โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แบต EV เก่าทะลัก จีนจัดระเบียบรีไซเคิล ไทยต้องเร่งรับมือ

Amarin TV

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
จีนกำลังเจอคลื่นแบตเตอรี่ EV ปลดระวังครั้งใหญ่ บทเรียนสำคัญที่ไทยต้องเตรียมรับมือ ทั้งระบบเก็บคืน รีไซเคิล และกฎหมาย

“รถยนต์ไฟฟ้า” เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ยิ่งมีรถ EV วิ่งอยู่บนถนนมากขึ้นเท่าไร ภาพอนาคตที่ผู้คนพึ่งพาน้ำมันน้อยลงและปล่อยคาร์บอนต่ำลงก็ยิ่งดูใกล้ความจริงมากขึ้นเท่านั้น

แต่การเติบโตของอุตสาหกรรม EV ไม่ได้จบลงที่ยอดขายรถยนต์หรือจำนวนสถานีชาร์จ เพราะเมื่อรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก ๆ เริ่มใช้งานครบอายุ คำถามสำคัญก็กำลังตามมา นั่นคือ โลกจะจัดการกับ “แบตเตอรี่” จำนวนมหาศาลที่หมดอายุการใช้งานอย่างไร ใครควรรับผิดชอบ และระบบรีไซเคิลที่มีอยู่พร้อมรองรับขยะระลอกใหม่จากเศรษฐกิจสีเขียวมากน้อยเพียงใด

“จีน" หนึ่งในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดของโลก กำลังเจอกับคำถามนี้ก่อนหลายประเทศ หลังตลาด EV ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงต้นทศวรรษ 2020 แบตเตอรี่จำนวนมากจากทั้งรถยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานจึงเริ่มทยอยเข้าสู่ช่วงปลดระวาง

จีนเผชิญคลื่นขยะแบตเตอรี่ EV ปลดระวางระลอกใหญ่

โดยทั่วไป แบตเตอรี่ที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานมีอายุการใช้งานประมาณ 5-8 ปี นั่นหมายความว่า แบตเตอรี่จำนวนมากที่เข้าสู่ตลาดในช่วงที่อุตสาหกรรม EV ของจีนขยายตัวอย่างรวดเร็ว กำลังทยอยหมดอายุการใช้งาน

ข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน หรือ MIIT ระบุว่า ในปี 2025 ปริมาณแบตเตอรี่พลังงานที่หมดอายุการใช้งานในจีนเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% มาอยู่ที่ 400,000 ตัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเร็วกว่าเดิมในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ผู้บริหารในอุตสาหกรรมรีไซเคิลแบตเตอรี่ประเมินว่า จีนอาจต้องจัดการกับแบตเตอรี่หมดอายุที่จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงปี 2027-2028 โดยปริมาณแบตเตอรี่ที่ต้องจัดการอาจเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากระดับปัจจุบัน

ภายในปี 2030 จีนอาจมีแบตเตอรี่พลังงานที่ถูกปลดระวางมากถึง 3.5 ล้านตัน และตัวเลขดังกล่าวอาจทำให้ธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่เติบโตเป็นตลาดมูลค่ามากกว่า 100,000 ล้านหยวน หรือราว 14,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

จีนเร่งจัดระเบียบตลาดรีไซเคิลแบตเตอรี่ ก่อนโตเกินควบคุม

เมื่อแบตเตอรี่หมดอายุมีจำนวนมากขึ้น ธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่ของจีนจึงเป็นตลาดที่หลายฝ่ายจับตา เพราะในระยะยาว อุตสาหกรรมนี้อาจเติบโตเป็นตลาดขนาดใหญ่ระดับแสนล้านหยวน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้เล่นจำนวนมากหลั่งไหลเข้าสู่ธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่ บางรายแข่งขันกันด้วยการตัดราคา หรือยอมจ่ายสูงกว่าราคาตลาดเพื่อแย่งซื้อแบตเตอรี่หมดอายุ แม้ปริมาณแบตเตอรี่ที่เข้าสู่ระบบรีไซเคิลอย่างเป็นทางการยังมีจำกัด

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการนอกระบบบางรายก็มุ่งทำกำไรระยะสั้นด้วยการถอดแยกแบตเตอรี่แบบไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงนำแบตเตอรี่ไปฝังกลบหรือเผา

