โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘พิพัฒน์’ เลื่อน ครม.สัญจร ‘สงขลา’ ออกไป 1 เดือน-มติ ครม.เพิ่ม 9 มูลนิธิ บริจาคผ่าน e-Donation หักภาษี 2 เท่า

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ และร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงผลการประชุม ครม. ณ ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ที่มาภาพ : www.thaigov.go.th/

  • ‘พิพัฒน์’ เลื่อน ครม.สัญจร ‘สงขลา’ ออกไป 1 เดือน
  • มติ ครม.เพิ่ม 9 มูลนิธิ บริจาคผ่าน e-Donation หักภาษี 2 เท่า
  • ไฟเขียว ขสมก.เช่าที่ รฟม.จอดรถเมล์ EV-อัดประจุ
  • ก.พ.แจ้ง ป.ป.ช.ป้องกัน จนท.รัฐลักไฟหลวงชาร์จ ‘EV’ ส่วนตัว
  • ทุ่ม 2,037 ล้าน บรรจุครูท้องถิ่นคุณภาพสูง 16,000 คน
  • โอนอำนาจให้ สนช.ตรวจสอบ-ขึ้นทะเบียนนวตกรรม เริ่ม 1 ต.ค.นี้

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อยู่ระหว่างการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ณ ห้องประชุม 1 ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุม ครม. นายพิพัฒน์ มอบหมายให้นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ และร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกฯ ร่วมกันแถลงผลการประชุม ครม. ณ ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล

เลื่อน ครม.สัญจร ‘สงขลา’ ออกไป 1 เดือน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้รับรายงานจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณว่ายังมีโครงการจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเสนอเข้ามาเป็นจำนวนมาก เพื่อบรรจุเข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม. สัญจร) จังหวัดสงขลา ซึ่งเดิมกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–9 มิถุนายน 2569 เนื่องจากการประชุมครั้งดังกล่าวมีขอบเขตครอบคลุมหลายจังหวัด จึงจำเป็นต้องใช้เวลาเพิ่มเติมในการพิจารณา กลั่นกรอง และตรวจสอบรายละเอียดของโครงการต่าง ๆ อย่างรอบด้าน เพื่อให้การดำเนินงานเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและสอดคล้องกับกรอบงบประมาณของรัฐ

นอกจากนี้ การประชุม ครม. สัญจร ครั้งนี้ ยังได้รับความสนใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก จึงมีความจำเป็นต้องขอเลื่อนการประชุมออกไปประมาณ 1 เดือน เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีเวลาเตรียมข้อมูล และบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างครบถ้วน ทั้งนี้ ภายหลังนายกรัฐมนตรีเดินทางกลับในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 จะมีการหารือร่วมกันอีกครั้ง เพื่อกำหนดช่วงเวลาการจัดประชุม ครม. สัญจร อย่างเป็นทางการต่อไป โดยรัฐบาลยืนยันว่าจะดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ

มติ ครม.มีดังนี้

เพิ่ม 9 มูลนิธิ บริจาคผ่าน e-Donation หักภาษี 2 เท่า

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร เพื่อเพิ่มเติมหน่วยรับบริจาครายใหม่ 9 แห่ง ที่ผู้บริจาคสามารถนำเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากร ไปหักลดหย่อนหรือหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่า ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนและประชาชนมีส่วนร่วมสนับสนุนการพัฒนาการแพทย์ การสาธารณสุข และการศึกษา

รองโฆษกฯ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากมาตรการภาษีเดิมที่สนับสนุนการบริจาคให้แก่องค์กร และมูลนิธิด้านการแพทย์และสาธารณสุข 27 แห่ง โดยครั้งนี้เพิ่มเติมหน่วยรับบริจาคอีก 9 แห่ง เพื่อให้การสนับสนุนครอบคลุมมากขึ้น ทั้งด้านการแพทย์ การฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้พิการ ผู้ป่วยฉุกเฉิน การสาธารณสุข และการศึกษา ได้แก่

  • มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
  • มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
  • มูลนิธิการแพทย์สยามบรมราชกุมารี
  • มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์
  • มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
  • มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา
  • มูลนิธิการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ
  • มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา และ
  • มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช

สำหรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี บุคคลธรรมดาสามารถหักลดหย่อนได้ 2 เท่าของจำนวนเงินบริจาค แต่เมื่อรวมกับรายการลดหย่อนลักษณะเดียวกันแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ส่วนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่า แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล สาธารณประโยชน์ การศึกษา หรือกีฬา โดยมาตรการนี้ใช้สำหรับการบริจาคตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลมองว่าการพัฒนาระบบสุขภาพและการศึกษาไม่ใช่ภารกิจของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการร่วมแรงของทุกภาคส่วน มาตรการภาษีนี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการบริจาคผ่านระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และนำไปสู่ประโยชน์โดยตรงต่อประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ผู้ป่วย ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ และกลุ่มเปราะบาง ให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ อุปกรณ์ เวชภัณฑ์ และโอกาสทางการศึกษาได้มากขึ้น

“มาตรการนี้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้กลไกภาษีเป็นแรงจูงใจให้สังคมร่วมกันลงทุนในสุขภาพและการศึกษาของคนไทย” รองโฆษกฯ กล่าว

ผ่านร่างปฏิญญา ‘ดูชานเบ’ หนุนจัดการน้ำ-ความมั่นคงอาหาร

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างปฏิญญาดูชานเบ และร่างถ้อยแถลงหัวหน้าคณะผู้แทนไทย สำหรับการประชุมระดับสูงว่าด้วยทศวรรษระหว่างประเทศแห่งการดำเนินการ “น้ำสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน” ค.ศ. 2018–2028 ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 24–28 พฤษภาคม 2569 ณ กรุงดูชานเบ สาธารณรัฐทาจิกิสถาน โดยร่างปฏิญญาดังกล่าวสะท้อนทิศทางความร่วมมือของประชาคมโลกในการเร่งขับเคลื่อนวาระน้ำ ภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการสร้างหลักประกันให้ประชาชนเข้าถึงน้ำสะอาดและสุขาภิบาล การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน การลดความเหลื่อมล้ำด้านน้ำ การระดมเงินทุนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ดาวเทียม ระบบเฝ้าระวัง และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าและลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

นางสาวลลิดา กล่าวว่า สำหรับถ้อยแถลงของไทย จะเน้นย้ำว่า “น้ำ” เป็นรากฐานของชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ไทยมุ่งยกระดับการเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก ซึ่งจำเป็นต้องมีความมั่นคงด้านน้ำควบคู่กัน พร้อมสะท้อนความพยายามของไทยในการบริหารจัดการน้ำตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยยังต้องเผชิญความท้าทายด้านน้ำที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม คุณภาพน้ำ และผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ เชื่อมโยงข้อมูล เทคโนโลยี งบประมาณ และความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนมีน้ำเพียงพอสำหรับอุปโภคบริโภค การเกษตร และการผลิต พร้อมเสริมความสามารถของประเทศในการรับมือภัยพิบัติ

“รัฐบาลมองว่าน้ำไม่ใช่เพียงทรัพยากรธรรมชาติ แต่คือพื้นฐานของความมั่นคงในชีวิตประชาชน ตั้งแต่รายได้เกษตรกร ความมั่นคงทางอาหาร ไปจนถึงการรับมือภัยพิบัติ การเข้าร่วมเวทีครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะยืนยันบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในประชาคมโลก และนำความร่วมมือระหว่างประเทศกลับมาต่อยอดการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” รองโฆษกฯ กล่าว

สั่งทุกหน่วยหนุนข้อมูล สตง.นั่งประธาน ‘INTOSAI WGEA’

