โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตำนานผีหลอกหลอนสู่เรื่องราวหลอกๆ ของคนในเทอม 4

a day magazine

อัพเดต 8 มิถุนายน 2569 เวลา 22.24 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • a day magazine

เคยสังสัยไหมว่าก่อนจะกลายเป็นผีสุดโหดจนติดอันดับเรื่องเล่าสุดหลอนของมหา’ลัย เกิดเรื่องราวอะไรก่อนที่พวกเขาจะตายกันแน่ เพราะก่อนจะกลายเป็นผี พวกเขาต่างก็เคยเป็นคนกันทั้งนั้น

เทอม 4 กับตำนานเลื่องชื่อของมหาวิทยาลัยทั้ง 4 ภูมิภาค ที่ทุกคนน่าจะคุ้นชินและเคยได้ยลยินความหลอนมาไม่น้อย กับหอพักห้องสีชมพู เรือนไทยเก่า ๆ วันบูมเชียร์ และสะพานสีขาว ในครั้งนี้ไม่ได้นำเสนอแค่เรื่องเล่าชวนขวัญผวาแต่สะท้อนเรื่องราวของสังคม คนบางกลุ่ม หรือใครสักคนที่กำลัง ‘หลอก’ อยู่

แม้ว่าการเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยจะเป็นเพียงการเลื่อนขั้นหนึ่งระดับจากมัธยม กลับกันก็เลื่อนขั้นเข้ามาในสังคมที่ใหญ่และสดใหม่มากกว่าเป็นเท่าตัว ทั้งต้องปรับตัวในสังคม ประพฤติตามประเพณี ปรับความเชื่อบางประการ การได้รับการยอมรับและเป็นผู้ยอมรับ จึงเป็นปัญหาที่นักศึกษาทุกคนต้องเผชิญ

** มีการเปิดเผยเนื้อหาในภาพยนตร์ **

การใช้ชีวิตก็เหมือนการข้ามสะพาน

‘สะพานขาว’ ว่าด้วยเรื่องราวของบัณฑิตใหม่แกะกล่อง อย่างบอส (เก้า จิรายุ) และมายด์ (วี วิโอเลต) คู่รักสุดฮอตของคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่เหมาะสมเหมือนเดือนกับดาว แต่เบื้องหลังความรักชื่นมื่นกลับเป็นการเดินทางวันสุดท้ายบนทางลาดยาวของสะพานแห่งรัก และทั้งสองเลือกสิ้นสุดระยะทางนี้ที่สะพานสีขาว โดยไม่รู้เลยว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่ต้องห้ามสำหรับการจากลา

เปิดเรื่องด้วยบรรยากาศของคู่รักที่แกล้งรักกันเพียงเพื่อข้อตกลงของมายด์ เป็นตอนที่เรื่องราวค่อยๆ เพิ่มความน่ากลัวขึ้นทีละนิด ไม่ได้เน้นการสะดุ้งตุ้งแช่มากมาย โดยนำเค้าโครงตำนานมาเล่าในฉบับที่วัยรุ่นเข้าถึงได้ ด้วยการนำเสนอมุมมองความรักรูปแบบ Toxic Relationship ที่มายด์เป็นฝ่ายไม่ยอมเลิกราและขอให้บอสกลับมารักกัน

จากอุบัติเหตุน่าสลดใจที่พรากชีวิตของคู่รักหนุ่มสาว แท้จริงแล้วเป็นโศกนาฏกรรมที่เกิดจากความรักมากเกินไปจนไม่ยอมปล่อยอีกฝ่ายจากไป จึงทำให้ผีคู่รักตามหลอกหลอนบอสและมายด์ เพื่อจะทำให้รักกันไปจนตาย ในภาพยนตร์ได้สะท้อนผ่านบรรดาผู้เคราะห์ร้ายที่เสียชีวิตบนสะพานสีขาว ว่าความสัมพันธ์ที่เป็นพิษมักลุกลามอยู่ในทุกๆ ความสัมพันธ์ ทั้งแบบแบบแฟน เพื่อน คู่สมรส หรือครอบครัว ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในสังคม

สุดท้ายมายด์ก็ตระหนักได้ว่าผีคู่รักและปัญหาความสัมพันธ์เรื้อรังคงไม่จบสิ้นถ้าตนเองไม่ยอมปล่อยบอสไป จึงตัดสินใจได้ว่าจะก้าวข้ามผ่านสะพานที่ทอดยาวแห่งนี้ออกไปเริ่มต้นใหม่ ดังที่มายด์พูดไว้ว่า “การใช้ชีวิตก็เหมือนการข้ามสะพาน” ทั้งการเรียน ชีวิตประจำวัน หรือแม้กระทั่งความรักก็เช่นกัน

ผีไม่หลอก แต่คนหลอก

ในช่วงชีวิตหนึ่งเราน่าจะเคยประสบความคับอกคับใจกับสิ่งที่วาดฝันยังไม่เป็นไปตามที่ใจต้องการ จนรู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอ จึงหลีกหนีไม่พ้นกับความรู้สึกอยากประสบความสำเร็จเหมือนคนอื่น

‘เรือนนางสนม’ ว่าด้วยเรื่องราวของเกรซ (โจริญ คัมภีรพันธุ์) นักศึกษาที่กำลังไล่ตามความสำเร็จเหมือนกับบิว (เอิงเอย ประภามณฑล) ที่เป็นช่างภาพสาวฝีมือดี ซึ่งจะเรียกว่า ‘ไล่ตาม’ ไม่ได้ แต่เป็นการ ‘ทำตาม’ เสียมากกว่า การดำเนินเรื่องแบบน่าอึดอัดใจกับงานสายตาที่ซ่อนงำความรู้สึกคั่งแค้นอย่างหนักหน่วง เหมือนกับตำนานของเรือนนางสนมที่บิวเลือกเป็นสถานที่ถ่ายภาพ คือนางสนมเอกเกิดความรู้สึกแค้นใจกับนางสนมรองทั้งหลายในเรือนนั้น จึงปฏิบัติการอุกอาจให้นางสนมอื่นๆ สูญเสียใบหน้าและตัวตนไป

ความคิดเปรียบเทียบตัวเองและริษยาความโด่งดังในหน้าที่การงานของบิวทำให้เกรซกดทับความสามารถของตัวเธอเอง โดยไม่แม้แต่จะพยายามขัดเกลาต่อไป คนที่เห็น ‘ผี’ ในตัวเกรซอย่างบิวก็หลอกชักนำห้วงความคิดนั้นให้เกรซยอมมาทำงานร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ฉากรุมทึ้งใบหน้าของบิวนับเป็นงานศิลปะที่ถ่ายทอดด้านมืดของใจคน เกรซยอมสละเลือดเนื้อหรือแม้กระทั่งกดทับตัวตนของเธอ เพื่อจะสวมใส่คราบของบิวที่เธอปรารถนามานาน

เรื่องเล่า สถานที่ และบรรยากาศในเรือนไทยเก่าที่มีแสงสะท้อนของน้ำกระทบฉากอยู่ตลอด ให้ความรู้สึกที่ไม่แน่นอนและมอบความน่ากลัว โดยไม่จำเป็นต้องเห็นผีด้วยซ้ำ การหยิบยกตำนานมาสะท้อนจิตใจด้านมืดที่กระทำการด้วยอารมณ์ครอบงำ ไม่ต่างอะไรกับคำกล่าวถึงเรือนนางสนมแห่งนี้ว่า “เรือนที่มองเห็นผีได้จากข้างนอก โดยที่คนข้างในไม่รู้”

ชีวิตแสนสั้น ใช้มันให้ดี

การขึ้นมหา’ลัยครั้งแรกจะขาดกิจกรรมรับน้องไปไม่ได้ พูดถึงการรับน้องก็ไม่ได้มีแค่พี่ว๊ากสุดโหด หรือการตามล่าหาพี่รหัสเหมือนกับเทอมก่อนอีกแล้ว แต่ครั้งนี้มากับประเพณีที่สืบต่อกันมาอย่างการบูมเชียร์