พฤติกรรมเหล่านี้ไม่เพียงเพิ่มความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย แต่ยังทำให้ผู้ประกอบการที่ทำตามกฎหมายเสียเปรียบ เพราะต้องแบกรับต้นทุนด้านมาตรฐาน ความปลอดภัย และการจัดการของเสียสูงกว่าคู่แข่งนอกระบบ

รัฐบาลจีนจึงเริ่มเข้ามาจัดระเบียบธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่อย่างจริงจัง โดย MIIT ร่วมกับหน่วยงานรัฐอีก 4 แห่ง เปิดปฏิบัติการปราบปรามผู้ประกอบการรีไซเคิลผิดกฎหมายทั่วประเทศ หลังจากกฎใหม่เริ่มมีผลบังคับใช้ไม่นาน พร้อมกำหนดให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและผู้ผลิตแบตเตอรี่ต้องรับผิดชอบต่อการเก็บคืนแบตเตอรี่ที่หมดอายุการใช้งาน

ต้องทำให้การรีไซเคิลแบตเตอรี่คุ้มค่า ไม่ใช่แค่ถูกกฎหมาย

ปัญหาของอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้มีเพียงผู้เล่นนอกระบบเท่านั้น แต่อีกโจทย์ใหญ่คือความคุ้มค่าทางธุรกิจ เพราะรายได้จากการรีไซเคิลขึ้นอยู่กับราคาวัตถุดิบสำคัญ โดยเฉพาะลิเทียม

เมื่อราคาลิเทียมอยู่ในระดับสูง การรีไซเคิลแบตเตอรี่จะดูน่าสนใจ เพราะวัสดุที่กู้คืนได้มีมูลค่ามากพอจะชดเชยต้นทุนการเก็บรวบรวม ถอดแยก คัดแยก และแปรรูป

อย่างไรก็ตาม เมื่อราคาลิเทียมปรับตัวลดลง แรงจูงใจทางเศรษฐกิจของการรีไซเคิลก็ลดลงตามไปด้วย ขณะที่ต้นทุนในการจัดการอย่างถูกต้องยังคงสูงอยู่

ความท้าทายของจีนคือการทำให้ทั้งระบบทำงานได้จริง ตั้งแต่การเก็บคืนแบตเตอรี่ การคัดแยก การควบคุมผู้ประกอบการนอกระบบ ไปจนถึงการสร้างกลไกราคาที่ทำให้วัสดุรีไซเคิลมีมูลค่าเพียงพอ

หากไม่มีระบบเก็บคืนที่มีประสิทธิภาพ ไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน และไม่มีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้ประกอบการทำตามกฎแล้วยังอยู่รอดได้ ตลาดรีไซเคิลที่ดูเหมือนเป็นโอกาสใหญ่ ก็อาจกลายเป็นอีกอุตสาหกรรมที่โตเร็วแต่เปราะบางได้เช่นกัน

แบตเตอรี่เก่า อาจเป็นแหล่งวัตถุดิบใหม่ของอุตสาหกรรม EV

ภายในแบตเตอรี่มีแร่สำคัญหลายชนิด เช่น ลิเทียม โคบอลต์ นิกเกิล และแมงกานีส ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตแบตเตอรี่รุ่นใหม่

นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายประเทศเริ่มมองแบตเตอรี่เก่าในอีกมุมหนึ่ง ไม่ใช่แค่ของที่ต้องกำจัด แต่เป็นแหล่งวัตถุดิบที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ หากมีระบบเก็บคืน คัดแยก และรีไซเคิลที่ดี

ประเด็นนี้สำคัญมากในช่วงที่ความต้องการรถ EV และระบบกักเก็บพลังงานยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะยิ่งผลิตแบตเตอรี่มากเท่าไร ความต้องการแร่เหล่านี้ก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

การรีไซเคิลจึงไม่ได้ช่วยลดขยะเท่านั้น แต่ยังช่วยลดการพึ่งพาการทำเหมืองใหม่ ลดความเสี่ยงจากราคาวัตถุดิบที่ผันผวน และทำให้ประเทศมีแหล่งวัตถุดิบของตัวเองมากขึ้น

