซึ่งมีผลโดยตรงทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น เพราะสินค้ากลุ่มพลังงานมีสัดส่วนน้ำหนักถึง 9.57% ในการคำนวณอัตราเงินเฟ้อ และการปิดกั้นช่องทางขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบแห่งนี้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกของไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางค่อนข้างมาก เนื่องจากส่วนใหญ่สินค้าไทยจะขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังท่าเรือ Jebel Ali ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าไปยังตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่น ๆ ในขณะเดียวกันการส่งออกของไทยบางสินค้า อาจได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เช่น สินค้าส่งออกที่เกี่ยวกับน้ำมัน ได้แก่ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ น้ำมันสำเร็จรูป น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และก๊าซปิโตรเลียมเหลว
ส่วนสถานการณ์ในด้านการท่องเที่ยว กลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และกาตาร์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมักเดินทางมาไทยเพื่อการพักผ่อนและรับบริการทางการแพทย์ (Medical Tourism) อาจชะงักจากข้อจำกัดในการเดินทางและความกังวลเรื่องความปลอดภัย และแม้ไทยจะไม่ใช่คู่ขัดแย้งก็ตาม
ภาวะสุญญากาศทางการคลังน่ากังวล
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย คาดว่า จากสถานการณ์ตะวันออกกลาง สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ “ภาวะสุญญากาศทางการคลัง” ของไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ซึ่งทำให้การรับมือวิกฤตทำได้ยากกว่าปกติ และข้อจำกัดด้านงบประมาณ-ในช่วงที่ยังไม่มีรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็ม การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนจะหยุดชะงัก รัฐบาลรักษาการไม่สามารถอนุมัติโครงการใหม่ หรือออกมาตรการเยียวยาฉุกเฉินขนาดใหญ่ได้
กันชนพลังงานพังทลาย กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแบกหนี้เกินเพดาน ขณะที่หนี้สาธารณะใกล้เต็มกรอบวินัยการคลัง ทำให้รัฐบาลไม่สามารถเข้าอุดหนุนราคาหน้าปั๊มได้เหมือนอดีต ประชาชนต้องแบกรับค่าครองชีพที่พุ่งสูงตามจริงทันที ตลอดจนความเชื่อมั่นสั่นคลอน หากเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) ในช่วงที่การเมืองไม่นิ่ง อาจนำไปสู่การถูกปรับลด Credit Rating ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการกู้เงินของทั้งประเทศ (Bond Yield) พุ่งสูงขึ้น
ตลาดทองกลับดิ่ง สวนความกังวลสงคราม
ในด้านของการลงทุน โดยเฉพาะทองคำ ที่บรรดานักเก็งกำไรเตรียมรอจังหวะอยู่นั้น จะเห็นได้ว่า หลังจากมีการประกาศโจมตีรุนแรง แต่ราคาทองกลับดิ่งลง สาเหตุก็เป็นเพราะว่าแม้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่อีกด้านหนึ่งตลาดเริ่มกังวลว่าการพุ่งขึ้นของราคาพลังงานอาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ซึ่งอาจทำให้เฟดต้องชะลอการปรับลดดอกเบี้ย
โดย GCAP GOLD รายงานบทวิเคราะห์ทองคำว่า ทิศทางทองคำในช่วงนี้ถูกดึงจาก สองแรงสำคัญ คือแรงซื้อจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และแรงกดดันจากแนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาด ในภาวะที่ตลาดยังอยู่ในโหมดรอดูความชัดเจนของทั้งพัฒนาการในตะวันออกกลางและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ช่วงท้ายสัปดาห์ต้องติดตามตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ซึ่งเป็นตัวชี้สำคัญต่อทิศทางดอกเบี้ยเฟด
ส่วนตลาดหุ้นไทย SET Index ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ร่วงลงแรงช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง กระตุ้นให้นักลงทุนเทขายหุ้นทุกกลุ่มอุตสาหกรรมเพื่อลดความเสี่ยง โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 4 มี.ค.69 ที่ทำเอาตกอกตกใจ เพราะตลาดหุ้นไทยร่วงลงลึกกว่า 8% ดิ่งลงมากกว่า 100 จุด ทำให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกาศหยุดพักซื้อขายหุ้นชั่วคราว (Circuit Breaker) ก่อนที่จะฟื้นตัวกลับมาได้ช่วงสั้น ๆ และในช่วงท้ายสัปดาห์ก็ยังคงย่อตัวลง เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยังไม่จบและมีแนวโน้มยืดเยื้อ
จีดีพีไทยส่อแววชะงัก
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย วิทัย รัตนากร ได้ประเมินความขัดแย้งตะวันออกกลางไว้ว่าต้องค่อยๆดูสถานการณ์ ซึ่งตลาดเงินทั่วโลกมีความผันผวน ซึ่งการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาน้ำมันขึ้นแรงต่อเนื่อง โดยหากราคาน้ำมันขึ้น 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก็กระทบต่อเศรษฐกิจ หรือส่งมีผลต่อจีดีพี 0.10-0.15% และมีผลต่อเงินเฟ้อ เพราะราคาน้ำมันนั้นอยู่ในตะกร้าคำนวณเงินเฟ้อ 13% ถ้าขึ้น 10 เหรียญเฉลี่ยทั้งปี จะทำให้เงินเฟ้อขึ้น 0.4-0.5%
ด้าน เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดนุชา พิชยนันท์ คาดว่าผลกระทบต่อจีดีพีไทยปี 69 อาจลดลงเหลือ 1.3-1.6% จากกรณีฐาน 2% เนื่องจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น สงครามกระจายภูมิภาคตะวันออกกลาง กรณีสิ้นสุดภายใน 1 เดือน แต่ถ้ายืดเยื้อจนขนส่งไม่ได้ อาจจะกระทบกับซัพพลายเชนทั่วโลก ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกเพิ่มขึ้น 115-125 เหรียญต่อบาร์เรล และอาจทำให้จีดีพีเหลือเพียง 1.3% เท่านั้น
" ในท้ายที่สุด สถานการณ์ความขัดแย้งขณะนี้จะยืดเยื้อยาวนานแค่ไหน ไม่สามารถคาดเดาได้ แต่อย่าลืมว่า นอกเหนือจากผลกระทบที่สะท้อนเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจแล้ว ยังมี "ความสูญเสีย" ที่มากับสงคราม ซึ่งเราอาจจะ "ไม่สามารถประเมินค่าได้" รวมอยู่ด้วย "