เสียงร้องและท่วงท่าที่พร้อมเพรียงกันนับเป็นความขลังอย่างหนึ่งประจำแต่ละคณะ เช่นเดียวกับ ‘คืนดีเดย์’ เปิดเรื่องมาว่ามีกลุ่มนักศึกษาเสียชีวิตขณะกำลังเดินทางไปจัดกิจกรรมวันดีเดย์ หากใครก็ตามที่ไม่ยอมเข้าร่วมบูม รุ่นพี่จะตามมาบูมให้ถึงที่และรับน้องไปอยู่ด้วยกัน มันก็ชวนให้คิดว่าแม้รุ่นพี่จะตายไปแล้วก็ยังสานต่อการกดขี่บังคับ เผยให้เห็นว่ากิจกรรมต่างๆ ที่มีในมหา’ลัยก็ยังคงอยู่ในระบบ SOTUS อยู่ดี

เพราะเรื่องเล่านั้นจึงทำให้เป๋า (แทด ฐาปนา) เกิดความรู้สึกกลัวจนเห็นภาพหลอนของเพื่อนสนิทที่จากไปในอุบัติเหตุเดียวกัน จึงหลบหนีการเข้าเชียร์และเรื่องราวก็ดำเนินตามเรื่องเล่า

อาจคิดได้ว่าสิ่งที่เป๋ากลัวจริงๆ ในคืนดีเดย์ไม่ใช่ผีรุ่นพี่มาเอาชีวิต แต่เป็นความรู้สึกผิดที่ทิ้งให้เพื่อนต้องประสบกับเคราะห์ร้าย

ถึงอย่างนั้นความน่าสนใจของประเด็นนี้อาจจะไม่ได้เข้มข้นมากเท่าที่ควร แต่เข้ามาช่วยย้ำในตอนท้ายว่าเนื้อเพลงบูมเชียร์ท่อน “ชีวิตแสนสั้น ใช้มันให้ดี” นี้ ควรรับฟังไว้เพื่อคอยระมัดระวังตัวและให้เป๋าได้ปล่อยวางกับความรู้สึกผิดในอดีต เพื่อออกไปใช้ชีวิตในมหา’ลัยต่อไป

ตอนที่สามนี้ได้ถ่ายทอดตำนานที่ดูโหดร้ายและอันตราย จนคนดูก็ไหล่สั่นเป็นเจ้าเข้า ไม่ใช่กลัวสุดขีดแต่กลับเป็นขำสุดใจ (ฮาขนาดที่ว่าต้องปรบมือให้) ตัวละครชัตเตอร์ (ตังโก้ ฐิตินันต์) เข้าฉากแหลงใต้เมื่อใดเป็นอันต้องขำ เหมือนเป็นจุดพักความหวาดหวั่น และน่าอึดอัดจากสองตอนแรกมาปล่อยอารมณ์ให้ผ่อนคลายลงสักนิด ด้วยการนำภาพจำของกิจกรรมที่รุ่นพี่ข่มเหงรุ่นน้องมาเล่าใหม่ให้เห็นอีกมุมมองหนึ่ง ซึ่งให้การบูมเชียร์เป็นการส่งต่อความหวังดีของรุ่นพี่รุ่นก่อนๆ ที่อยากชี้แนะหรือเตือนใจเมื่อน้องใหม่เข้ามาใช้ชีวิตในรั้วมหา’ลัย

สังคมใหม่ เพื่อนใหม่

ตอนสุดท้ายของเรื่องกับตำนาน ‘ห้องชมพู’ อันโด่งดังจากภาคเหนือที่ชาวเด็กมหา’ลัย และคนวัยทำงานก็คงจะรู้สึกเสียวสันหลังวาบ คะนิ้ง (พั้น พันธิตา หรือพั้นรักแมว) โยกย้ายถิ่นฐานจากอ้อมอกพ่อแม่เพื่อออกมาใช้ชีวิตภายนอกด้วยตัวคนเดียวครั้งแรก เปิดเริ่มเรื่องด้วยการฉายภาพบรรยากาศของหอพักที่ทรุดโทรม เสียงทะเลาะดังของผู้เช่าอาศัย ภาพลักษณ์ของผู้ดูแลหอที่แม้แต่กฎห้ามสูบบุหรี่ในหอพักก็ยังละเมิดด้วยตนเอง และมีการใช้เทคนิค Long Take เผยให้เห็นสภาพของหอพัก ที่มองดูแล้วไม่มีความปลอดภัยสำหรับผู้เช่าอาศัยที่เป็นแค่นักศึกษาสาวเท่าไร ในอีกมุมหนึ่ง เด็กตัวคนเดียวที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีย้ายเข้ามาในพื้นที่น่ากลัว อาจเป็นเหมือนกระบวนการกลืนกลาย (assimilation) ที่คะนิ้งจะค่อยๆ สูญเสียความเป็นตัวเองทีละน้อย เมื่อต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่อันเป็นปราการด่านแรกที่นักศึกษาต้องผ่านไปให้ได้