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบการดำรงตำแหน่งประธานและเลขาธิการคณะทำงานด้านการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมขององค์การสถาบันการตรวจสอบสูงสุดระหว่างประเทศ (INTOSAI Working Group on Environmental Auditing : INTOSAI WGEA) วาระปี พ.ศ. 2568 – 2574 ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พร้อมเห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนข้อมูลเชิงเทคนิค ภารกิจ และการดำเนินงาน เพื่อเสริมบทบาทของประเทศไทยบนเวทีการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมระดับโลก

รองโฆษกฯ กล่าวว่า สตง. ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานและเลขาธิการ INTOSAI WGEA ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2567 และได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ในการประชุมสมัชชาองค์การสถาบันการตรวจสอบสูงสุดระหว่างประเทศ ครั้งที่ 25 ณ เมืองชาร์มเอลเชค สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ เมื่อเดือนตุลาคม 2568 โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งรวม 6 ปี

INTOSAI WGEA เป็นคณะทำงานสำคัญด้านการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมของโลก มีบทบาทส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนามาตรฐานและแนวทางการตรวจสอบสิ่งแวดล้อม การวิจัย การฝึกอบรม และความร่วมมือระหว่างองค์กรตรวจเงินแผ่นดินของประเทศสมาชิก โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

นางสาวลลิดา กล่าวว่า การที่ประเทศไทยได้รับบทบาทดังกล่าว สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมระหว่างประเทศต่อศักยภาพของไทยด้านธรรมาภิบาลและการตรวจสอบภาครัฐ โดย สตง. จะต้องขับเคลื่อนแผนงานระดับนานาชาติ อาทิ การจัดประชุมวิชาการ การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย และการพัฒนาแนวทางตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกับประเทศสมาชิกทั่วโลก

ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐหลายแห่งได้แสดงความพร้อมสนับสนุนภารกิจของ สตง. เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อสนับสนุนข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ มลพิษ พลังงาน น้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงเทคโนโลยีดาวเทียมและภูมิสารสนเทศ

รัฐบาลยังเห็นว่า บทบาทดังกล่าวจะช่วยยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำด้าน “การตรวจสอบสิ่งแวดล้อมเชิงดิจิทัล” ในเวทีโลก และสนับสนุนการดำเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน การมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม

“รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการทำงานของ สตง. เพื่อให้ประเทศไทยมีบทบาทเชิงรุกในเวทีระหว่างประเทศ สร้างความน่าเชื่อถือด้านธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม และผลักดันความร่วมมือระดับโลกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” รองโฆษกฯ กล่าว

ไฟเขียว ขสมก.เช่าที่ รฟม.จอดรถเมล์ EV-อัดประจุ

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร (ขสมก.) ใช้พื้นที่ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อเป็นที่จอดรถโดยสารประจำทางและกิจการสาธารณูปโภค จำนวน 3 แห่ง และให้คิดค่าตอบแทนการใช้พื้นที่ดังกล่าว ตามที่ตกลงกันตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ โดย รฟม. จะสงวนสิทธิในการขอคืนพื้นที่กรณีมีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ในภารกิจตามวัตถุประสงค์ของ รฟม. ดังนี้

1) พื้นที่บริเวณศูนย์ซ่อมบำรุง สถานีคลองบางไผ่ โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (พื้นที่สถานีคลองบางไผ่ฯ) มูลค่า 175.016 ล้านบาท

2) พื้นที่บริเวณลานจอดแล้วจร สถานีเคหะฯ โครงการรถไฟฟ้า สายสีเขียว ช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการ (พื้นที่สถานีเคหะฯ) มูลค่า 91.988 ล้านบาท

3) พื้นที่บริเวณศูนย์ซ่อมบำรุงห้วยขวาง มูลค่า 224.993 ล้านบาท เพื่อให้ ขสมก. ใช้เป็นอู่จอดรถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานสะอาด (EV) ของ ขสมก.