บทเรียนจากจีนสะท้อนถึงโจทย์ที่ไทยต้องเตรียมรับมือ

แม้จีนจะเป็นประเทศที่เผชิญคลื่นแบตเตอรี่หมดอายุก่อนหลายประเทศ แต่โจทย์เดียวกันกำลังรอประเทศไทยอยู่เช่นกัน เพราะไทยกำลังเร่งเข้าสู่ยุค EV และพลังงานสะอาด ทั้งจากนโยบายลดก๊าซเรือนกระจก การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า และการขยายตัวของระบบกักเก็บพลังงานในอนาคต

ข้อมูลจากรายงานสถานการณ์แบตเตอรี่หลังสิ้นอายุขัยของประเทศไทยจาก TDRI ระบุว่า ในช่วงปี 2020-2024 ประเทศไทยมีรถยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนใหม่รวมกว่า 608,814 คัน

จากแนวโน้มนี้ ไทยอาจมีซากแบตเตอรี่สะสมจากยานยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนประมาณ 38,050 ตันในปี 2031 เพิ่มเป็น 168,590 ตันในปี 2035 และพุ่งเป็น 887,240 ตันภายในปี 2045

อีกชุดข้อมูลจากการนำเข้ายานยนต์ไฟฟ้าแบบประกอบสำเร็จ หรือ CBU/SKD ระบุว่า ระหว่างปี 2017-2024 ไทยนำเข้า EV แบบ BEV และ PHEV สะสม 705,764 คัน มูลค่ากว่า 221,879 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2032 จะมีซากแบตเตอรี่จากกลุ่มนี้สูงถึง 206,910 ตัน

ส่วนแบตเตอรี่ที่นำเข้าโดยตรงก็มีขนาดใหญ่เช่นกัน รายงานระบุว่า ไทยมีการนำเข้าสุทธิแบตเตอรี่ Li-ion สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าสะสมกว่า 1,713,775 แพ็ก และแบตเตอรี่ NiMH กว่า 101,689 ชิ้น ซึ่งจะทยอยหมดอายุในช่วงประมาณปี 2032

นอกจากนี้ แบตเตอรี่ไม่ได้อยู่แค่ในรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังอยู่ในมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า จักรยานไฟฟ้า คิกสกูตเตอร์ โทรศัพท์มือถือ โน้ตบุ๊ก อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และในอนาคตยังรวมถึงระบบกักเก็บพลังงานที่ใช้คู่กับพลังงานหมุนเวียน

ในช่วงปี 2017-2024 ไทยมีการนำเข้าสุทธิโทรศัพท์มือถือสะสมมากถึง 120 ล้านเครื่อง มูลค่ากว่า 1,070,025 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ยังมียานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กบางประเภทที่ไม่สามารถจดทะเบียนได้ เช่น จักรยานไฟฟ้า คิกสกูตเตอร์ และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งอาจกลายเป็นแหล่งซากแบตเตอรี่ที่ติดตามได้ยากกว่ารถยนต์ในระบบทะเบียน

ช่องว่างกฎหมายไทย กับโจทย์แบตเตอรี่หลังยุค EV

ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะสำหรับการจัดการแบตเตอรี่จากรถ EV และระบบกักเก็บพลังงานหลังหมดอายุ

แม้จะมีกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายวัตถุอันตราย กฎหมายโรงงาน กฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายการขนส่งวัตถุอันตราย กฎหมายการค้าของเก่า กฎหมายศุลกากร และกรอบอนุสัญญาบาเซิล แต่กฎหมายเหล่านี้ยังเป็นการกำกับดูแลแบบกระจัดกระจาย ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อระบบแบตเตอรี่หมดอายุโดยเฉพาะ

กฎหมายที่อยู่ระหว่างการพัฒนา เช่น ร่างกฎหมายการจัดการของเสียอุตสาหกรรม และร่างกฎหมาย WEEE อาจช่วยเติมช่องว่างนี้ได้ โดยเฉพาะแนวคิด Extended Producer Responsibility หรือ EPR ที่กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้ารับผิดชอบผลิตภัณฑ์ของตนเองตลอดวงจรชีวิต ไม่ใช่ขายสินค้าแล้วจบ

นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะการจัดการแบตเตอรี่หลังหมดอายุไม่ควรเป็นภาระของรัฐหรือผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย ศูนย์บริการ ผู้ใช้ ผู้เก็บรวบรวม โรงงานคัดแยก และโรงงานรีไซเคิล

อ้างอิง : Nikkei Asia

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...