โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิวัฒนาการ ‘งูเห่า’ การเมืองไทย จากย้ายขั้วล้มรัฐบาล สู่เกมอำนาจยุคใหม่

Thai PBS

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Thai PBS

งูเห่าทางการเมือง

หากจะบอกว่า สุริยา วงศ์อารีย์ สส. พรรคประชาชน คือ‘งูเห่าส้ม’ คนล่าสุดในสารบบการเมืองไทยคงไม่ผิดความหมายมากนัก เพราะในวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในเดือนมีนาคม 2569 เขาสวนมติพรรคด้วยการขานชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทยให้เป็นนายกรัฐมนตรี

ในเมื่อเขาลงเลือกตั้ง สส. เขตในนามพรรคประชาชน และสามารถเอาชนะแชมป์เก่าจากพรรคเพื่อไทยได้ จึงทำให้ สส. คนนี้ถูกเรียกว่าเป็น ‘งูเห่า’ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะย้ายข้างด้วยเหตุผลใดก็ตาม

หากมองย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน ปรากกฏการณ์ ‘งูเห่า’ มักนำไปสู่การเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมือง กดดันให้ยุบสภา หรือทำให้รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำมีเสถียรภาพ

แต่ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อต้นปี 2569 อย่างที่รู้กันว่า พรรคภูมิใจไทยได้เสียงข้างมาก ชนิดที่ว่าไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่ต้องใช้เสียงจากฝ่ายตรงข้ามมาสนับสนุน จึงทำให้คิดต่อได้ว่า ‘งูเห่าตัวเดียว’ มีความหมายอะไร

The Active ชวนหาคำตอบว่า ทำไม สส.พรรคส้มที่โหวตให้หัวหน้าพรรคน้ำเงิน จึงถูกเรียกว่า ‘งูเห่า’ และแท้จริงแล้ว ความหมายของ ‘งูเห่า’ ทางการเมืองคืออะไร มีที่มาจากไหน งูเห่าที่เลื้อยกันยกรัง แตกต่างจากงูเห่าตัวเดียว และงูเห่าสายพันธุ์อื่น ๆ อย่างไร

งูเห่า(ทางการเมือง)มาจากไหน ?

ที่มาของคำว่า ‘งูเห่า’ ในบริบททางการเมืองเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2540 เมื่อ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง และมีความพยายามจัดตั้งรัฐบาลหลังจากนั้น โดยแบ่งเป็น 2 ขั้ว คือ แกนนำรัฐบาลเดิม ที่เสนอ พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ และพรรคประชาธิปัตย์ของ ชวน หลีกภัย

ขณะนั้น พรรคประชากรไทย ซึ่งมี สมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรค มีมติไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่ปรากฏว่ามี สส. 12 คน ในพรรคประชากรไทย นำโดย วัฒนา อัศวเหม แกนนำกลุ่มปากน้ำ โหวตสวนมติพรรค สนับสนุน ชวน หลีกภัย จนได้เสียงข้างมาก และเป็นนายกฯ ได้สำเร็จ

เหตุการณ์นี้ทำให้ สมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคประชากรไทย เปรียบเทียบกลุ่ม สส. ที่สวนมติพรรคว่าเลี้ยงไม่เชื่อง ทรยศหักหลัง เหมือนงูเห่าในนิทานอีสปเรื่อง ‘ชาวนากับงูเห่า’ โดยกล่าวว่า

“ผมเหมือนชาวนาที่ไปเจองูเห่ากำลังจะตายเพราะความหนาว จึงอุ้มมาใส่ไว้ในอกเพื่อให้ความอบอุ่น แต่พอเริ่มมีแรง งูเห่านั้นก็กัดชาวนาจนตาย”

สมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคประชากรไทย

หากมองว่าการสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง น่าจะเรียกว่า ‘งูเห่า’ ยังมีเหตุการณ์ในปี 2551 ที่กลุ่มเพื่อนเนวิน 23 คน นำโดย เนวิน ชิดชอบ สละเรือ โดยสนับสนุน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ หลังพรรคพลังประชาชนถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบ และยังเป็นที่มาของประโยค“มันจบแล้วครับนาย” ในบทสนทนาทางไกลระหว่างเนวินและ ทักษิณ ชินวัตร