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 อนุมัติให้ ขสมก.เช่ารถโดยสารประจำทาง EV จำนวน 1,520 คัน เพื่อทดแทนรถโดยสารเดิมของ ขสมก. ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 20 – 30 ปี รวมทั้งติดตั้งระบบอัดประจุไฟฟ้าสำหรับชาร์จไฟฟ้ารถโดยสารประจำทางดังกล่าว ซึ่งการเช่าพื้นที่ รฟม. เพื่อใช้เป็นที่จอดรถโดยสารประจำทาง EV ดังกล่าว มีระยะเวลาการเช่ารวมทั้งสิ้น 8 ปี นับตั้งแต่ส่งมอบพื้นที่

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รฟม. พิจารณาแล้วเห็นว่า การใช้พื้นที่ดังกล่าว ไม่ได้ทำให้วัตถุประสงค์ของการเวนคืนเดิมต้องเสียไปโดยสิ้นเชิง เพราะ รฟม.ยังสามารถให้บริการกิจการรถไฟฟ้าได้ตามปกติ ซึ่งเป็นไปตามนัยมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มา ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 นอกจากนี้ การอนุญาตให้ ขสมก. ใช้พื้นที่ ในครั้งนี้ จะเป็นการเพิ่มศักยภาพของพื้นที่พัฒนาเชิงพาณิชย์และพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ของ รฟม. ให้เกิดประโยชน์และรายได้แก่ รฟม. ประกอบกับวัตถุประสงค์ในการใช้ประโยชน์พื้นที่ของ รฟม. เพื่อเป็นที่จอดรถโดยสารประจำทาง EV นั้น เป็นไปเพื่อให้บริการประชาชน และจะเป็นการเชื่อมต่อการเดินทางให้กับผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า ซึ่งจะส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้บริการขนส่งมวลชนสาธารณะมากยิ่งขึ้น และจะส่งผลให้ รฟม.มีจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าและมีรายได้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ขสมก. มีแผนลงนามในสัญญาเช่าพื้นที่และรับมอบพื้นที่ในเดือนพฤษภาคม 2569 โดย ขสมก. แจ้งว่าจะต้องใช้เวลาในการปรับปรุงพื้นที่ประมาณ 1 ปีนับจากวันรับมอบพื้นที่ เช่น ปรับปรุงลานจอดรถ ก่อสร้างหลังคาคลุมรถ และติดตั้งระบบอัดประจุไฟฟ้า ซึ่งจะแล้วเสร็จในช่วงเวลาใกล้เคียงกับกำหนดการรับมอบรถงวดที่ 1 ในเดือนเมษายน 2570

ก.พ.แจ้ง ป.ป.ช.ป้องกัน จนท.รัฐลักไฟหลวงชาร์จ ‘EV’ ส่วนตัว

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติรับทราบรายงานผลการศึกษา และการดำเนินการ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานของรัฐเกี่ยวกับข้อเสนอแนะ เพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์ และการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม กรณีเจ้าพนักงานของรัฐนำรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัวไปอัดประจุไฟฟ้าของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐโดยมิได้รับอนุญาต ตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอ และแจ้งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบต่อไป

โดยให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ ถือปฏิบัติตามแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุ เพื่อติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้า/สถานีบริการอัดประจุไฟฟ้า สำหรับยานพาหนะไฟฟ้าสำหรับส่วนราชการ/อปท. ที่เป็นผู้ใช้ที่ราชพัสดุหรือผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุ ที่กรมธนารักษ์ได้กำหนดไว้แล้ว รวมทั้งระเบียบและแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง เช่น จริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ การจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ การใช้ที่ราชพัสดุเพื่อประโยชน์ในทางราชการ เป็นต้น อย่างเคร่งครัด และประชาสัมพันธ์ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคนรับทราบ ทั้งนี้ ให้หัวหน้าหน่วยงานดังกล่าวควบคุม กำกับ และดูแลข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดให้ถือปฏิบัติตามระเบียบ และแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะแนวทางของกรมธนารักษ์ เพื่อประโยชน์สูงสุดของราชการต่อไป

