UBS เตือน AI อาจเขย่าตลาดสินเชื่อ เสี่ยงหนี้เสียพุ่งแตะ 1.2 แสนล้านดอลลาร์
นักวิเคราะห์จาก UBS เตือนกระแส AI อาจลามจากตลาดหุ้นสู่ตลาดสินเชื่อ คาดอาจเกิดหนี้เสียใหม่ 75,000–120,000 ล้านดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้ โดยเฉพาะบริษัทซอฟต์แวร์ที่มีหนี้สูง
14 ก.พ. 2569- สำนักข่าว CNBC รายงานว่า แมทธิว มิช นักวิเคราะห์และหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินเชื่อจากUBS ซึ่งเป็นสถาบันการเงินและธนาคารเพื่อการลงทุนในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับกับการเปลี่ยนแปลงจาก AI ว่าอาจก่อให้เกิดแรงกระแทกในตลาดสินเชื่อ โดยมิชระบุกับ CNBC ว่า ตลาดสินเชื่อแบบเลเวอเรจ (leveraged loans) และตลาดไพรเวตเครดิต (private credit) ซึ่งมีมูลค่ารวมราว 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ อาจเป็นพื้นที่ถัดไปที่จะได้รับผลกระทบจากกระแส AI
โดยมิช คาดว่า สินเชื่อองค์กรหลายหมื่นล้านดอลลาร์มีแนวโน้มจะผิดนัดชำระภายในปีหน้า โดยเฉพาะบริษัทซอฟต์แวร์และผู้ให้บริการข้อมูลที่อยู่ภายใต้การถือครองของกองทุนไพรเวตอิควิตี ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากภัยคุกคามของ AI และภายในสิ้นปีนี้อาจเกิดหนี้เสียใหม่ในสองตลาดดังกล่าวคิดเป็นมูลค่ารวม 75,000 ล้านถึง 120,000 ล้านดอลลาร์
“เรากำลังกำหนดราคาโดยคำนึงถึงบางส่วนของสิ่งที่เราเรียกว่า สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้ต้องมีการปรับประมาณการสำหรับปีนี้และปีต่อ ๆ ไป หลังจากโมเดล AI รุ่นล่าสุดจาก Anthropic และ OpenAI เร่งให้ความคาดหวังเกี่ยวกับการมาถึงของการเปลี่ยนแปลงจาก AI เร็วขึ้น”
ความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับ AI ปะทุขึ้นในเดือนนี้ เมื่อมุมมองของตลาดเปลี่ยนจากการเห็น AI เป็นกระแสที่ยกระดับบริษัทเทคโนโลยีทั้งหมด ไปสู่ภาพการแข่งขันแบบ “ผู้ชนะกินรวบ” ซึ่ง Anthropic, OpenAI และรายอื่น ๆ อาจคุกคามผู้เล่นรายเดิมในตลาด
ในรายงาน มิชและนักวิเคราะห์ UBS คนอื่น ๆ วางกรณีฐาน (baseline scenario) ไว้ว่า ผู้กู้ในตลาดเลเวอเรจโลนและไพรเวตเครดิตจะเผชิญหนี้เสียใหม่รวมกัน 75,000 ล้านถึง 120,000 ล้านดอลลาร์ ภายในสิ้นปีนี้
สำนักข่าว CNBC ได้คำนวณตัวเลขจากการประเมินของมิชที่คาดว่า อัตราการผิดนัดชำระในตลาดเลเวอเรจโลนอาจเพิ่มขึ้นสูงสุด 2.5% และในตลาดไพรเวตเครดิตสูงสุด 4% ภายในปลายปี 2026 โดยมิชประเมินว่าตลาดทั้งสองมีขนาดราว 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ และ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม มิชยังชี้ถึงความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนผ่านสู่ AI ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและรุนแรงกว่าคาด ซึ่งอาจทำให้อัตราหนี้เสียเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าของกรณีฐาน ส่งผลให้เงินทุนสำหรับหลายบริษัทถูกตัดขาด สถานการณ์นี้ในภาษาวอลล์สตรีทเรียกว่า “tail risk”
“ผลกระทบต่อเนื่องคือการเกิดภาวะตึงตัวด้านสินเชื่อ (credit crunch) ในตลาดสินเชื่อ มีการประเมินมูลค่าสินเชื่อเลเวอเรจใหม่ในวงกว้าง และจะมีแรงกระแทกระบบที่มาจากภาคสินเชื่อ”
ทั้งนี้ ตลาดเลเวอเรจโลนและไพรเวตเครดิตโดยทั่วไปถือเป็นส่วนที่มีความเสี่ยงสูงของตลาดสินเชื่อองค์กร เพราะมักใช้เป็นแหล่งเงินทุนให้กับบริษัทที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าระดับลงทุน (below investment grade) หลายแห่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนไพรเวตอิควิตี และมีระดับหนี้ค่อนข้างสูง
อ้างอิง: www.cnbc.com