โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

TTB ซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 3 วงเงิน 9,614 ล้านบาท ช่วง 20 ก.พ.-19 ส.ค.69

การเงินธนาคาร

อัพเดต 18 ก.พ. เวลา 11.04 น. • เผยแพร่ 18 ก.พ. เวลา 04.04 น.

บอร์ด TTB ไฟเขียวซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 3 จำนวนไม่เกิน 4,831 ล้านหุ้น วงเงิน 9,614 ล้านบาท ช่วง 20 ก.พ.-19 ส.ค.69

18 ก.พ. 2569 -บมจ.ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ตามที่ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารทหารไทยธนชาต ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 ได้มีมติอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน ภายใต้วงเงินรวมจำนวนไม่เกิน 21,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2568 ไปจนถึงปี 2570 โดยธนาคารได้ดำเนินการซื้อหุ้นคืนตามโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สองในช่วงระหว่างปี 2568 ถึงปี 2569 รวมทั้งสิ้นจำนวน 5,783 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 5.93 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของธนาคาร โดยมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 11,386 ล้านบาท นั้น

ในการนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารครั้งที่ 2/2569 ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีมติอนุมัติ โครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่สาม ภายใต้วงเงินรวมจำนวนไม่เกิน 9,614 ล้านบาท หุ้นที่จะซื้อคืนในครั้งนี้ จำนวนไม่เกิน 4,831 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.95 บาท คิดเป็นไม่เกินร้อยละ 4.95 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด โดยวิธีการซื้อด้วยวิธีจับคู่อัตโนมัติผ่านระบบซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (Automatic Order Matching หรือ AOM) ในช่วงระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ถึงวันที่ 19 สิงหาคม 2569

โครงการซื้อหุ้นคืนดังกล่าวอยู่ภายใต้การได้รับอนุมัติที่จำเป็น รวมถึงความเห็นชอบจากหน่วยงานกำกับตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ เมื่อนับรวมจำนวนหุ้นที่จะซื้อคืนในครั้งนี้กับจำนวนหุ้นที่ธนาคารซื้อคืนไว้แล้วทั้งหมด ธนาคารจะมีหุ้นซื้อคืนสะสมจำนวนไม่เกิน 10,614 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกินร้อยละ 10.88 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด

โครงการซื้อหุ้นคืนในครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในแผนงานด้านการบริหารส่วนทุน (Capital Management) ของธนาคาร โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นผ่านการปรับโครงสร้างและขนาดงบดุลให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น โดยภายหลังการซื้อหุ้นคืน ผู้ถือหุ้นจะได้รับประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) และอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ตามการลดลงของจำนวนหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นอกจากนี้ ธนาคารได้พิจารณาแล้วว่า การซื้อหุ้นคืนดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อสภาพคล่องและความเสี่ยงในการดำเนินงานของธนาคาร โดยอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ของธนาคารภายหลังโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่สามในปี 2569 จะยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าร้อยละ 19.00 ซึ่งระดับดังกล่าวยังคงอยู่ในระดับเดียวกับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยสำคัญต่อระบบ (D-SIBs) และสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ที่ร้อยละ 12.00 อย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ การลดลงของอัตราส่วนต่อสินทรัพย์เสี่ยงภายหลังการซื้อหุ้นคืน จะยังคงทำให้ธนาคารมีเงินกองทุนเพียงพอต่อการขยายสินเชื่อตามแผนธุรกิจที่กำหนดไว้ได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...