‘ศึกเลือกตั้ง’ ปลุกชีพโรงพิมพ์ทั่วประเทศ ส.การพิมพ์ไทย คาดเงินสะพัด 4 หมื่นล้าน
คอลัมน์: สัมภาษณ์พิเศษ ผู้เขียน: สุวัฑ แซงลาด, พิมลดา ชูดวง
นายกสมาคมการพิมพ์ไทย กางตัวเลขเม็ดเงินสะพัดช่วงเลือกตั้ง 4-6 หมื่นล้าน ชี้ 70% ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมการพิมพ์โดยตรง เผย “ความเร็ว-ค่าขนส่ง” บีบพรรคการเมืองต้องจ้างงานโรงพิมพ์ SMEs ทั่วประเทศ พลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก-ร้านป้ายรายย่อยคึกคักในรอบหลายปี
นายพงศ์ธีระ พัฒนพีระเดช นายกสมาคมการพิมพ์ไทย และกรรมการบริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยกับประชาชาติธุรกิจ ว่า หากอ้างอิงข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่มีการคาดการณ์ตัวเลขเม็ดเงินสะพัดในช่วงเลือกตั้งครั้งนี้ไว้ที่ประมาณ 40,000 – 60,000 ล้านบาท ในฐานะตัวแทนผู้ประกอบการมองว่า เม็ดเงินมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 60-70% จะถูกนำมาใช้เป็น ‘เครื่องมือในการสื่อสารทางการเมือง’ โดยตรง ซึ่งหัวใจหลักของมันคืองานพิมพ์นั่นเอง
นั่นหมายความว่า จะมีเม็ดเงินอย่างน้อย 20,000 ถึง 40,000 ล้านบาท ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมการพิมพ์ในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่:
- งานป้ายโฆษณาหาเสียง: ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุด
- สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทใบปลิวและโบรชัวร์: สำหรับการแนะนำตัวผู้สมัครและนโยบายพรรคที่ต้องแจกจ่ายให้ถึงมือประชาชนในทุกครัวเรือน
- งานพิมพ์ระบบอิงค์เจ็ทขนาดใหญ่: เพื่อตกแต่งเวทีปราศรัยและอุปกรณ์รณรงค์เคลื่อนที่ต่าง ๆ
“เครื่องมือในการสื่อสารทางการเมืองเหล่านี้ประกอบไปด้วย ป้ายหาเสียง, ใบปลิว, โบรชัวร์แนะนำตัวผู้สมัคร, บัตรเลือกตั้ง บัตรลงประชามติ และคู่มือการเลือกตั้ง การออกเสียงประชามติ ของ กกต. รวมถึงการพิมพ์เพื่อตกแต่งเวทีปราศรัยต่าง ๆ ดังนั้น เมื่อมีการเลือกตั้ง อุตสาหกรรมการพิมพ์จึงได้รับอานิสงส์อย่างมาก” นายพงศ์ธีระกล่าว
งบเลือกตั้งลมหายใจที่ฟื้นคืนของโรงพิมพ์ท้องถิ่น
สิ่งที่ต้องบันทึกไว้เป็นนัยสำคัญคือ การเลือกตั้งใหญ่ครั้งนี้มีผลต่อ ‘เศรษฐกิจฐานราก’ อย่างยิ่ง เนื่องจากความจำเป็นเรื่อง ‘โลจิสติกส์’ และ ‘ความเร็ว’ โรงพิมพ์ขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ ไม่สามารถผูกขาดงานทั้งหมดได้ พรรคการเมืองจำเป็นต้องกระจายงบประมาณไปยังโรงพิมพ์ SMEs ในท้องถิ่นทั่วทุกภูมิภาค เพื่อให้การติดตั้งป้ายนับล้านใบเกิดขึ้นได้พร้อมกันทั่วประเทศ ช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งและสร้างงานให้รายย่อยในจังหวัดต่างๆ อย่างทั่วถึง ซึ่งถือเป็นช่วงเวลา ‘โอกาสทอง’ ของผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างแท้จริง