เมื่อหนังเล่าไปถึงชีวิตประจำวันในรั้วมหา’ลัยของคะนิ้ง ก็มีฉากที่ถ่ายภาพมุมสูงให้เห็นสังคม

คนรอบข้างที่นั่งอยู่หลายคน แต่มีคะนิ้งที่นั่งตัวคนเดียวในโรงอาหาร จนกระทั่งมีแก๊งเพื่อนสามคนเข้าหา

คะนิ้ง แม้ว่าเธอจะแสดงสีหน้าที่ดูกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย แต่ภายในใจก็อยากมีเพื่อนและได้เป็นส่วนหนึ่ง

ของสังคม หารู้ไม่ว่าการเปิดรับสังคมใหม่โดยไม่พึงระวังทำให้คะนิ้งตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่ประสงค์ดี

อย่างเพื่อนผู้ชาย จนเลยเถิดไปถึงการวางยาและจ้องทำมิดีมิร้ายเธอ

ตอนสุดท้ายนี้ได้นำเรื่องเล่ามาช่วยเสนอมุมมองของการปรับสภาพเข้าสังคมและการเลือกคบคนในช่วงชีวิตมหาลัย ธีมเรื่อง ‘ความไว้ใจ’ ก็เป็นภูมิหลังของผีนักศึกษาสาวในห้องชมพูที่ถูกความไว้ใจของตน

ย้อนกลับมาทำร้าย จึงได้เข้ามาช่วยเหลือคะนิ้งด้วยการจัดการเพื่อนชายประสงค์ร้ายที่หวังจะข่มขืน ทำให้ตอนสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้มีความโหดและฉายภาพความจริงที่ว่า คนน่ากลัวกว่าผี เพราะความไม่จริงใจและประสงค์ร้ายที่ครอบงำความเป็นมนุษย์พรากชีวิตคนมานักต่อนัก

ชีวิตในมหาวิทยาลัยมีเรื่องโหดร้ายขนาดนี้ทุกสถาบันหรือเปล่า แท้จริงเรื่องราวต่างๆ ทั้งดีและไม่ดีไม่ได้กระจุกรวมกันอยู่แค่ในรั้วมหา’ลัยไม่กี่ปี แต่อยู่ในสังคมของเราทั้งชีวิต

ภาพยนตร์นี้นำตำนานของแต่ละมหา’ลัยมาเล่าใหม่ ผู้กำกับทั้งสี่ท่านต่างก็มีแนวคิดที่ต่างกันออกไปในการถ่ายทำ แต่จุดหนึ่งที่กำลังมุ่งไปทางเดียวกันคือแสดงให้เห็นความน่ากลัวของคนที่ปะปนกันอยู่ในสังคม การหยิบเรื่องเล่ามาเป็นหนึ่งในส่วนผสมของเรื่องราว ก็ช่วยให้เห็นภาพชัดยิ่งขึ้นว่าอารมณ์ของมนุษย์ที่มีความรู้สึกติดค้าง หมกมุ่น กลัว หรือไม่กล้าเผชิญหน้ากับเรื่องบางอย่าง ได้โผล่มาในรูปแบบที่เป็นร่างน่ากลัวของวิญญาณ และพาให้ตัวละครในเรื่องเลือกตัดสินใจ แล้วแต่ว่าจะไปในทางเดียวกันกับคนที่เคยผิดพลาดมาแล้วเหมือนกับคนตาย หรือจะหักเลี้ยวไปในทิศทางอื่นให้เป็น

บางทีเราอาจกระทำเรื่องบางอย่างโดยไม่รู้สึกตัว เพราะอารมณ์ที่อยู่เหนือเหตุผลจนไม่ทันไตร่ตรอง ก็เป็นเรื่องชวนคิดว่า คนเป็นอาจจะน่ากลัวยิ่งกว่าคนตายก็ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...