หรือจะเป็นกรณีอื้อฉาวจากคำเปรียบเปรย “คนเลี้ยงลิง” และการ “แจกกล้วย” ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อปี 2565 ที่เป็นการกว้านซื้อเสียง สส. โดยคนกลุ่มหนึ่ง เพื่อให้สนับสนุนรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ ก็น่าจะเรียกว่างูเห่าได้เช่นกัน

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เมื่อมี สส. ย้ายข้าง ข้ามขั้ว ไปสนับสนุนฝ่ายตรงข้าม หรือสวนมติพรรคด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มหรือเพียงคนเดียว ก็จะถูกเรียกแบบเหมารวมว่า ‘งูเห่า’ ซึ่งแน่นอนว่า ความหมายเป็นไปในทางลบทั้งหมด

ศ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชวนเปิดประเด็นว่า‘งูเห่า’ ไม่ได้มีความหมายเดียว และการไม่เห็นด้วยกับพรรคต้นสังกัดก็ไม่ใช่เรื่องผิดเสมอไป หากเป็นไปด้วยอุดมการณ์และจุดยืนทางการเมือง ที่ไม่ตรงกัน

“ถ้าให้มองในบริบทของสังคมไทย พอเราใช้คำว่างูเห่าปุ๊บ จะรู้สึกว่าคำนี้เป็นคำที่เป็นด้านลบ เพราะว่าคนก็จะเชื่อมโยงคำนี้กับการดีลลับหลัง ใต้โต๊ะ หรือการตัดสินใจเลือกบนผลประโยชน์ของตัวเอง การได้รับรางวัลหรือแรงจูงใจที่เป็นเงินทองหรือตำแหน่ง แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดอุดมการณ์ที่เชื่อมโยงระหว่างพรรคกับตัว สส. ท่านนั้น

“แต่ว่า ถ้าเราตั้งคำถามว่า สส. บางคน เขารู้สึกว่าเขาไปกับพรรคไม่ได้แล้ว จุดยืน ความคิด ความปรารถนา แรงบันดาลใจไม่ตรงกัน เขาจำเป็นจะต้องอยู่กับพรรคไปตลอดไหม มันก็เป็นคำถามที่น่าสนใจ”

ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แล้วงูเห่า(ทางการเมือง)ยุคใหม่มีไว้ทำไม ?

หากย้อนกลับไปในอดีต เมื่อมีการพูดถึงงูเห่าโดยยึดตามความหมายของ สมัคร คือกลุ่ม สส. ที่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม หักหลังพรรคตัวเองไปสนับสนุนฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้เกิดการพลิกขั้วทางการเมือง ให้ผ่านหรือไม่ผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือให้มีเสียงเพียงพอที่จะดันกฎหมายบางฉบับให้ผ่านสภา

สำหรับในกรณี สุริยา วงศ์อารีย์ สส. อุดรธานี จากพรรคประชาชน ที่โหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ จนถูกเรียกว่า‘งูเห่าส้ม’ มีความแตกต่างจากงูเห่าสมัยก่อน เพราะทุกวันนี้รัฐบาลภูมิใจไทยไม่ใช่รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ การย้ายมาเพียงเสียงเดียวของสุริยา ก็ไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับการเปลี่ยนขั้วอำนาจเหมือนงูเห่าในความหมายเดิม

ผมว่ายุคก่อนไม่ค่อยได้ยินนะ ผมก็อยู่ในการเมืองมา 20-30 ปี ไม่ค่อยได้ยินที่คนมันแหกโผกันถึงขนาดนี้ ผมคิดว่าในยุคนี้แหละครับ ยุคนี้มันเกิดขึ้นเยอะมาก”

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์

ก่อนเลือกตั้ง นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กว่า พ่อค้างูเห่าเริ่มฝากไข่ หากชนะเลือกตั้ง จะมีค่ายกมือ 20 ล้านบาท ซึ่งเขาบอกว่า การฝากไข่ก่อนเลือกตั้ง หรือเริ่มซื้อตัวกันเนิ่น ๆ ก่อนเลือกตั้งนั้น จึงเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

“เดี๋ยวนี้มีแมวมองเหมือนว่า คนนี้น่าจะได้เป็นผู้แทนราษฎร ถ้าคุณได้เป็นผู้แทนราษฎร และพรรคคุณไปเป็นฝ่ายค้าน คุณมาโหวตให้หัวหน้าพรรคผมเป็นนายกฯ ก็คิดราคากันเบ็ดเสร็จเลย 20-30 ล้าน จ่ายมัดจำครึ่งหนึ่งยังได้เลย”