“นี่คือความพิเศษของการเลือกตั้งใหญ่ระดับประเทศ เนื่องจากตัวแปรสำคัญคือ ‘ความเร็ว’ และ ‘ค่าขนส่ง’ ป้ายหาเสียงจำนวนล้านๆ ใบต้องถูกติดตั้งพร้อมกันทั่วประเทศในระยะเวลาที่จำกัด โรงพิมพ์ยักษ์ใหญ่ในกรุงเทพฯ เพียงไม่กี่แห่งไม่สามารถบริหารจัดการโลจิสติกส์ได้ทันท่วงที
ดังนั้น พรรคการเมืองจึงต้องกระจายงบประมาณการผลิตไปยังโรงพิมพ์และร้านป้ายในท้องถิ่นทั่วทุกจังหวัดและทุกอำเภอ สิ่งนี้ทำให้เกิดการกระจายเม็ดเงินสู่ฐานรากอย่างทั่วถึงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี โรงพิมพ์ขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่เงียบเหงาไปนานจะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง” นายพงศ์ธีระกล่าว
จาก “ไวนิลโครงไม้” สู่ “Hybrid Media”
นายพงศ์ธีระกล่าวต่อว่า เทคโนโลยีการสื่อสารในการเลือกตั้งในยุคนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ภาพนิ่งบนกระดาษหรือพลาสติก แต่เป็นการผสานโลกออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกันผ่านนวัตกรรมที่นิยามว่า Hybrid Media
“วันนี้ ป้ายหาเสียงไม่ได้ทำหน้าที่แค่บอกชื่อและหมายเลข และนโยบายพรรคแบบเดิมซึ่งมีเนื้อที่บนป้ายจำกัด แต่มันคือประตูบานแรกที่พาประชาชนข้ามไปสู่โลกข้อมูลดิจิทัลผ่าน QR Code ที่เชื่อมโยงตรงสู่คลิปวิดีโอนโยบายและโซเชียลมีเดียของผู้สมัคร”
ขณะที่ในภาคการผลิต เทคโนโลยีการพิมพ์ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมสู่ยุค High-speed Inkjet ที่เป็นการพิมพ์ลงบนแผ่น PP Board (พลาสติกลูกฟูก) ได้โดยตรง ช่วยลดขั้นตอนการใช้สติกเกอร์ ประหยัดต้นทุนแรงงาน และสร้างมาตรฐานใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากวัสดุเหล่านี้สามารถนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ง่ายกว่าวัสดุในอดีต
นอกจากนี้ ดีไซน์ป้ายหาเสียงยังคุมโทนตาม CI ของแต่ละพรรคเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ โดยมีทรง “Slim” หรือแนวตั้งแบบผอมยาวที่เริ่มได้รับความนิยมจากช่วงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่ผ่านมา ยังสะท้อนถึงการปรับตัวตามแนวคิด Circular Economy เนื่องจากเป็นการคำนวณขนาดที่ผ่าครึ่งจากวัสดุมาตรฐานได้พอดี ทำให้เกิดเศษเหลือน้อยที่สุด หรือ Zero Waste นอกจากจะลดต้นทุนวัสดุได้มหาศาลแล้ว ยังเป็นมิตรต่อทัศนียภาพและไม่กีดขวางทางเท้า ซึ่งเป็นกติกาใหม่ที่สังคมยุคปัจจุบันให้ความสำคัญอย่างมาก
