เมื่อสเปนกลับมาเป็นสเปน ฟุตบอลโลกของพวกเขาก็เพิ่งเริ่มต้นขึ้น
ลามีน ยามาล เคยพูดก่อนเกมว่า รอบแบ่งกลุ่มคือสิ่งที่ทีมต้องผ่านไปให้ได้ แต่ฟุตบอลโลกที่แท้จริงเริ่มต้นจากรอบน็อกเอาต์ และในค่ำคืนที่ลอสแอนเจลิส ประโยคนั้นดูเหมือนจะถูกเขียนขึ้นมาเพื่ออธิบายสเปนโดยเฉพาะ
เพราะชัยชนะ 3-0 เหนือออสเตรียในรอบ 32 ทีมสุดท้าย ไม่ได้เป็นเพียงผลการแข่งขันที่พาพวกเขาผ่านเข้าสู่รอบต่อไป แต่เป็นเกมแรกของทัวร์นาเมนต์ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่า “สเปนตัวจริง” ได้เดินทางมาถึงฟุตบอลโลกครั้งนี้แล้ว
ก่อนหน้านี้ สเปนเข้ารอบมาในฐานะแชมป์กลุ่ม H ด้วยผลงานที่ดูดีในเชิงผลลัพธ์จากตารางคะแนน เพราะเก็บไปได้ถึง 7 คะแนนจาก 3 นัด คว้าแชมป์กลุ่มไปครอง
แต่หากมองในแง่ฟอร์มการเล่น พวกเขายังไม่ได้ทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความน่าเกรงขามแบบทีมเต็งแชมป์อย่างแท้จริง นอกจากช่วง 24 นาทีแรกในเกมกับซาอุดีอาระเบียที่ยิงได้ 3 ประตู
ขณะที่เกมอื่นๆ ยังมีจังหวะที่ดูแบน ขาดความเฉียบขาด และยังไม่สามารถเปลี่ยนการครองบอลให้กลายเป็นความอันตรายได้มากพอ คำถามที่ตามมาคือ สเปนชุดแชมป์ยูโร 2024 จะสามารถแบกความคาดหวังในฟุตบอลโลกได้จริงหรือไม่
เกมกับออสเตรีย พวกเขาให้คำตอบนั้นอย่างชัดเจน ว่านี่คือสเปนที่เล่นด้วยจังหวะเร็วกว่าเดิม เข้มข้นกว่าเดิม และมีความมั่นใจมากกว่าเดิม
พวกเขาไม่ได้ครองบอลเพียงเพื่อครองบอล แต่ครองบอลเพื่อกดคู่แข่งให้ถอยต่ำ บังคับให้คู่แข่งเสียพลังงานในการวิ่งไล่ และเมื่อเสียบอลก็พร้อมจะรุมแย่งกลับทันทีราวกับไม่ยอมให้เกมหลุดออกจากมือ
การเล่นแบบนี้คือแก่นแท้ของฟุตบอลสเปนในยุคใหม่ ไม่ใช่แค่การต่อบอลสั้นสวยงามเหมือนอดีต แต่เป็นการผสมระหว่างเทคนิค ความเร็ว และการเพรสซิงหลังเสียบอลที่ทำให้คู่แข่งหายใจไม่ออก
มิเกล โอยาร์ซาบัล อาจไม่ใช่ชื่อที่โดดเด่นที่สุดในบรรดาแนวรุกของฟุตบอลโลกครั้งนี้ แต่เขาคือคนที่ทำให้เกมของสเปนมีปลายทางที่ชัดเจน
ประตูแรกของเขามาจากการเปิดบอลของ มาร์ก กูกูเรยา ก่อนเจ้าตัวจะจบสกอร์แบบเรียบง่าย เฉียบขาด และไม่ต้องแต่งจังหวะมากเกินไป
ส่วนประตูที่สามก็มาจากกูกูเรยาอีกครั้ง ซึ่งเป็นภาพที่ชวนให้นึกถึงประตูชัยของโอยาร์ซาบัลในยูโร 2024 นัดชิงชนะเลิศกับอังกฤษ
เขายิงไปแล้ว 4 ประตูในฟุตบอลโลกครั้งนี้ และเมื่อรวมผลงานทีมชาติช่วงหลัง เขาทำได้ถึง 17 ประตูจาก 17 นัดหลังสุด นี่คือสถิติของนักเตะที่อาจไม่ได้มีแสงสปอตไลต์มากที่สุด แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงสร้างเกมรุกของสเปน
แน่นอนว่า แสงส่วนมากยังคงตกอยู่ที่ลามีน ยามาล และแม้เกมนี้เขาจะไม่มีชื่อบนสกอร์บอร์ด ไม่ได้ยิงหรือแอสซิสต์โดยตรง แต่ทุกครั้งที่เขาได้บอล เกมของออสเตรียเหมือนต้องเปลี่ยนรูปแบบทันที
ราล์ฟ รังนิก เลือกขยับ คอนราด ไลเมอร์ มาเล่นแบ็กซ้ายเพื่อรับมือกับเขาโดยเฉพาะ เพราะต้องการให้ผู้เล่นที่มีวินัยและแข็งแกร่งที่สุดคนหนึ่งช่วยหยุดการตัดเข้าในของปีกวัย 18 ปี
แต่ตลอดทั้งเกม ยามาลยังคงสร้างความปั่นป่วนได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการลอดขา การจ่ายบอลแบบไม่มอง และการพาบอลติดเท้าเข้าใส่แนวรับจนคู่แข่งต้องถอยและเสียสมาธิ
