IMF–World Bank Annual Meetings: การเปิดประเทศครั้งแรกกับภารกิจระดับโลกปี 2534 (ตอน 3)
ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นครั้งที่สองที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ครั้งแรกในปี 2534 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เช่นกัน สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ได้รับในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก ทั้งนี้ประเทศไทยเป็นเพียงหนึ่งในสามประเทศที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการประชุมมากกว่าหนึ่งครั้ง แสดงถึงศักยภาพและความพร้อมในการจัดงานระดับโลก
การจัดประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก เมื่อปี 2534 (ค.ศ. 1991) ถือเป็นการ “เปิดเมือง” ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของไทยจากการผลักดันของรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และนายประมวล สภาวสุ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น ผ่านคำบอกเล่าของนิพัทธ พุกกะณะสุต อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง ที่มีส่วนร่วมในการเนรมิตงานนี้ตั้งแต่หยาดเหงื่อแรก
การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่ของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund:IMF) และ ธนาคารโลก (World Bank) ไม่ใช่เพียง “งานประชุมระดับนานาชาติ” หากแต่เป็น “ความสำเร็จที่เปรียบเสมือนโอลิมปิกทางการเงิน” ที่สะท้อนศักยภาพของประเทศเจ้าภาพทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ในเวทีโลก
นิพัทธ พุกกะณะสุต อดีตข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการคลัง ที่ผ่านการดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง อธิบดีกรมธนารักษ์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง และผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง Alternate Executive Director ที่ World Bank อยู่ช่วงหนึ่ง เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในอดีต
ประเทศไทยในช่วงเตรียมการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม มีพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี นายประมวล สุภาวสุ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขณะที่นิพัทธดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในช่วง 1 กันยายน 2533 ถึง 6 กรกฎาคม 2535 จึงเป็น“คีย์แมนตัวจริง” ฝ่ายปฏิบัติการที่มีบทบาทสำคัญในการจัดประชุมประจำปีของ IMF และ World Bank ปี 2534
- IMF–World Bank Annual Meetings: เวทีประชุมที่ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่คืออำนาจโลก (ตอน 1)
- IMF–World Bank Annual Meetings : เวทีอำนาจโลกที่ไทยต้อง ‘เล่นให้เป็น’ ไม่ใช่แค่เจ้าภาพ (ตอน2)
จุดเริ่มต้นจาก “ศูนย์” สู่ “ศูนย์สิริกิติ์” กับภารกิจระดับโลก
ในยุคนั้น ไทยแทบไม่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับงานระดับโลก แต่ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการให้ไทยเป็น “เจ้าภาพ” เพื่อประกาศศักดาทางเศรษฐกิจ คณะผู้แทนไทยซึ่งปฏิบัติหน้าที่ที่ IMF และ World Bank ในขณะนั้น (รวมถึง ดร.ไพจิตร เอื้อทวีกุล และนิพัทธ ซึ่งขณะนั้นปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง Alternate Executive Director ) ได้ผลักดันข้อเสนอท่ามกลางความไม่เห็นชอบของ Director ฝ่ายยุโรปที่ต้องการผูกขาดการจัดงาน