“เทรนด์ป้ายแนวตั้งทรง ‘Slim’ ที่เราเห็นข้อดีแรกคือเรื่องฟังก์ชัน ไม่บังทัศนียภาพของผู้ขับขี่และไม่กีดขวางทางเท้า แต่ในเชิงเศรษฐศาสตร์สิ่งพิมพ์ มันคือเรื่องของ Zero Waste ครับ ขนาดของป้ายเหล่านี้ถูกคำนวณมาจากการผ่าครึ่งวัสดุมาตรฐานพอดี ทำให้ไม่มีเศษวัสดุเหลือทิ้งจากการ Scrap” นายพงศ์ธีระกล่าว
ผ่าโครงสร้าง 3 แสนล้าน: เมื่อบรรจุภัณฑ์คือลมหายใจใหม่ของโรงพิมพ์
นายพงศ์ธีระ กล่าวต่อว่า หากมองภาพกว้าง อุตสาหกรรมการพิมพ์ไทยมีมูลค่ารวมสูงถึง 300,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 1.8% ของ GDP ประเทศไทย เขาวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจปัจจุบันว่าถูกแบ่งเป็น งานพิมพ์เชิงพาณิชย์ (Commercial Printing) 40% และงานพิมพ์บรรจุภัณฑ์ (Packaging) 60%
แม้สื่อสิ่งพิมพ์ดั้งเดิมอย่างหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารจะถูกดิจิทัลดิสรัปชั่นอย่างรุนแรงจนยอดพิมพ์ลดลง แต่ “บรรจุภัณฑ์” กลับกลายเป็นกลุ่มที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดตามการขยายตัวของ E-commerce และพฤติกรรมการสั่งอาหารออนไลน์ (Food Delivery) ขณะที่ “หนังสือเล่ม” (Pocketbook) ยังคงรักษาสถานะความเป็นอมตะไว้ได้อย่างน่าสนใจ
ต้องยอมรับตามตรงว่า อุตสาหกรรมการพิมพ์ดั้งเดิมถูกดิสรัป โดยสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียค่อนข้างมาก ส่งผลให้สิ่งพิมพ์บางประเภทลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น หนังสือพิมพ์ที่มียอดพิมพ์ลดลงเนื่องจากกระบวนการผลิตต้องใช้เวลา แต่สื่อออนไลน์สามารถนำเสนอข้อมูลได้ทันทีและมีต้นทุนที่ถูกกว่า หรือนิตยสารบางฉบับที่ต้องปิดตัวลงเมื่อลูกค้าแบ่งงบโฆษณาไปใช้ในช่องทางออนไลน์มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในเซกเมนต์อื่น ๆ ยังคงมีการเติบโตอยู่ เช่น หนังสือประเภทพ็อกเก็ตบุ๊ก (Pocketbook) ซึ่งจะเห็นตัวเลขการเติบโตได้ชัดเจนจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ และงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ที่คนยังนิยมซื้อหนังสือเล่มไปอ่านมากขึ้น โดยเฉพาะหลังช่วงโควิด-19 เนื่องจากคนรู้สึกว่าการอ่านหนังสือเป็นเล่มให้สมาธิที่ดีกว่าและสามารถจับต้องได้มากกว่าการอ่านผ่านหน้าจอมือถือหรือแท็บเล็ต หรือแม้แต่งานสิ่งพิมพ์ที่เหลายคนอาจมองข้ามอย่างปฏิทินยังกลับมาเติบโตอย่างมีนัยสำคัญเพราะมีข้อดีคือสามารถสร้างการจดจำองค์กรได้มากกว่าเนื่องจากวางอยู่บนโต๊ะหรือแขวนบนผนังตลอดทั้งปี อีกทั้งหลายๆ คนยังนิยมจดโน๊ตบนปฏิทินที่จับต้องได้มากกว่าปฏิทินดิจิทัล
