โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หน้าร้อนอย่าดื่มเพลิน! 2 เครื่องดื่ม สุดสดชื่นแต่อาจทำ "ผิวไวแดด" แนะ 8 อาหาร เสริมเกราะผิว

sanook.com

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
แดดแรงต้องระวัง! เครื่องดื่ม 2 ชนิดอาจทำให้ผิวไวต่อรังสี UV มากขึ้น พร้อม 8 อาหารช่วยเสริมเกราะป้องกันผิว

แดดแรงต้องระวัง! เครื่องดื่ม 2 ชนิดอาจทำให้ผิวไวต่อรังสี UV มากขึ้น พร้อม 8 อาหารช่วยเสริมเกราะป้องกันผิว

วันที่แดดสดใสอาจทำให้หลายคนอยากออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน แต่สิ่งที่มาพร้อมกันคือความเสี่ยงจากรังสีอัลตราไวโอเลต หรือรังสี UV ซึ่งอาจทำร้ายผิวได้ หากได้รับเป็นเวลานานโดยไม่มีการป้องกันที่เหมาะสม

โดยทั่วไป การทาครีมกันแดดชนิด Broad-spectrum ที่มีค่า SPF เหมาะสม ยังถือเป็นวิธีสำคัญที่สุดในการลดความเสียหายจากแสงแดด อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เครื่องดื่มหรืออาหารบางชนิดอาจมีสารธรรมชาติที่ทำให้ผิวไวต่อแสงมากขึ้น จึงควรรู้ไว้ โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนหรือวันที่ต้องอยู่กลางแจ้งนาน ๆ

2 เครื่องดื่มที่ควรระวัง อาจทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้น

1. น้ำผลไม้ตระกูลส้ม

ผลไม้ตระกูลส้ม เช่น มะนาว ส้มแมนดาริน ส้ม และเกรปฟรุต เป็นแหล่งวิตามินซีชั้นดี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะสารต้านอนุมูลอิสระ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผลไม้กลุ่มนี้ยังมีสารธรรมชาติบางชนิด เช่น พโซราเลน และ ฟูโรคูมาริน ที่มีรายงานว่าอาจเกี่ยวข้องกับความไวต่อแสงแดด

เภสัชกร Khue Vu ซึ่งทำงานในกรุงฮานอย ระบุว่า มีงานวิจัยบางชิ้นที่พบความเชื่อมโยงระหว่างการบริโภคผลิตภัณฑ์จากส้มในปริมาณมากกับความเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง โดยเฉพาะในกลุ่มคนผิวขาวที่รับประทานเกรปฟรุต 3 ครั้งขึ้นไปต่อสัปดาห์ ขณะที่การดื่มน้ำส้มเป็นประจำก็พบความเสี่ยงเช่นกัน แม้จะน้อยกว่า

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องเลิกกินผลไม้ตระกูลส้มทั้งหมด เพราะผลไม้เหล่านี้ยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่หากต้องออกแดดจัดเป็นเวลานาน ควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำผลไม้กลุ่มนี้ในปริมาณมาก และไม่ควรมองข้ามการทาครีมกันแดด

2. น้ำขึ้นฉ่าย

ขึ้นฉ่ายเป็นผักที่มีสารพโซราเลนอยู่ค่อนข้างสูง โดยทั่วไป การรับประทานขึ้นฉ่ายเป็นผักในมื้ออาหารอาจไม่ได้ทำให้ได้รับสารนี้ในปริมาณมากจนน่ากังวล แต่การนำขึ้นฉ่ายมาคั้นเป็นน้ำดื่มอาจทำให้ร่างกายได้รับสารดังกล่าวในรูปแบบที่เข้มข้นขึ้น

ข้อมูลจากงานวิจัยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พบความเชื่อมโยงระหว่างการได้รับสารพโซราเลนในปริมาณสูงร่วมกับรังสี UVA และความเสี่ยงของมะเร็งผิวหนังบางชนิด โดยมีการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Investigative Dermatology ระบุว่า การได้รับพโซราเลนและรังสีอัลตราไวโอเลตเอในระดับสูง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังชนิดที่ไม่ใช่เมลาโนมาได้อย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น หากต้องการกินขึ้นฉ่าย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้รับประทานเป็นผักสดหรือผักประกอบอาหาร มากกว่าการดื่มเป็นน้ำคั้นเข้มข้น โดยเฉพาะในวันที่ต้องอยู่กลางแดดนาน