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์

จากคำอธิบายนี้ ก็ค่อนข้างชัดเจนว่า ‘งูเห่า’ สมัยใหม่ ไม่ได้มีความหมายเดียวกับเมื่อก่อน อย่างน้อยก็ในเรื่องของจำนวน สำหรับ ศ.สิริพรรณ ให้ทัศนะว่า แม้หนึ่งเสียงนี้ไม่ส่งผลอะไรต่อรัฐบาล แต่เพราะฝ่ายค้านขณะนี้คือพรรคประชาชน การมีคนโหวตสวนมติพรรคแค่คนเดียว ก็กลายเป็นการเปิดแผลพรรคประชาชนอีกครั้ง ว่าไม่สามารถคุมเสียง สส. ของตัวเองได้

“คิดว่า สส. ท่านนี้ของพรรคประชาชน น่าจะเคยคุยกับแกนนำของพรรคภูมิใจไทยมาอยู่แล้ว เพราะว่าเป็นพื้นที่ของภูมิใจไทย แล้วเข้าใจด้วยว่าชัยชนะของ สส. ท่านนี้ก็ไม่ได้มาเป็นตัวเต็งตั้งแต่แรก ดังนั้น ก็อาจจะเป็นลักษณะที่ว่าฝากเลี้ยงไว้ก่อน อาจจะมีคำนี้ แล้วการโหวต ก็คือเป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคประชาชนไม่สามารถคุมเสียงของ สส. หรือสมาชิกของพรรคได้”

ศ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การไม่เห็นด้วยกับพรรค ต้องถูกเรียกว่าเป็น ‘งูเห่า’ ที่ทรยศหักหลังเสมอไปหรือเปล่า ?

จากประโยคเปรียบเทียบของสมัครว่า การสวนมติพรรคเป็นงูเห่า ทรยศหักหลังทั้งประชาชนและพรรค แต่ก็มีบางกรณี ที่ สส. ท่านนั้นอธิบายได้ว่า เขาสวนมติพรรค เพราะไม่ต้องการทรยศต่อคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน

ยกตัวอย่างชัด ๆ คือการโหวตนายกฯ เมื่อปี 2562 โดย ศิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ สส. ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย โหวตสวนมติพรรค ด้วยการ ‘งดออกเสียง’ ในวันโหวตนายกฯ ทั้งที่ภูมิใจไทยมีมติสนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ศิริพงษ์ ให้เหตุผลว่า เป็นการรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนว่าจะเลือก อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ คนเดียวเท่านั้น และเขายังยืนยันว่า ไม่ใช่งูเห่า ไม่จำเป็นต้องรับเงินใคร ซึ่งหลังจากนั้นพรรคก็ไม่ได้มีบทลงโทษรุนแรง และศิริพงษ์ก็ยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงคนสำคัญของภูมิใจไทยอยู่ถึงทุกวันนี้

“ที่สำคัญที่สุดก็คือว่า ถ้าเขาโหวตสวนมติพรรค มันควรจะต้องมีการออกมาชี้แจงให้ประชาชนและฐานเสียงของเขาโดยเฉพาะอย่างยิ่งนะคะ แล้วก็พรรคการเมืองทราบว่าเขาโหวตแบบนี้เพราะเหตุใด”

ศ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เพราะตามรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2560 มาตรา 114 เขียนเอาไว้ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ภายใต้อาณัติการครอบงำใด ๆ แสดงว่าก็ต้องไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของพรรคด้วย ดังนั้น สส. จึงควรจะต้องยึดสถานะความเป็นตัวแทนของประชาชนเป็นอันดับหนึ่ง

ส่วนตัวมองว่าการโหวตสวนมติพรรคทำได้ แต่ต้องมีความชัดเจนและต้องชี้แจง ถ้าเกิดคุณไม่ชี้แจง คุณไม่ชัดเจน หรือในโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีสำคัญ ๆ อย่างเช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถ้าโหวตสวนมติพรรค อันนี้มันก็จะถูกตั้งคำถามว่า มันมีการรับสินบาทคาดสินบนกันหรือไม่ คือต้องดูเป็นกรณี”