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า สลค. มีข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็นข้อเสนอที่เห็นควรให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบกับการนำแนวทางการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุ เพื่อติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้า/สถานีบริการอัดประจุไฟฟ้า สำหรับยานพาหนะไฟฟ้าสำหรับส่วนราชการ/องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่เป็นผู้ใช้ที่ราชพัสดุ หรือผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุที่กรมธนารักษ์ได้กำหนดไว้แล้วไปใช้บังคับกับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ ซึ่งหากมีการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว ให้พิจารณาความผิดตามกฎหมายที่มีบทลงโทษกำหนดไว้เป็นการเฉพาะแล้ว แนวทางดังกล่าวกรมธนารักษ์ได้มีการแจ้งเวียนไปยังส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2567 เพื่อรับทราบด้วยแล้ว ซึ่งส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐสามารถนำไปถือปฏิบัติได้แล้วแต่กรณี

เห็นชอบร่างแผนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย – เวียดนาม ปี’69-74

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบร่างแผนปฏิบัติการ (Plan of Action) เพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย – เวียดนาม ปี 2569 -2574 ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขร่างแผนปฏิบัติการฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญหรือขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทยขออนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาดำเนินการโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอีก รวมทั้งอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายลงนามในร่างแผนปฏิบัติการฯ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ประเทศไทยและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามได้ยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership) เมื่อปี 2568 กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการต่างประเทศเวียดนามได้ร่วมกันจัดทำร่างแผนปฏิบัติการฯ เพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมโดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

1. ร่างแผนปฏิบัติการฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมของรัฐบาลทั้งสองประเทศที่จะเดินหน้าความร่วมมือระหว่างกันให้มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ทั้งสองฝ่าย โดยครอบคลุมสามเสาหลัก ได้แก่ (1) หุ้นส่วนเพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน (2) หุ้นส่วนเพื่อการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน และ (3) หุ้นส่วนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

2. ร่างแผนปฏิบัติการฯ มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดกรอบ และแนวทางความร่วมมือระหว่างไทยกับเวียดนามในด้านต่าง ๆ อาทิ ความร่วมมือด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแลกเปลี่ยนระดับประชาชน โดยมีลักษณะเป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง และไม่มีถ้อยคำหรือบริบทใดที่มุ่งจะก่อให้เกิดพันธกรณีภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น ร่างแผนปฏิบัติการฯ จึงไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า แผนปฏิบัติการ (Plan of Action) เพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างไทย – เวียดนาม ปี 2569-2574 จะช่วยขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองฝ่าย

อนุมัติเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 100 ปี วันสวรรคต ร.6

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการ 1) ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 100 ปี วันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า พ.ศ. …. และ 2) ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 100 ปี วันประสูติ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา พ.ศ. …. รวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 100 ปี วันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า พ.ศ. …. และร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 100 ปี วันประสูติ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา พ.ศ. …. รวม 2 ฉบับ มีสาระสำคัญ ดังนี้

1. กำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ รวม 3 ชนิด ได้แก่ 1) เหรียญกษาปณ์ทองคำ ชนิดราคาสามหมื่นบาท ประเภทขัดเงา 2) เหรียญกษาปณ์เงินชนิดราคาหนึ่งพันบาท ประเภทขัดเงา และ 3) เหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ชนิดราคายี่สิบบาท ประเภทธรรมดา เพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสครบ 100 ปี วันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระมหาธีรราชเจ้า ในวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า ที่ทรงมีคุณูปการต่อประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์ ทรวงวางรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ ทั้งในด้านการปกครอง การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม และการปลูกฝังอุดมการณ์ความรักชาติ ทรงเป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งกองเสือป่าและลูกเสือไทย อันเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างระเบียบวินัยและความรักในชาติบ้านเมืองแก่เยาวชน ทรงเป็นกวีเอกและ นักอักษรศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ รวมถึงเป็นองค์อุปถัมภ์แห่งวรรณคดีไทยและการละครสมัยใหม่ นับเป็นวาระโอกาสสำคัญ

2. กำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดง ผสมนิกเกิล) ชนิดราคายี่สิบบาท ประเภทธรรมดา เพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสครบ 100 ปี วันประสูติ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพรชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ในวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เพื่อน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ที่พระองค์ทรงได้ประกอบพระกรณียกิจต่าง ๆ ทรงอุปถัมภ์วชิราวุธวิทยาลัย มูลนิธิวชิรพยาบาลในพระอุปถัมภ์ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ทรงดำรงตำแหน่งองค์อุปถัมภ์ คณะลูกเสือแห่งชาติ ทรงรับค่ายลูกเสือเพชรรัชต์และสโมสรเนตรนารีเพชราวุธในพระอุปถัมภ์ พระองค์ทรงรับอุปถัมภ์งานสืบสานต่อจากพระบิดา ซึ่งกระทรวงการคลังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกตามรูปแบบที่นำความกราบบังคมทูลประกอบพระบรมราชวินิจฉัยแล้ว สำหรับค่าใช้จ่ายในการจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกทั้ง 2 ในโอกาสดังกล่าวมาจากเงินทุนหมุนเวียนการบริหารจัดการเหรียญกษาปณ์ ทรัพย์สินมีค่าของรัฐและการทำของ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ประกอบกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่าคณะรัฐมนตรีสามารถอนุมัติหลักการของร่างกฎกระทรวงทั้ง 2 ฉบับ ดังกล่าวได้ และจะตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงดังกล่าวให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ต่อไป

ไฟเขียวเหรียญที่ระลึกซีเกมส์ – อาเซียนพาราเกมส์

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติหลักการ 1) ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. …. 2) ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 พ.ศ. …. รวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้ ทั้งนี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9 – 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568 และจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 26 มกราคม พ.ศ. 2569

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 พ.ศ. …. และร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 พ.ศ. …. ที่กระทรวงการคลังเสนอ รวม 2 ฉบับ มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ชนิดราคายี่สิบบาท ประเภทธรรมดา เพื่อเป็นที่ระลึกในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9 -20 ธันวาคม พ.ศ. 2568 และเพื่อเป็นที่ระลึกในการแข่งขันกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 20 – 26 มกราคม พ.ศ. 2569 เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และเผยแพร่พระเกียรติคุณของทั้งสองพระองค์ให้แผ่ไพศาลทั้งภายในประเทศและนานาประเทศ รวมทั้งเป็นการเผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักแก่ชาวต่างประเทศ ทั้งในส่วนของผู้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาและนักท่องเที่ยวทั่วไป ซึ่งกระทรวงการคลังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก ตามรูปแบบที่นำความกราบบังคมทูลประกอบพระบรมราชวินิจฉัยแล้ว

สำหรับค่าใช้จ่ายในการจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกทั้ง 2 ในโอกาสดังกล่าวมาจากเงินทุนหมุนเวียนการบริหารจัดการเหรียญกษาปณ์ ทรัพย์สินมีค่าของรัฐและการทำของ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ประกอบกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าคณะรัฐมนตรีสามารถอนุมัติหลักการของร่างกฎกระทรวงทั้ง 2 ฉบับ ดังกล่าวได้และจะตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงดังกล่าวให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ต่อไป

ทุ่ม 2,037 ล้าน บรรจุครูท้องถิ่นคุณภาพสูง 16,000 คน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการดำเนินงาน “โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ระยะที่ 2” ปี พ.ศ. 2569 – 2582 ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอ พร้อมอนุมัติจัดสรรกรอบวงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 2,037.96 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นงบดำเนินการในการเพิ่มศักยภาพทักษะความเป็นครู และเป็นงบในการบริหารจัดการโครงการ