อาหารช่วยเสริมการปกป้องผิวจากแสงแดด

แม้อาหารจะไม่สามารถทดแทนครีมกันแดด หมวก แว่นกันแดด หรือเสื้อผ้าป้องกันแดดได้ แต่ ดร. ราจานี คัตตา แพทย์ผิวหนังในเมืองเบลแลร์ รัฐเท็กซัส และผู้เขียนหนังสือ Glow: The Dermatologist's Guide to a Whole Foods Younger Skin Diet ระบุว่า การรับประทานอาหารที่อุดมด้วยสารอาหารบางชนิดเป็นประจำ อาจช่วยเสริมการปกป้องผิวจากภายในได้

1. มะเขือเทศและซอสมะเขือเทศ

มะเขือเทศเป็นหนึ่งในอาหารที่ถูกพูดถึงบ่อยเมื่อกล่าวถึงการดูแลผิวจากแสงแดด เพราะมีสารสำคัญอย่าง ไลโคปีน และ ลูทีน ซึ่งมีงานวิจัยระบุว่าอาจช่วยเพิ่มความสามารถของผิวในการรับมือกับรังสี UV ได้

งานวิจัยในวารสาร British Journal of Dermatology ศึกษาผู้เข้าร่วม 65 คน และพบว่ากลุ่มที่ได้รับไลโคปีนและลูทีนมีสัญญาณการปกป้องผิวดีขึ้นหลังผ่านไป 2 สัปดาห์ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก

นอกจากมะเขือเทศสดแล้ว น้ำมะเขือเทศ ซอสมะเขือเทศ หรืออาหารที่มีมะเขือเทศเป็นส่วนประกอบ ก็อาจเป็นทางเลือกที่ดี โดยงานวิจัยยังระบุว่า การกินมะเขือเทศที่ปรุงร่วมกับน้ำมันมะกอก อาจช่วยให้ร่างกายดูดซึมไลโคปีนได้ดีขึ้น

2. แตงโม

แตงโมเป็นผลไม้ที่มีไลโคปีนสูง โดยมีข้อมูลระบุว่า ในปริมาณเท่ากัน แตงโมอาจมีไลโคปีนมากกว่ามะเขือเทศประมาณ 40% อีกทั้งยังมีน้ำเป็นส่วนประกอบสูง จึงเหมาะกับช่วงอากาศร้อน และช่วยเติมน้ำให้ร่างกายได้ดี

หากต้องการไลโคปีนจากแตงโม ควรเลือกส่วนเนื้อสีแดงเข้ม เพราะมีไลโคปีนมากกว่าส่วนที่มีสีอ่อนกว่า เช่น สีเหลืองหรือสีเขียว

3. องุ่น

องุ่นเป็นผลไม้ที่มีสารโพลีฟีนอล ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ งานวิจัยในปี 2021 จากแผนกผิวหนัง มหาวิทยาลัยอลาบามา เบอร์มิงแฮม ศึกษาผู้ใหญ่สุขภาพดี 19 คน โดยให้รับประทานผงองุ่นแห้งเป็นเวลา 14 วัน

ผลการศึกษาพบว่า หลังจากรับประทานผงองุ่นเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ปริมาณรังสี UV ที่ทำให้ผิวแดงอย่างเห็นได้ชัดเพิ่มขึ้นเกือบ 75% สะท้อนว่าผิวอาจทนต่อความเสียหายจากแสง UV ได้มากขึ้น นอกจากนี้ การตรวจชิ้นเนื้อผิวยังพบความเสียหายของ DNA และการตายของเซลล์ผิวน้อยลง

อย่างไรก็ตาม ดร. เครก เอ. เอลเมตส์ ผู้เขียนหลักของการศึกษา ระบุว่า ผลในการป้องกันยังถือว่าไม่สูงมากนัก เทียบได้ประมาณค่า SPF 2 เท่านั้น ดังนั้น องุ่นจึงเป็นเพียงตัวช่วยเสริม ไม่ใช่สิ่งทดแทนครีมกันแดด

4. สมุนไพรและเครื่องเทศ

สมุนไพรและเครื่องเทศหลายชนิดเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ออริกาโน ซึ่งอาจช่วยลดผลกระทบจากอนุมูลอิสระในร่างกายได้ การเติมสมุนไพรลงในอาหาร เช่น ซอสพิซซ่า น้ำสลัด หรือเมนูประจำวัน จึงเป็นวิธีง่าย ๆ ในการเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระให้ร่างกาย

5. ชาเขียว

ชาเขียวมีสารสำคัญที่ชื่อว่า เอพิแกโลคาเทชินแกลเลต หรือ EGCG ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พบมากในชาเขียว และมีการศึกษาว่าอาจช่วยลดความเสียหายจากแสงแดดได้

การวิเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า ผู้ชายและผู้หญิงที่ดื่มชาเขียวประมาณ 5 แก้ว หรือแก้วละราว 240 มิลลิลิตรต่อวัน มีแนวโน้มเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนังในภายหลังต่ำกว่าผู้ที่ดื่มชาเขียวน้อยหรือไม่ดื่มเลย

ทั้งนี้ ชาเขียวยังมีสารโพลีฟีนอลที่อาจช่วยลดการอักเสบ และสนับสนุนกระบวนการซ่อมแซม DNA ของร่างกาย แต่ควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสม เพราะชาเขียวมีคาเฟอีนเช่นกัน

6. กาแฟ

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบความเชื่อมโยงระหว่างการดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีนกับความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาที่ลดลง โดยนักวิจัยติดตามข้อมูลการดื่มกาแฟของอาสาสมัครเป็นเวลาประมาณ 10 ปี พร้อมควบคุมปัจจัยอื่น ๆ เช่น การสัมผัสรังสี UV ดัชนีมวลกาย อายุ เพศ การออกกำลังกาย การดื่มแอลกอฮอล์ และประวัติการสูบบุหรี่

ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีนตั้งแต่ 4 แก้วขึ้นไปต่อวัน มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนังลดลงประมาณ 20% อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้ยังเป็นเพียงความเชื่อมโยงจากการศึกษา และไม่ควรใช้เป็นเหตุผลในการดื่มกาแฟเกินพอดี

ผู้เชี่ยวชาญจากเมโยคลินิกแนะนำให้จำกัดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนไม่เกิน 4 แก้วต่อวัน และควรหลีกเลี่ยงการเติมน้ำตาล ครีมเทียม หรือสารให้ความหวานในปริมาณมาก

7. โกโก้

โกโก้มีสารฟลาโวนอล ซึ่งเป็นสารประกอบจากพืชที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพผิว มีการศึกษาหนึ่งที่ให้อาสาสมัครหญิง 24 คนดื่มเครื่องดื่มโกโก้เข้มข้นเป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่าผิวได้รับความเสียหายจากรังสี UV ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ดังกล่าวพบในกลุ่มที่ดื่มโกโก้ซึ่งมีฟลาโวนอลสูงเท่านั้น ขณะที่เครื่องดื่มโกโก้ที่มีฟลาโวนอลต่ำไม่ได้ให้ผลเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ เครื่องดื่มโกโก้เข้มข้นยังพบว่าช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดและความชุ่มชื้นของผิวได้ด้วย

หากต้องการเลือกโกโก้หรือช็อกโกแลตเพื่อสุขภาพ ควรเลือกชนิดที่มีโกโก้ตั้งแต่ 70% ขึ้นไป เพราะมักมีฟลาโวนอลสูงกว่า และมีน้ำตาลเติมน้อยกว่าช็อกโกแลตทั่วไป

8. ผลเบอร์รี่

ผลเบอร์รี่ เช่น ราสเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี และแครนเบอร์รี มีสารที่เรียกว่า กรดเอลลาจิก ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮัลลิม ประเทศเกาหลีใต้ พบว่า การทากรดเอลลาจิกเฉพาะที่อาจช่วยลดการอักเสบจากรังสี UV ได้

กรดเอลลาจิกยังมีรายงานว่าอาจช่วยชะลอการปล่อยเอนไซม์ที่ย่อยสลายคอลลาเจนในเซลล์ผิวหนังของหนูและมนุษย์ในช่วงระยะเวลาการทดลอง 8 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าการรับประทานผลเบอร์รี่จะให้ผลแบบเดียวกับการทาสารดังกล่าวหรือไม่ จึงยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม

สรุป: กินให้ช่วยเสริมได้ แต่กันแดดยังจำเป็นที่สุด

อาหารและเครื่องดื่มบางชนิดอาจมีผลต่อความไวของผิวต่อแสงแดดได้ โดยเฉพาะน้ำผลไม้ตระกูลส้มและน้ำขึ้นฉ่าย ซึ่งควรระวังหากต้องออกแดดจัดเป็นเวลานาน ขณะเดียวกัน อาหารอย่างมะเขือเทศ แตงโม องุ่น ชาเขียว โกโก้ และผลเบอร์รี่ อาจช่วยเสริมการดูแลผิวจากภายในได้ในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลยคือการทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ เลือกครีมกันแดดที่ป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB สวมหมวก แว่นกันแดด และหลีกเลี่ยงแดดจัดในช่วงเวลาที่รังสีแรงที่สุด เพราะการปกป้องผิวจากแสงแดดที่ดีที่สุด คือการดูแลทั้งจากภายนอกและภายในไปพร้อมกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...