ส่วนที่เติบโตมากที่สุดคือ ‘บรรจุภัณฑ์’ ซึ่งปัจจัยหลักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงโควิดที่ต้องล็อกดาวน์ ทำให้ธุรกิจ E-commerce เติบโตขึ้นอย่างมหาศาล การสั่งสินค้าออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ทำให้ความต้องการใช้กล่อง บรรจุภัณฑ์อาหาร บรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกเพื่อการขนส่ง และฉลากสินค้าเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
“สิ่งพิมพ์ยังมีทางรอดและยังเติบโต โดยเฉพาะกลุ่ม ‘พ็อกเก็ตบุ๊ก‘ ซึ่งงจากข้อมูลจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติและงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ยืนยันได้ว่าคนรุ่นใหม่ยังโหยหาการอ่านจากกระดาษ เพราะการอ่านจากเล่มให้ ‘สมาธิ‘ ที่ลึกซึ้งกว่าการอ่านผ่านหน้าจอที่มีการแจ้งเตือนตลอดเวลา หนังสือเล่มจึงกลายเป็นของสะสมและสินค้าที่มีมูลค่าทางจิตใจมากกว่าแค่ข้อมูล
และอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ถือเป็นอุตสาหกรรมสนับสนุน (Supporting Industry) หากปีใดที่ GDP ของประเทศเติบโต อุตสาหกรรมของเราก็จะเติบโตตามไปด้วย เนื่องจากการบริโภคที่มากขึ้นจะส่งผลให้มีความต้องการบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้ามากขึ้น รวมถึงภาคบริการและการท่องเที่ยวที่ต้องมีการพิมพ์โบรชัวร์ แคตตาล็อก หรือใบปลิวเพื่อแนะนำบริการต่าง ๆ ดังนั้น อุตสาหกรรมนี้จึงเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจภาพรวมและภาคการส่งออก” นายกสมาคมการพิมพ์ฯ กล่าว
ต้นทุนธุรกิจโจทย์หินที่ต้องแก้ด้วย Automation
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมที่ดูเหมือนจะสดใสกลับมีพายุลูกใหญ่ตั้งเค้าอยู่เบื้องหน้า อุตสาหกรรมพิมพ์ไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่รุนแรง ซึ่งเป็นต้นทุนที่สำคัญ ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก:
- วัตถุดิบ: ราคาเยื่อกระดาษในตลาดโลกมีความผันผวนสูง แต่เนื่องจากประเทศไทยมีห่วงโซ่อุปทานครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะโรงงานกระดาษ จึงทำให้ราคาวัตถุดิบยังมีการแข่งขันได้และไม่ถูกผูกขาด
- ค่าแรง: การปรับค่าแรงขั้นต่ำส่งผลกระทบต่อต้นทุนแรงงานทั่วไป แต่สำหรับช่างพิมพ์ที่มีทักษะสูง เรามีการจ้างงานที่สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อฐานค่าแรงขยับ ฐานบนก็ต้องปรับตามอย่างเลี่ยงไม่ได้
- พลังงาน: การพิมพ์บางประเภท เช่น บนบรรจุภัณฑ์พลาสติก แก้ว หรือโลหะ ต้องใช้พลังงานสูงมาก ผู้ประกอบการจึงเริ่มปรับตัวโดยการติดตั้งโซลาร์รูฟ (Solar Roof) บนหลังคาโรงงานเพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้า แต่หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ค่าไฟฟ้าบ้านเรายังสูงกว่า ทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของเราเสียเปรียบในเรื่องพลังงาน