ศ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แต่หากหาคำอธิบายไม่ได้ ก็ปฏิเสธไม่ได้ที่ประชาชนจะตั้งคำถามและตั้งข้อสันนิษฐานเอาไว้ก่อนว่า การไปสนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่ตนเองสังกัด ต้องมีผลประโยชน์อะไรสักอย่างตอบแทน ซึ่งผลประโยชน์ขั้นต่ำก็คือ เงิน การการันตีว่าจะได้เป็น สส. สมัยหน้า หรือไม่ก็ได้เข้าไปเป็นฝ่ายรัฐบาล

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ยิ่งตอกย้ำว่า ‘งูเห่า’ ไม่ได้มีความหมายเดียว จะเป็นลบก็ได้ หรือมีคำอธิบายที่ฟังขึ้นก็ได้ จึงจำเป็นต้องตั้งคำถามเชิงหลักการว่า จริง ๆ แล้ว เราควรต้องเว้นพื้นที่ไว้ให้ สส. แสดงความเห็นที่แตกต่างกับพรรคด้วยหรือไม่

ศ.สิริพรรณ ยกตัวอย่างในประเทศแคนาดา ที่ล่าสุด นายกฯ มาร์ค คาร์นีย์ จากพรรคเสรีนิยม (Liberal) ได้จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่ตัวคาร์นีย์เองได้รับความนิยมสูงมากในระดับโลก โดยเฉพาะสุนทรพจน์ต่อต้านความพยายามครอบครองกรีนแลนด์ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่า “ยุคสมัยที่โลกต้องพึ่งพาการนำของสหรัฐฯ นั้นสิ้นสุดลงแล้ว” ทำให้ สส. ฝั่งอนุรักษนิยมส่วนหนึ่งย้ายมาสนับสนุนเสรีนิยม ซึ่งก็น่าตั้งคำถามว่า การย้ายโหวตสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามแบบมีเหตุผลรองรับควรถูกเรียกว่างูเห่าเหมือนกันไหม

“มี สส. ฝั่งคอนเซอร์เวทีฟ พรรคคอนเซอร์เวทีฟ 5 คน ย้ายออกมาสนับสนุนพรรคลิเบอรัล อันนี้เป็นประเด็นใหญ่ในแคนาดามาก ในแคนาดาหรือในต่างประเทศ เขาเรียกแบบนี้ว่าเป็น Floor Crossing, Crossing the Floor คือข้ามพรรคมาโหวตให้ ก็คือเป็นคำปกติ เขาไม่ได้ใช้คำรุนแรงเหมือนงูเห่า”

ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ชะตากรรมของงูเห่า(ทางการเมือง)

หากถามถึงชะตากรรมของ สส. ที่มีพฤติกรรมของ ‘งูเห่า’ ก็จะเห็นว่ามีชะตากรรมแตกต่างกันไป โดย ‘งูเห่าพรรคส้ม’ ทั้งสมัยพรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล และประชาชน เมื่อเกิดการทรยศหักหลังพรรค สส. กลุ่มนี้ก็แทบจะหมดอนาคตทางการเมือง

“กรณีพรรคประชาชน แน่นอนว่าเป็นพรรคที่ต่างจากพรรคอื่นในอย่างน้อยก็ 2 กรณี คือจุดยืนทางการเมืองชัดเจน ดังนั้นเขาก็หวังว่าเวลาที่เลือกผู้สมัคร ผู้สมัครจะต้องสอดคล้องกับนโยบายของพรรคหรือจุดยืนของพรรค พอมีการโหวตสวนมติพรรค ก็เลยถูกกล่าวหาค่อนข้างรุนแรง

“ดังนั้น การที่คุณตัดสินใจเป็นงูเห่า โหวตสวนมติพรรค คุณต้องรู้ชะตากรรมอยู่แล้วว่าโอกาสที่คุณจะได้เลือกกลับเข้ามาครั้งหน้านี่ยากมาก เพราะประชาชนแทบจะไม่ได้เลือกคุณ ต้องยอมรับเลยว่าประชาชนจำนวนมากไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเลือกผู้สมัครชื่ออะไร ใครเป็น สส. แต่เลือกเพราะสังกัดพรรค”

ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในบางพื้นที่ พรรคส้มเป็นตัวอย่างหนึ่งของการ ‘ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ชนะ’ เพราะพรรคชูอุดมการณ์มากกว่าตัวผู้สมัคร จึงเป็นไปได้ว่า สส. คนนั้นชนะเลือกตั้งเพราะพรรค ไม่ใช่เพราะความนิยมหรือผลงานของตัวเอง ดังนั้น เมื่อกระทำผิดจากอุดมการณ์ของพรรค บทลงโทษจากประชาชนก็คือ สส. เหล่านี้จะสอบตกในการเลือกตั้งครั้งถัดไป