นิพัทธเป็นผู้แทนฝั่งไทยที่เดินทางไปเจรจา ประสานงาน และวางเงื่อนไขรายละเอียดการจัดประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ IMF และ World Bank ตั้งแต่ขั้นตอนการเสนอตัวจนถึงวันจัดงานจริง
“ตอนนั้นผมปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ World Bank ในตำแหน่ง Alternate Executive Director คู่กับดร.ไพจิตร อยู่ด้วยกันที่นั่น เพราะฉะนั้นก็เราก็เป็นคนเสนอว่าขอให้จัดให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ และผมได้รับมอบหมายให้เป็นคนประสาน ตั้งแต่การนำตัวแทนฝ่ายไทยไปเซ็นสัญญากันที่วอชิงตัน” นิพัทธกล่าว
หนึ่งในเงื่อนไขหลักของการเป็นเจ้าภาพ คือการมีสถานที่ประชุมขนาดใหญ่ รองรับผู้เข้าร่วมกว่า 2,000 คน พร้อมสำนักงานสำหรับ IMF, World Bank และ IFC ที่ “ย้ายทั้งระบบ” เข้ามาปฏิบัติงานชั่วคราวในไทย
นิพัทธ ชี้ให้เห็นในการให้สัมภาษณ์สำนักข่าวไทยพับลิก้าว่า การจัดประชุมครั้งนั้นเริ่มต้นจาก “ศูนย์” ไม่มีทั้งสถานที่ งบประมาณ และความพร้อมด้านการท่องเที่ยว แต่ต้องเร่งสร้างทุกอย่างให้ทันภายใต้เงื่อนไขเข้มงวดขององค์กรการเงินระหว่างประเทศ
“เราไม่มีงบ ไม่มีแบบ ไม่มีสถานที่ แต่เราต้องจัดให้ได้ตาม Requirement เป็นเล่มของ IMF ที่ระบุว่าต้องมีห้องประชุมขนาด 2,000 คน และออฟฟิศที่ยกทั้งสำนักงานของเขามาไว้ที่ไทยนาน 2 สัปดาห์“
ข้อกำหนดดังกล่าวส่งผลให้นายประมวล สภาวสุ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตัดสินใจสร้าง ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ขึ้นในปลายปี 2532 บนพื้นที่เดิมของโรงงานยาสูบ โดยต้องเร่งดำเนินการทั้งออกแบบ ก่อสร้าง และจัดการโลจิสติกส์ภายในระยะเวลาจำกัดอย่างยิ่ง
พื้นที่โรงงานยาสูบ ซึ่งเดิมเป็นบ่อทิ้งใบยาเก่า ถูกเลือกให้เป็นชัยภูมิในการสร้าง ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีการเร่งรัดก่อสร้างในเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่เคยมีมา
นิพัทธระบุว่า การก่อสร้างในช่วงเวลานั้นต้องเผชิญกับข้อจำกัดจำนวนมาก ตั้งแต่การขาดแคลนวัสดุก่อสร้าง ไปจนถึงขั้นตอนราชการที่ซับซ้อนของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น ข้อกำหนดเวลาเรื่องการเดินรถของรถบรรทุกใหญ่ จนต้องใช้มาตรการพิเศษในการบริหารจัดการเพื่อให้โครงการเดินหน้าได้ทันเวลา โดยที่นายประมวลมีบทบาทสูงในการประสานความร่วมมือจากทุกฝ่าย
โปรแกรมการประชุมของ International Monetary Fund และ World Bank มีข้อกำหนดที่ชัดเจนและเป็นระบบ โดยประเทศเจ้าภาพต้องรับผิดชอบในหลายด้านสำคัญ
ประการแรก ต้องอำนวยความสะดวกให้ประเทศสมาชิกสามารถเข้าร่วมประชุมได้อย่างราบรื่น ไม่มีอุปสรรคด้านการเดินทางหรือการประสานงานใด ๆ
ประการที่สอง คือการดูแลด้านความมั่นคง (Security) ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักของประเทศเจ้าภาพในการรับประกันความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมทุกระดับ
ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายของผู้แทนระดับสูง (Delegates) เช่น Director, Governor และ Deputy Governor ซึ่งโดยมากคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลาง จะได้รับการสนับสนุนจาก World Bank และ IMF โดยตรง ทั้งในรูปของเงินเดือน ค่าเบี้ยเลี้ยง และค่าใช้จ่ายในการประชุม ไม่ได้เป็นภาระของประเทศเจ้าภาพ
