โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รบ.โต้ “ไอซ์-รักชนก”TH AI Passport ไม่ใช่แอปฯขยะยุคเก่า

INN News

อัพเดต 27 พ.ค. เวลา 11.36 น. • เผยแพร่ 27 พ.ค. เวลา 04.36 น. • INN News

รัฐบาลโต้ "ไอซ์-รักชนก"TH AI Passport ย้ำ AI ไม่ใช่แอปฯขยะยุคเก่า แต่คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจไทย

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ รักชนก ศรีนอก เผยแพร่คลิปวิพากษ์วิจารณ์โครงการ “TH AI Passport” ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยเปรียบเทียบว่าเป็น “รหัส ATM กดเงิน” และโยงกับยุค “งบทำแอป” ในอดีต ว่า รัฐบาลรับฟังทุกข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้งบประมาณภาครัฐ แต่ในบางประเด็นอาจสะท้อนความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อบทบาทของเทคโนโลยี AI ในเศรษฐกิจยุคใหม่

รองโฆษกรัฐบาล ชี้แจงว่า การนำ AI ไปเปรียบเทียบกับแอปพลิเคชันภาครัฐในอดีต เป็นการเปรียบเทียบที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของเทคโนโลยี เพราะ Generative AI ไม่ใช่ “แอปพลิเคชันเฉพาะกิจ” แต่เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานใหม่ (General Purpose Technology) ที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจและการทำงานในทุกภาคส่วน ไม่ต่างจากไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ตในอดีต

“AI ไม่ใช่เรื่องแฟชั่นหรือกระแสชั่วคราว แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ หากคนไทยเข้าไม่ถึง AI ก็เท่ากับเสียโอกาสในการแข่งขันทั้งด้านการศึกษา อาชีพ และธุรกิจ”

รองโฆษกรัฐบาล ระบุว่า โครงการ TH AI Passport ถูกออกแบบให้เป็น “แพลตฟอร์มกลาง” ที่รวบรวมเครื่องมือ AI ระดับโลกไว้ในจุดเดียว สอดคล้องกับแนวทาง National Super App ของรัฐบาล ที่มุ่งลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มการเข้าถึงบริการดิจิทัลของประชาชน ไม่ใช่การสร้างแอปใหม่กระจัดกระจายเหมือนในอดีต

ในส่วนข้อวิจารณ์เรื่องลดค่าครองชีพไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงดีอี รองโฆษกรัฐบาลชี้แจงว่า ปัจจุบันค่าบริการ AI ระดับสูงมีต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 700–1,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นภาระสำหรับนักเรียน นักศึกษา และผู้ประกอบการรายย่อย การสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องมือ AI จึงเป็นการลดต้นทุนทางดิจิทัล และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี ซึ่งเป็นภารกิจโดยตรงของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมตามกฎหมาย

ขณะเดียวกัน รองโฆษกรัฐบาลย้ำว่า โครงการนี้ไม่ใช่การ แจกฟรีแบบไม่มีเงื่อนไขแต่เป็นระบบ “Learn to Earn” ที่ผู้ได้รับสิทธิ์ต้องผ่านการเรียนรู้และพัฒนาทักษะ AI ก่อน จึงจะได้รับสิทธิ์ใช้งาน AI เวอร์ชัน Pro พร้อมมีระบบหมุนเวียนสิทธิ์อัตโนมัติสำหรับผู้ที่ไม่ใช้งาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและงบประมาณของรัฐ

รองโฆษกรัฐบาล กล่าวเพิ่มเติมว่า หลายประเทศทั่วโลก ต่างมีนโยบายสนับสนุนการเข้าถึง AI และยกระดับทักษะแรงงานด้านดิจิทัลเช่นเดียวกัน เพราะมองว่า AI คือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจในอนาคต ไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางเทคโนโลยีทั่วไป

ในด้านความคุ้มค่าเชิงงบประมาณ รองโฆษกรัฐบาลระบุว่า หากประชาชน 5 ล้านคนต้องซื้อบริการ AI ระดับ Pro ด้วยตนเอง จะมีค่าใช้จ่ายรวมสูงถึงประมาณ 36,000 ล้านบาทต่อปี แต่รัฐบาลใช้กลไกการจัดซื้อรวมระดับประเทศ ทำให้สามารถลดต้นทุนลงเหลือประมาณ 1,600 ล้าน ซึ่งสะท้อนประสิทธิภาพของการรวมอำนาจต่อรองในระดับรัฐ

“รัฐบาลพร้อมรับการตรวจสอบทุกโครงการ แต่การวิพากษ์วิจารณ์ควรตั้งอยู่บนความเข้าใจต่อเทคโนโลยีและบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะหากประเทศไทยยังมอง AI เป็นเพียง ‘แอป’ เหมือนในอดีต ประเทศก็อาจเสียโอกาสสำคัญในการแข่งขันระดับโลก”

รองโฆษกรัฐบาล ย้ำว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะดิจิทัลของคนไทยอย่างจริงจัง และจะเดินหน้าสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างเท่าเทียม เพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกขบวนเศรษฐกิจ AI ของโลก

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...