แต่ก็ใช่ว่าชะตากรรมของคนที่ถูกเรียกเป็นงูเห่าจะสอบตกทั้งหมด เพราะงูเห่าจากพรรคอื่น ๆ ที่ไม่ใช่พรรคส้ม เมื่อย้ายพรรคแล้วก็ยังมีอนาคต ได้รับเลือกตั้งเข้ามาใหม่ เหตุผลส่วนหนึ่งก็คือ ประชาชนยังผูกพันกับ สส. ในระดับตัวบุคคลมากกว่าพรรคต้นสังกัด

ตัวอย่างเช่น เมื่อปี 2566 สส. ประชาธิปัตย์ 16 คน ที่โหวตสวนมติพรรค สนับสนุน เศรษฐา ทวีสิน จากเพื่อไทยเป็นนายกฯ โดย เดชอิศม์ ขาวทอง รองหัวหน้าพรรค ซึ่งในขณะนั้น แถลงว่า ไม่ได้หมายถึงการร่วมรัฐบาล แต่เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ อีกทั้งยังเป็นการแสดงสัญลักษณ์ว่า เป็นประชาธิปัตย์ยุคใหม่ที่ไม่ติดเรื่องสีเสื้อ ซึ่งตอนนั้น นิพิฏฐ์ ในฐานะคนประชาธิปัตย์ วิจารณ์ว่า เป็นการจบชีวิตทางการเมือง

แต่ในความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะส่วนใหญ่ยังรักษาพื้นที่ของตัวเองไว้ได้

“ผมอาจจะต้องถอนคำพูดก็ได้นะ มันอาจจะเป็นอุดมคติมากเกินไปว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แต่ปรากฏว่ามันไม่ได้ตายจริง บางคนกลับเติบโตขึ้นไปอีก มันมีปักษ์ใต้ตั้งหลายคนสวนมติพรรค ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าทำอย่างนี้เพราะสมัยหน้าคุณไปอยู่พรรคอื่น สุดท้ายเขาก็ไปจริง ๆ เราก็บอกว่า คุณขายอุดมการณ์ อะไรพวกนี้ แต่สุดท้ายมันไม่ใช่ สวนทางกับคนที่ยังอยู่ที่เดิม ไม่ไปไหน รักษาหลักการ รักษาจุดยืนของพรรค ซึ่งพวกนี้มันตายหมดเลย”

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์

จากคำกล่าวของ นิพิฏฐ์ อาจพูดได้ว่า ในหลาย ๆ กรณี เมื่อ สส. งูเห่าถูกขับออกจากพรรคเดิม ก็ต้องคาดหวังอนาคตที่ดีขึ้นกับพรรคใหม่ อาจจะมั่นใจว่าจะไม่จบชีวิตทางการเมือง ยังได้รับการเลือกตั้ง และได้อยู่ฝ่ายรัฐบาล ซึ่งในบางพื้นที่เป็นอย่างนั้นจริง ๆ

พรรคจำเป็นต้องใหญ่ถึงขนาดคุมเสียง สส. ได้ทั้งหมดจริงหรือ ?

รัฐธรรมนูญไทยตั้งแต่ปี 2521 จนถึง 2559 ระบุว่า พรรคสามารถขับ สส. ที่โหวตสวนมติพรรคออกจากพรรคได้ ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับเหล่านี้ การถูกขับออกจากพรรคจะเท่ากับพ้นภาพ สส. ทันที ไม่ต้องไปหาพรรคสังกัดใหม่

แต่รัฐธรรมนูญ 2560 กลับเปิดช่องให้เกิดงูเห่าได้ง่ายขึ้น เพราะให้ความคุ้มครอง สส. ให้มีเวลาย้ายพรรคได้ และสมาชิกภาพของ สส. ก็ยังอยู่ จึงทำให้ สส. กล้าที่จะสวนมติพรรค เพราะหากถูกพรรคขับออก ก็ยังสามารถย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ได้

ดังนั้น จึงเกิดปรากฏการณ์ที่ สส. งูเห่าแสดงออกอย่างชัดเจนว่าอยากให้พรรคขับออก แต่บางครั้งพรรคก็ไม่ยอมขับ จนกลายเป็นการดองงูเห่า หรือเรียกว่า ‘งูเห่าฝากเลี้ยง’ เพราะยังสังกัดพรรคเดิม แต่โหวตสวนมติและสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามต่อไปเรื่อย ๆ บางครั้งก็ถึงขั้นย้ายที่นั่งในสภาไปรวมกับพรรคใหม่อย่างไม่เป็นทางการเลยก็มี