ในส่วนของการเดินทางและการจัดการผู้เข้าร่วม องค์กรระหว่างประเทศจะเป็นผู้รับผิดชอบงบประมาณหลัก แต่ประเทศเจ้าภาพต้องจัดเตรียมโครงสร้างรองรับ โดยเฉพาะที่พัก ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
- กลุ่ม Governor หรือผู้บริหารระดับสูง ที่ต้องจัดโรงแรมระดับชั้นนำ เช่น โรงแรมระดับ 5 ดาว และต้องสำรองห้องพักล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ
- กลุ่มเจ้าหน้าที่ (Staff) ของ IMF และ World Bank ซึ่งจะเดินทางมาประจำล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน โดยมักเช่าพักในอพาร์ตเมนต์หรือโรงแรมขนาดกลางในพื้นที่เมือง
อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญคือ การจัดเจ้าหน้าที่ประสานงาน (Liaison Officer) สำหรับแต่ละคณะผู้แทน รวมทั้ง Governor ซึ่งต้องเป็นบุคลากรไทยที่ผ่านการฝึกอบรม มีทักษะด้านภาษาและความเข้าใจในพิธีการระหว่างประเทศ ทำหน้าที่ดูแลตารางประชุม การเดินทาง และการอำนวยความสะดวกตลอดระยะเวลาการประชุม พร้อมรถยนต์และพนักงานขับรถประจำ
ภายในห้องประชุม ยังต้องมีระบบสนับสนุนที่ได้มาตรฐานสากล เช่น ระบบแปลภาษาอย่างน้อย 5 ภาษา อุปกรณ์สื่อสารครบถ้วน รวมถึงการรองรับการกล่าวสุนทรพจน์ (Speech) ของผู้แทนจากแต่ละประเทศ
ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่การก่อสร้าง ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในช่วงแรก ต้องยึดตามแบบและข้อกำหนดของ IMF และ World Bank อย่างเคร่งครัด เพื่อให้สามารถรองรับการประชุมระดับโลกได้อย่างสมบูรณ์
ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 29 สิงหาคม 2534 ด้วยพื้นที่รวม 65,000 ตารางเมตร มีพื้นที่จัดอีเวนท์ 25,000 ตารางเมตร จอดรถได้ 600 คัน รองรับผู้ใช้บริการ 5,000 คน
ระบบรองรับ “ทั้งเมือง” ไม่ใช่แค่สถานที่ประชุม
นิพัทธเล่าว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว โครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดประชุมยังถือว่า “ใหม่ทั้งหมด” โรงแรมระดับนานาชาติยังมีจำนวนจำกัด ภาคเอกชนยังมีบทบาทไม่มาก ทำให้ภาครัฐต้องประสานงานกับสถานทูตของแต่ละประเทศ เพื่อให้ช่วยดูแลคณะผู้แทนของตนเอง ทั้งในด้านที่พักและการเดินทาง
ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการผู้เข้าร่วมอาศัยระบบประสานงานที่เป็นขั้นตอน โดยผู้แทนแต่ละประเทศต้องแจ้งรายละเอียดที่พักผ่าน IMF และ World Bank ก่อนส่งต่อมายังฝ่ายไทย เพื่อเตรียมความพร้อมล่วงหน้า
นอกเหนือจากสถานที่ การจัดประชุมระดับนี้ยังต้องเตรียมความพร้อมทั้งระบบ ได้แก่
- โรงแรมระดับนานาชาติสำหรับรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลาง
- ระบบขนส่งและรถรับรอง
- เจ้าหน้าที่ประสานงาน (Liaison Officer) ที่ต้องมีทักษะภาษา
- ระบบแปลภาษาอย่างน้อย 5 ภาษา
- มาตรการรักษาความปลอดภัยระดับสูง
อีกประเด็นสำคัญคือเรื่อง “Security” หรือมาตรการด้านความปลอดภัย ซึ่งในความเป็นจริง ฝั่ง IMF และ World Bank อาจไม่ได้กังวลมากนัก เพราะทั้งสององค์กรมีมาตรฐานการจัดงานระดับโลกอยู่แล้ว แต่สำหรับฝ่ายไทยในเวลานั้นกลับมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากระบบการท่องเที่ยวและการรับนักเดินทางต่างชาติในขณะนั้นยังไม่รัดกุมเท่าปัจจุบัน
จึงมีการระดมหน่วยงานด้านความมั่นคงเข้ามาประเมินใหม่ทั้งหมด ทั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมาตรการรองรับผู้เข้าร่วมจากทั่วโลก