“โรงพิมพ์บางประเภทใช้พลังงานไฟฟ้าสูงมาก และปัจจุบันต้นทุนค่าไฟของไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม ทำให้ความสามารถในการแข่งขันส่งออกในบางกลุ่มสินค้าเสียเปรียบ ผู้ประกอบการรายใหญ่จึงต้องดิ้นรนติดตั้ง Solar Roof บนหลังคาโรงงานเพื่อพึ่งพาตัวเอง ขณะที่ด้านแรงงาน อุตสาหกรรมมุ่งเป้าไปที่ระบบ Automation เพื่อลดสัดส่วนแรงงานและอัปเกรดช่างพิมพ์สู่ระดับเทคนิคชั้นสูง” นายพงศ์ธีระกล่าว
ตลาด OOH โตตามดิจิทัล ป้าย LED ตอบโจทย์ ROI ระยะยาว
นายพงศ์ธีระ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ปัจจุบันธุรกิจสื่อโฆษณานอกบ้าน (Out of Home – OOH) กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยี LED และจอ Digital Display เข้ามาแทนป้ายไวนิลแบบเดิมในทำเลสำคัญ ตั้งแต่แยกไฟแดงจนถึงห้างต่างๆ มีการจัดการคอนเทนต์แบบเรียลไทม์ มีโปรแกรมและเซนเซอร์มาช่วยเปลี่ยนภาพโฆษณาตามเวลา วัน หรือแม้แต่สภาพอากาศได้ ทำให้ป้ายดิจิทัลสามารถดึงดูดความสนใจคนได้มากขึ้นอย่างชัดเจน
ซึ่งป้ายดิจิทัลมีต้นทุนเริ่มต้นสูงพอสมควคร อย่างจอ LED คุณภาพสูงจอหนึ่งอาจมีราคาหลายล้านบาท ทั้งยังมีต้นทุนในการติดตั้งและค่าไฟฟ้า แต่ข้อดีคือมีประสิทธิภาพสูงกว่า ซึ่งสามารถดึงดูดสายตาคนผ่านไปผ่านมาได้มากกว่าป้ายธรรมดาหลายเท่า และธุรกิจที่ใช้ป้าย Digital นี้ยังมี ROI สูงกว่าคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน เพราะภายหลังการติดตั้งป้ายแล้วเมื่อมีลูกค้ารายอื่นต้องการใช้บริการยังสามารถปลับเปลี่ยนได้โดยไม่ต้องยุ่งยากเหมือนในอดีต จึงทำให้มีความคุ้มค่าในระยะยาว ทั้งนี้แต่ละทำเลและขนาดจอจะมีอัตราค่าเช่าป้ายต่างกัน ผู้ประกอบการส่วนมากจะตั้งเป้าคืนทุนอยู่ที่ 2-5 ปี ซึ่งอาจขึ้นยู่กับโลเคชั่นและราคาโฆษณาต่อวัน
“เทรนด์ป้ายโฆษณานอกบ้าน ในเมืองใหญ่ปัจจุบันจะเปลี่ยนไปใช้ LED มากขึ้น เพราะคุ้มค่ากว่าในระยะยาว ทั้งสามารถลงโฆษณาได้หลายตัวในป้ายเดียวและเปลี่ยนเนื้อหาได้แบบ Real-time ผ่านระบบออนไลน์ แต่ป้ายไวนิลแบบพิมพ์ก็ยังคงอยู่ โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดที่รถผ่านน้อยกว่า หรือจุดที่ต้องการประหยัดต้นทุน
โดยกลุ่มลูกค้าหลักของป้ายโฆษณายังคงเป็น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (คอนโด-บ้านจัดสรร), เครื่องดื่มชูกำลัง, สินค้าอุปโภคบริโภค, โทรคมนาคม, การท่องเที่ยว, การเมือง และกลุ่มยานยนต์ โดยเฉพาะช่วงนี้ที่ค่ายรถ EV เข้ามาทำตลาดในไทยเยอะมาก เราจะเห็นป้ายโฆษณารถไฟฟ้าเยอะเป็นพิเศษ” คุณพงศ์ธีระกล่าว
สิ่งพิมพ์ไทยไม่ตาย พลิกเกมด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ
คุณพงศ์ธีระกล่าวต่อว่า ไม่ว่าเศรษฐกิจในปัจจุบันจะอยู่ในระดับไหนสื่อสิ่งพิมพ์ก็ยังจำเป็นต้องใช้อยู่ เพราะสินค้าผลิตภัณฑ์ยังต้องการสื่อสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ในการเป็นเครื่องมือสื่อสารคุณค่า กระตุ้นการขาย ซึ่งยังช่วยผลักดันให้อุตสหกรรมการพิมพ์เติบโตอย่างต่อเนื่อง สินค้าไทยได้ส่งออกไปขายทั่วโลก เพราะประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารที่รัฐบาลมีนโยบายผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Kitchen of the world เป็นฐานการผลิตอาหารและสินค้าจำนวนมาก ดังนั้นในการส่งออกก็ต้องมีบรรจุภัณฑ์หรือฉลากสิ่งพิมพ์ ที่มีการผสานเทคโนโลยีการพิมพ์เข้าไปตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน
ดังนั้น สิ่งพิมพ์ในยุคใหม่จึงไม่ได้ให้เพียงแค่ข้อมูลมิติเดียวจากสิ่งพิมพ์ในบรรจุภัณฑ์ แต่เป็นลักษณะของสิ่งพิมพ์ที่มีการเชื่อมโยง Hybrid เป็น 1.Smart Printing เน้นการพิมพ์ฉลาก / สติกเกอร์ด้วยเทคโนโลยี 2.Smart Packaging การนำเทคโนโลยีมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น การติดตามสินค้าต้นกำเนิก,การป้องกันการปลอมแปลง และ 3.Smart Labels ฉลากที่มีเทคโนโลยี เช่น QR Code, RFID สามารถตรวจสอบสต็อก ปัจจุบันตัวคิวอาร์โค้ดก็จะมีปรากฎอยู่บนโบรชัวร์ สามารถที่จะสแกนเห็นข้อมูลมากขึ้น สมมุติว่าบรรจุภัณฑ์อาหาร มีคิวอาร์โค้ดผู้บริโภคก็สามารถที่จะใช้สมาร์ทโฟนสแกน ก็จะลิงค์กับคลิปวิดีโอสอนทำอาหาร เป็น ฉลากบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart Labels) เป็นคู่มือประกอบการทำอาหารได้เลย
คุณพงศ์ธีระ อธิบายต่อว่า เทรนด์ Smart Labels สามารถที่จะ Trace and Track ฉลากบรรจุภัณฑ์ เป็นการติดตามและตรวจสอบสินค้า ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง วันหมดอายุของสินค้า รวมถึงข้อมูลเลข อย. และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสหกรรม (สมอ.) เชื่อมโยงกับข้อมูลสินค้าฮาลาล และผู้ที่แพ้อาหาร เพราะฉนั้นสิ่งพิมพ์เหล่านี้จะเป็นตัวเชื่อมโลกจาก Analog ไปสู่โลก Digital เป็นข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้น
ทำให้ผู้ประกอบการเจ้าของสินค้าจะวิเคราะห์ข้อมูลการตลาดได้ง่ายและแม่นยำขึ้น ระบบจะช่วยในการเก็บข้อมูลสินค้าแต่ละที่ที่ขายออกไปได้เพื่อลดการค้างสต็อก ก็จะสามารถใช้งานพิมพ์เชิงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง แต่ต้องสร้างมูลค่าเชื่อมโยงกับดิจิทัล เช่น หนังสือ AR ที่เทคโนโลยีเพื่อแสดงภาพ 3 มิติ แอนิเมชัน เสียง หรือวิดีโอซ้อนทับบนหน้าหนังสือจริง
คลื่นทุนจีนรุกคืบ EEC: ภัยคุกคามหรือโอกาสที่ต้องตั้งรับ?