นิพิฏฐ์ อธิบายให้เห็นภาพว่า การเกิดขึ้นของ สส.งูเห่าในลักษณะตัวอยู่ที่เดิม แต่ใจไปอยู่ที่อื่น เป็นพัฒนาการถอยหลังของประชาธิปไตย ที่รัฐธรรมนูญพยายามป้องกันแล้ว แต่ก็ไม่สำเร็จ

ทั้งนี้ หากจะแก้ปัญหาพรรคใหญ่กว่าคน หรือ สส. ควรมีสิทธิในเสียงของตัวเอง ซึ่งวิธีหนึ่งคือเปิดช่องให้ สส. ไม่ต้องสังกัดพรรค โดยเป็น สส. อิสระได้เหมือนก่อนรัฐธรรมนูญปี 2517 เพราะแม้แต่รัฐธรรมนูญ 2540 ที่ได้ชื่อว่าประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด ก็ยังมีดีเบตว่า พรรคมีอำนาจมากเกินไป จนทำให้ สส. กลายเป็นเพียงหุ่นยนต์ที่ทำตามคำสั่ง หรือไม่

“ถ้าเราอยากเห็น สส. ที่สามารถมีเจตจำนงขัดแย้งกับพรรคได้ แต่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ก็อาจจะต้องยอมให้มี สส. อิสระ ถ้าเกิดพรรคขับออก เค้าก็อาจจะไม่จำเป็นต้องไปหาพรรคใหม่สังกัด 30 วัน เค้าก็เป็น สส. อิสระ แล้วก็ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนในพื้นที่จริง แต่จุดอ่อนของการมี สส. อิสระก็มีเยอะ ก็พูดง่าย ๆ ว่าเราก็มีคำว่าขายตัวได้ง่าย

“แต่อย่างน้อยมันเป็นตัวเหมือนกับผ่อนเชือก ให้โอกาสว่า ถ้า สส. กับพรรคทำงานร่วมกันไม่ได้ มันอาจจะเป็นเรื่องของจุดยืนทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ที่จะรับเงินอย่างเดียว ก็เปิดโอกาสให้มีคนกลุ่มนี้อยู่ได้”

ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

‘งูเห่า’ คือภาพสะท้อนของประชาธิปไตยที่ถดถอย

เมื่อ สส. เป็นตัวแทนของประชาชน การเกิดขึ้นของ ‘งูเห่า’ ที่ทำเพื่อเงินหรือผลประโยชน์ส่วนตัวนี้ นิพิฏฐ์ ให้ทัศนะว่างูเห่า คือ การทำลายระบบตัวแทนในสภา และสิ่งนั้นสัมพันธ์กับการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยบิดเบี้ยว เพราะเป็นการละเมิดเจตจำนงของประชาชนที่เลือก สส คนนั้นเข้ามา ตั้งแต่ต้น

“ผมพูดเสมอว่ากระดุมเม็ดแรกของระบอบประชาธิปไตย คือต้องไม่ซื้อเสียง เพราะถ้าคุณซื้อเสียง คุณติดกระดุมเม็ดแรกผิด พอคุณติดกระดุมเม็ดแรกผิดคุณไม่ต้องถามว่ากระดุมเม็ดที่สอง เม็ดที่สามคุณจะติดถูกหรือเปล่า

“กระดุมเม็ดแรกของการเลือกตั้งคือต้องเป็นการเลือกตั้งโดยอิสระ ตามความสมัครใจ ยินยอม ผมใช้คำว่ายินยอมพร้อมใจของประชาชนโดยไม่มีอามิส ไม่มีเรื่องเงินเข้ามา ที่ใช้เงินมันบ้านใหญ่ทั้งนั้น ทีนี้ไอ้บ้านใหญ่พอเป็นผู้แทนราษฎรมันก็สร้างอาณาจักรไป แล้วลูกชาวบ้านเป็นได้ไหม”