สำหรับโครงการในระยะที่ 2 นี้ เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ระยะที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตครูในสาขาวิชาที่ขาดแคลนและมีความจำเป็นต่อการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานตามความต้องการของพื้นที่ รวมทั้งผลิตครูให้มีทักษะ สมรรถนะ และศักยภาพสูง ทั้งทักษะวิชาชีพครู ทักษะภาษาอังกฤษ และทักษะการใช้เทคโนโลยี เพื่อร่วมกันยกระดับความฉลาดรู้ของผู้เรียน ตามแนวทางของโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ “PISA” โดยในระยะที่ 2 นี้ตั้งเป้าผลิตครูคุณภาพสูงรวมทั้งสิ้น 16,033 คน (รวม 9 รุ่น) โดยจะเริ่มรับนักศึกษารุ่นแรกตั้งแต่ปีการศึกษา 2570 – 2578 และจะเริ่มบรรจุเข้ารับราชการครูตั้งแต่ปี พ.ศ. 2574 – 2582 ในสถานศึกษาทั่วประเทศ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวต่อว่า โครงการนี้จะช่วยให้สถาบันอุดมศึกษาผลิตครูในสาขา และพื้นที่ที่ขาดแคลนให้กับหน่วยงานผู้ใช้ครู ทั้ง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือสพฐ. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและ กทม. ได้อย่างมีคุณภาพ โดยเมื่อสำเร็จการศึกษาและผ่านเกณฑ์แล้ว จะได้รับการบรรจุให้เข้ารับราชการครูในพื้นที่ภูมิลำเนาหรือพื้นที่อื่นตามความต้องการของหน่วยงานผู้ใช้ครู และจะต้องไม่ขอโยกย้ายเป็นระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่มีคำสั่งบรรจุเข้ารับราชการ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปฏิรูประบบการผลิตครู และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นอย่างมาก โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ระยะที่ 2 นี้ จะไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาครูขาดแคลนในพื้นที่ห่างไกลได้ตรงจุดเท่านั้น แต่จะเป็นกลไกหลักในการสร้างครูยุคใหม่ที่มีสมรรถนะสูง พร้อมเปลี่ยนแปลงห้องเรียนและยกระดับขีดความสามารถของเยาวชนไทยให้ก้าวสู่ระดับสากลได้อย่างยั่งยืน

โอนอำนาจให้ สนช.ตรวจสอบ-ขึ้นทะเบียนนวตกรรม เริ่ม 1 ต.ค.นี้

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการทบทวนการมอบหมายหน่วยงานจัดทำ “บัญชีนวัตกรรมไทย” ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ โดยปรับให้ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ “สนช.” ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย แทนสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป พร้อมทั้งให้ สวทช. สนับสนุนการปฏิบัติงานเชิงเทคนิคแก่ สนช. อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เดิมตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2558 ได้มอบหมายให้ สวทช. เป็นหน่วยตรวจสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย และให้สำนักงบประมาณเป็นหน่วยตรวจสอบราคาและประกาศบัญชีนวัตกรรมไทย โดยที่ผ่านมา สวทช. ได้มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานและขับเคลื่อนระบบบัญชีนวัตกรรมไทยมาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้โครงสร้างการดำเนินงานมีความเหมาะสมกับภารกิจด้านการส่งเสริมและต่อยอดนวัตกรรมเชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น กระทรวง อว. จึงได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเห็นว่า สนช. ซึ่งมีภารกิจหลักด้านการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาระบบนวัตกรรมของประเทศ รวมถึงการผลักดันผลงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสังคม มีความเหมาะสมในการทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า การปรับบทบาทครั้งนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการบัญชีนวัตกรรมไทย ให้มีความคล่องตัว โปร่งใส และสอดคล้องกับระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังคงอาศัยความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจาก สวทช. ในการสนับสนุนด้านเทคนิค เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบมีมาตรฐานและความน่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ บัญชีนวัตกรรมไทยถือเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการและนวัตกรรมไทย โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐสามารถจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ขึ้นทะเบียนได้โดยตรง ในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของความต้องการใช้งานทั้งหมดของหน่วยงาน ซึ่งผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสูงสุด 8 ปี เพื่อส่งเสริมให้นวัตกรรมไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตบนฐานนวัตกรรมอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม สำนักงบประมาณยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบราคาและประกาศขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทยตามเดิม เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด

อ่าน มติ ครม.ประจำวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...