ประเด็นที่นายกสมาคมการพิมพ์ฯ แสดงความกังวลสูงสุด คือการเข้ามาของกลุ่มทุนข้ามชาติ โดยเฉพาะ “ทุนจีน” ที่เข้ามาตั้งโรงงานพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่ในเขตพื้นที่ EEC (ชลบุรี-ระยอง) เพื่อรองรับซัพพลายเชนของโรงงานผลิตสินค้าจีนที่ย้ายฐานเข้ามา สิ่งที่น่ากังวลคือกลุ่มทุนเหล่านี้มาพร้อมกับ Economy of Scale ที่มหาศาลและซัพพลายเชนแบบครบวงจรจากประเทศต้นทาง
“แม้อุตสาหกรรมไทยยินดีรับการแข่งขันเสรี แต่เรากังวลเรื่องการใช้ประเทศไทยเป็นเพียง ‘ทางผ่าน’ (Transhipment) เพื่อเลี่ยงกำแพงภาษี สมาคมฯ จึงพยายามเรียกร้องมาตรการสนับสนุนจากรัฐ ทั้งเรื่อง Soft Loan สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพื่อผู้ประกอบการไทยสามารถลงทุนอัปเกรดเทคโนโลยี และการกำหนดสัดส่วน Local Content ของนักลงทุนจากต่างชาติ ที่ต้องมีสัดส่วนการสั่งสินค้าวัตถุดิบจากประเทศไทย หรือต้องมีการจ้างแรงงานไทยในโรงงาน เพื่อให้เม็ดเงินไหลเวียนในมือคนไทยจริงๆ”
นายพงศ์ธีระเน้นย้ำว่า รัฐบาลควรมีนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมให้โรงงานต่างชาติที่มาตั้งในไทย ต้องใช้บริการหรือซื้อวัตถุดิบจากโรงพิมพ์ในประเทศในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทยไม่ถูกเบียดตกขอบถนนเศรษฐกิจ
มุ่งสู่ยุค Smart Printing & Sustainability
นายกสมาคมการพิมพ์ฯ กล่าวในช่วงท้ายว่า ทิศทางในอนาคตของอุตสาหกรรมพิมพ์ไทยถูกขีดเส้นใต้ไว้ที่คำว่า “อัจฉริยะ” บรรจุภัณฑ์จะทำหน้าที่มากกว่าแค่การห่อหุ้มสินค้า แต่จะกลายเป็นเครื่องมือจัดเก็บข้อมูลและการตลาด (Data-driven Printing & Packaging) ผ่านระบบ Trace & Track ที่สแกนเพียงครั้งเดียวก็รู้แหล่งที่มา ข้อมูลการผลิต วันหมดอายุ ไปจนถึงการป้องกันสินค้าปลอมแปลง
สำหรับการพิมพ์ที่มีแนวโน้มการเติบโตในกลุ่มการพิมพ์เพื่อการตบแต่ง Decoration เช่น การพิมพ์ลายหินลงบนกระเบื้อง การพิมพ์ลายไม้บนวอลเปเปอร์ เพื่อทดแทนวัตถุดิบธรรมชาติ และงานพิมพ์ระดับไฮเทคอย่างแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ซึ่งประเทศไทยมีพื้นฐานการผลิตที่แข็งแกร่งเป็นทุนเดิม งานเหล่านี้มีแนวโน้มเติบโตและสร้างมูลค่าเพิ่มสูงกว่างานพิมพ์กระดาษทั่วไปหลายเท่าตัว
นอกจากนี้สมาคมการพิมพ์ไทย ยังผลักดันให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเห็นความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ คือการยกระดับอุตสาหกรรมสู่การเป็นภาคการผลิตที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง โดยมุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การเลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การนำเทคโนโลยีสะอาดและนวัตกรรมดิจิทัลมาปรับปรุงกระบวนการผลิต การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและของเสีย ไปจนถึงการสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้ ทั้งนี้ สมาคมจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเสริมสร้างองค์ความรู้ มาตรฐาน และความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และสถาบันการศึกษา เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีสากล ควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุลกับความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
“อุตสาหกรรมการพิมพ์ไทยไม่เคยตาย แต่มันกำลัง ‘เปลี่ยนรูป’ (Transform) จากอะนาล็อกสู่ดิจิทัล ฝีมือและความประณีตของช่างไทยคืออันดับ 1 ในอาเซียนมาตลอด หน้าที่ของเราคือต้องปรับตัวให้ทันกับกระแสความเปลี่ยนแปลง การผนวก AI และ Automation เข้ามาเพื่อรักษาฐานที่มั่นในเวทีโลกอย่างยั่งยืน” นายกสมาคมการพิมพ์ฯ กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ศึกเลือกตั้ง’ ปลุกชีพโรงพิมพ์ทั่วประเทศ ส.การพิมพ์ไทย คาดเงินสะพัด 4 หมื่นล้าน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net