ความพิเศษของยามาลไม่ได้อยู่แค่ความสามารถเฉพาะตัว แต่อยู่ที่ผลกระทบที่เขามีต่อทั้งสนาม เมื่อเขายืนกว้างทางขวา ออสเตรียต้องดึงผู้เล่นไปช่วยประกบมากขึ้น พื้นที่ในแดนกลางจึงเปิดให้ เปดรี, ดานี โอลโม หรือ อเล็กซ์ บาเอนา ได้ขยับรับบอลมากขึ้น
และเมื่อคู่แข่งเริ่มกังวลกับฝั่งขวา สเปนก็สามารถสลับโจมตีไปทางซ้ายผ่านกูกูเรยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือสิ่งที่ทำให้สเปนชุดนี้แตกต่างจากทีมที่ครองบอลแต่ขาดมิติในอดีต พวกเขามีทั้งการคุมจังหวะจากแดนกลาง และมีปีกที่สามารถเปลี่ยนเกมด้วยการดวลหนึ่งต่อหนึ่ง
อีกด้านหนึ่งที่ไม่ควรถูกมองข้ามคือเกมรับ สเปนเก็บคลีนชีตเป็นนัดที่ 4 ติดต่อกันในฟุตบอลโลกครั้งนี้ และ อูไน ซิมอน ทำสถิติไม่เสียประตูในฟุตบอลโลกยาวนานแซงทั้ง อิเกร์ กาซิยาส และสถิติเดิมของ วอลเตอร์ เซงกา ได้สำเร็จ
แต่สิ่งที่ทำให้สเปนดูมั่นคงไม่ใช่เพียงผู้รักษาประตูหรือคู่เซ็นเตอร์แบ็กอย่าง เปา กูบาร์ซี และ อายเมอริก ลาปอร์ต เท่านั้น หากเป็นความเข้าใจของทั้งทีมว่าเกมรับเริ่มต้นตั้งแต่วินาทีที่เสียบอล
แนวรุกของสเปนไล่บีบเร็วมาก กองกลางอ่านจังหวะเก็บบอลสองได้ดี และฟูลแบ็กพร้อมเติมขึ้น-ถอยลงอย่างมีวินัย จนทำให้ทีมอย่างออสเตรีย ได้แต่ถูกบีบจนต้องเสียบอลซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ชัยชนะนัดนี้จึงมีความหมายมากกว่าการผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย เพราะมันช่วยลบภาพจำด้านลบที่ติดตัวสเปนในฟุตบอลโลกมานาน นับตั้งแต่คว้าแชมป์โลกปี 2010 พวกเขาไม่เคยชนะเกมน็อกเอาต์ในฟุตบอลโลกอีกเลย
สเปนตกรอบแบ่งกลุ่มในปี 2014 แพ้จุดโทษต่อรัสเซียในปี 2018 และแพ้โมร็อกโกในปี 2022 สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเงาที่ตามหลอกหลอนทีมชาติสเปนทุกครั้งที่เข้าสู่เกมตัดสิน
แต่เกมกับออสเตรียแสดงให้เห็นว่าทีมของ หลุยส์ เด ลา ฟวนเต ไม่ได้แบกอดีตเหล่านั้นลงสนาม พวกเขาเล่นด้วยความมั่นใจของทีมที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และมีคุณภาพพอจะทำมันให้สำเร็จ
แน่นอน เส้นทางหลังจากนี้จะยากขึ้นทันที เพราะรอบต่อไปสเปนจะพบผู้ชนะระหว่างโปรตุเกสกับโครเอเชีย ซึ่งไม่ว่าจะเป็นทีมใดก็ล้วนเป็นบททดสอบระดับสูงกว่าออสเตรียหลายเท่า
แต่สิ่งที่สเปนแสดงให้เห็นในเกมนี้คือ พวกเขาเริ่มจับจังหวะของตัวเองได้ทันเวลาพอดี
ในทัวร์นาเมนต์แบบฟุตบอลโลก สิ่งสำคัญไม่ใช่การเล่นดีที่สุดตั้งแต่วันแรก แต่คือการค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปในช่วงที่เกมเริ่มมีความหมายมากที่สุด และตอนนี้ สเปนดูเหมือนกำลังทำเช่นนั้น
ในวันที่ฝรั่งเศสกำลังถูกมองว่าเป็นทีมเต็งแชมป์อันดับหนึ่งของฟุตบอลโลก 2026 สเปนคือทีมที่ส่งสัญญาณชัดเจนที่สุดว่า พวกเขาอาจเป็นผู้ท้าชิงที่น่ากลัวที่สุด
ชัยชนะเหนือออสเตรียไม่ได้การันตีว่าพวกเขาจะไปถึงแชมป์โลก แต่มันทำให้โลกได้เห็นอีกครั้งว่า เมื่อสเปนเล่นได้ตามจังหวะของตัวเอง พวกเขายังเป็นทีมที่สามารถทำให้เกมฟุตบอลดูทั้งสวยงามและโหดร้ายต่อคู่แข่งได้ในเวลาเดียวกัน
และบางที ฟุตบอลโลกของสเปนอาจเพิ่งเริ่มต้นจริงๆ ในเกมนี้เอง