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์

ในการเลือกตั้ง 2569 เว็บไซต์ Rocket Media Lab ทำรายงานผลการเลือกตั้ง สส. แบ่งเขต ของบ้านใหญ่ จากทั้งหมด 190 ตระกูลบ้านใหญ่ที่ลงสมัคร โดยพรรคที่รวมบ้านใหญ่มากที่สุด คือ ภูมิใจไทย ซึ่งหลายตระกูลบ้านใหญ่มาจากการย้ายพรรค และภาพรวมของระบบบ้านใหญ่ในภาคกลางประสบความสำเร็จเกิน 90% แม้ว่าจะไม่ใช่พื้นที่เดิมของภูมิใจไทยก็ตาม

เช่น

  • ตระกูลสะสมทรัพย์ บ้านใหญ่นครปฐม ย้ายจากชาติไทยพัฒนาไปภูมิใจไทย
  • ตระกูลปิตุเตชะ บ้านใหญ่ระยอง จากประชาธิปัตย์ ไปภูมิใจไทยเช่นกัน

การย้ายพรรคแบบไปทั้งตระกูลของบ้านใหญ่เหล่านี้ เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ทำให้ภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ในทัศนะ ศ.สิริพรรณ เงินอาจไม่ใช้ปัจจัยเดียว ที่ทำให้ชนะเลือกตั้ง

“เงินทุ่มมาอย่างเดียว ถ้าไม่นับการเลือกตั้งครั้งหลัง มันไม่ชนะ อย่างครั้งหลังเอง มันเป็นเรื่องของเงินกับกลไกอำนาจรัฐที่มันทำงานเหมือนกับจักรกลการเมืองที่มันเข้มข้นกว่าในอดีต แต่ว่าถ้าเกิดคุณไม่ดูแลพื้นที่ไม่ทำงานพื้นที่ คุณใช้เงินก็มีโอกาสยากนะที่จะชนะ ทีนี้คำถามก็คือว่า ประชาชนเลือกตัวแทนเข้าไปในสังคมไทย แน่นอน ประชาชนมองว่า สส. ดูแลเค้าอย่างไร มากกว่าดูว่า สส. โหวตหรือทำงานนิติบัญญัติอย่างไร”

ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้แทนของเรา ทำอะไรแทนเราบ้าง ?

ในสังคมไทย อาจเข้าใจกันเองว่า สส. มีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนในพื้นที่ แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่าแท้จริงแล้วอีกหนึ่งหน้าที่ที่สำคัญ คือการทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ที่เราเองอาจไม่เคยทราบเลยว่า สส. คนใด ทำอะไรบ้างในสภาฯ นี้ และคนที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลเหล่านี้ ก็มีแต่องค์กรเอกชนด้านการเมืองไม่กี่แห่ง

ตัวอย่างจากการเก็บข้อมูลของ WeVis เช่น Law Watch ที่จะเก็บข้อมูลกฎหมายต่าง ๆ ที่เสนอในสภา พร้อมรายละเอียดว่าใครเป็นผู้เสนอ อยู่ในขั้นตอนไหน และยังสามารถดูกฎหมายที่ผ่านการลงมติแล้วว่า สส. จากพรรคไหนโหวตเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ

ข้อมูลทั้งหมดที่นำเสนอเป็นกราฟิกและมีรูปแบบของ Interactive ที่เข้าใจง่าย จะทำให้ประชาชนเข้าใจว่า สส. ที่เขาเลือกไปทำงานอะไรในสภา เหมือนที่หาเสียงไว้หรือไม่

“ผมว่าเวลาเปลี่ยนจริง ๆ มันต้องเปลี่ยนที่ประชาชน อันนี้ก็เห็นต่างอีก เวลาผมไปพูดอย่างนี้ ชาวบ้านบอกว่า มันต้องเปลี่ยนนักการเมือง มันต้องสร้างนักการเมืองที่ดี ต้องสร้างนักการเมืองที่มีอุดมการณ์ แต่นักการเมืองก็มาจากมือของคุณนี่แหละ คุณนั่นแหละเป็นคนสร้างนักการเมืองขึ้นมา”

“เพราะฉะนั้นใจความจริง ๆ ผมว่าทำยากมาก ประชาชนต้องเปลี่ยนวิธีคิดของประชาชน ถึงจะเปลี่ยนประเทศได้ อย่าให้นักการเมืองไปเปลี่ยนประเทศเลย มันไม่มีทางหรอก ไม่มีทางจริง ๆ”

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์

ถ้าไม่เรียก ‘งูเห่า’ เราควรเรียกว่าอะไร ?

ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา คำว่า ‘งูเห่า’ มีความหมายเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก และสิ่งที่เกิดขึ้นหลาย ๆ ครั้ง ก็ไม่ได้เหมือนกับความหมายของสมัครในปี 2540 ที่เน้นเรื่องการทรยศ หักหลัง เลี้ยงไม่เชื่อง

เพราะในทางปฏิบัติแล้ว การไม่เห็นด้วยกับแนวทางของพรรค ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นคนทรยศเสมอไป แต่ในการสื่อสาร เราก็มักเรียกพฤติกรรมเหล่านี้แบบเหมารวมว่า ‘งูเห่า’ และใช้ในความหมายลบทั้งหมด

“ความแตกต่างของงูเห่าในยุคเริ่มต้น คือย้ายกันมาทั้งรัง อย่างเช่นกรณีกลุ่มปากน้ำของ คุณวัฒนา อัศวเหม ย้ายออกจากประชากรไทย หรือกลุ่มคุณเนวินที่มาตั้งพรรคภูมิใจไทย ย้ายออกจากพรรคพลังประชาชน อันนี้เป็นการย้ายออกมาทั้งรัง ตั้งพรรคใหม่ ซึ่งมันกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลจนทำให้ต้องจัดตั้งรัฐบาลพรรคอื่น เพราะอยู่ไม่ได้

“แต่ในปัจจุบัน เราจะเห็นการย้ายออกมาเป็นคน ๆ คือ งูเห่าค่อย ๆ เลื้อยออกมาทีละคน อันนี้ผลกระทบทางการเมืองก็จะต่างกัน

“งูเห่าที่ย้ายมาทั้งรัง ที่ทำให้ระบบพรรคการเมืองมันอ่อนแอ กับกรณีโหวตสวนเป็นเรื่อง ๆ แต่เรามักจะใช้คำว่างูเห่าทั้งสองกรณี ซึ่งบางทีสังคมอาจจะต้องมาคิดคำอื่นอธิบายปรากฏการณ์นี้”

ศ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ท้ายที่สุดแล้ว คำว่า‘งูเห่า’ อาจไม่ได้มีความหมายตายตัวเหมือนในอดีตอีกต่อไป จากเดิมที่ใช้เรียกการย้ายขั้วทางการเมืองเพื่อโค่นอำนาจรัฐบาล กลายเป็นว่าใครที่ ‘คิดต่าง’ จากพรรค ก็จะถูกตีตราว่าเป็น ‘งูเห่า’ ที่หวังผลประโยชน์ไปเสียหมด ทั้งที่บริบท น้ำหนัก และเหตุผลเบื้องหลังการตัดสิน ใจนั้นอาจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

แต่เมื่อบริบทการเมืองเปลี่ยนไป เราก็อาจจะต้องตั้งคำถามกันใหม่เหมือนกัน ว่าการโหวตสวนมติพรรค หรือปรากฏการณ์ที่เราเรียกว่า ‘งูเห่า’ นั้น จำเป็นจะต้องมีความหมายในแง่ลบ เสมอไปหรือไม่

เพราะในความเป็นจริง การที่ สส. สักคนจะตัดสินใจสนับสนุนฝ่ายตรงข้าม อาจมีเหตุผลที่อธิบายได้ เช่น การทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนในพื้นที่ การรักษาหลักการ หรือแม้แต่การเห็นว่ากฎหมายหรือจุดยืนในบางเรื่องของฝ่ายตรงข้ามนั้นเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่าการทำตามคำสั่งพรรคแบบหลับหูหลับตา

เพราะหาก สส. สามารถชี้แจงเหตุผลต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของเสียงได้อย่างโปร่งใสและสง่างาม การกระทำนั้นก็ไม่น่าเข้าข่ายการเป็น ‘งูเห่า’

เพราะสุดท้ายแล้วการตัดสินใจของนักการเมืองก็ควรจะยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง

ดูรายการ Cross Talk : คิดต่างคุยกัน ตอน “งูเห่าพันธุ์ใหม่” สวนมติ ย้ายพรรค ขัดแย้งอุดมการณ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

“ไม่มีเงินก็ผ่าไม่ได้ ?” สธ.-สปสช.แจงปมผู้ป่วยบัตรทองถูก รพ.รัฐ เรียกมัดจำผ่าตัด 3 หมื่น

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ภาพปลอม: พบคลิปมวลชนเดินขบวนไว้อาลัย “คาเมเนอี” สร้างจาก AI เลียนแบบเหตุการณ์จริง

5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...