รวมถึงการจัด “Spouse Program” หรือกิจกรรมสำหรับคู่สมรสของผู้เข้าร่วม ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการ “ขายประเทศ” ผ่านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว
อีกภารกิจสำคัญส่วนหนึ่ง คือการคัดเลือกและเตรียมบุคลากรสำหรับทำหน้าที่ “Liaison Officers” หรือเจ้าหน้าที่ประจำคณะผู้แทนจากแต่ละประเทศ ซึ่งเปิดรับทั้งนิสิต นักศึกษา และเจ้าหน้าที่รุ่นใหม่ของหน่วยงานรัฐเข้ามาร่วมงาน
พิธีการระดับ World-Class: รถ BMW Series 7 และสปีชของ “อานันท์”
นิพัทธกล่าวว่า การรับรองผู้ว่าการธนาคารกลางและรัฐมนตรีคลังจากทั่วโลกในครั้งนั้น ถูกวางแผนอย่างละเมียดละไม ทั้งในด้าน
- ยานพาหนะ: สั่งซื้อรถ BMW Series 7 มาใช้รับรองโดยเฉพาะ โดยมีเงื่อนไขขายต่อหลังจบงานเพื่อ Cover Cost
- Liaison Officers: ใช้พลังคนรุ่นใหม่ เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ นิสิตนักศึกษาที่สื่อสารภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสได้ดี มาฝึกอบรมเพื่อดูแลผู้เข้าร่วมการประชุมอย่างใกล้ชิด
- High Point: สุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายอานันท์ ปันยารชุน ดำรงตำแหน่งในขณะนั้น ซึ่งถูกร่างขึ้นใหม่ถึง 3 ครั้ง กลายเป็นที่จดจำระดับสากล โดยเฉพาะประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมที่นำสมัยมากในยุคนั้น
นิพัทธกล่าวว่า ในส่วนของค่าใช้จ่ายต่างๆ นั้น หลายเรื่องเป็นเพียงการเตรียมความพร้อมด้านปฏิบัติการและการอำนวยความสะดวกสำหรับเจ้าหน้าที่ประสานงานหรือ Liaison Officers ที่ต้องดูแลคณะผู้แทนจากแต่ละประเทศ ซึ่งถือเป็นภารกิจพื้นฐานของการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับโลก
ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยในเวลานั้นก็มีการจัดกิจกรรมพิเศษและงานเลี้ยงรับรองในฐานะเจ้าภาพ ทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระราชพิธี การต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง รวมถึงการจัดเตรียมของที่ระลึกสำหรับรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง และรองผู้ว่าการจากประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเหรียญที่ระลึก ของสะสม หรือของขวัญเชิงสัญลักษณ์ต่างๆ ที่สะท้อนความเป็นไทย
นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำธนบัตรและแสตมป์ที่ระลึกขึ้นมาเป็นพิเศษ เพื่อใช้ในโอกาสของการประชุมประจำปีของ World Bank และ International Monetary Fund ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภาพจำและบันทึกเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ
อย่างไรก็ตามหากมองในภาพรวมแล้ว งานส่วนใหญ่แทบทั้งหมดเป็นเรื่อง “Technical” หรือการบริหารจัดการเชิงระบบ ตั้งแต่การประสานงาน การจัดตาราง การดูแลคณะผู้แทน การรักษาความปลอดภัย ไปจนถึงพิธีการต่างๆ ซึ่งในหลักการก็ไม่ต่างจากการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมทั่วไป เพียงแต่ครั้งนี้เป็นงานที่มีขนาดใหญ่กว่ามาก ทั้งจำนวนผู้เข้าร่วมและระดับความสำคัญของบุคคลที่เดินทางมา
“เพราะฉะนั้น ทุกขั้นตอนจึงต้องดำเนินการอย่างละเอียด รอบคอบ และ “เนี๊ยบ” ที่สุด เพราะหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตานานาชาติได้ทันที” นิพัทธกล่าว
อีกมิติสำคัญของการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของ IMF และ World Bank คือเรื่อง “สื่อ” และการประชาสัมพันธ์ประเทศ เพราะเป็นโอกาสสำคัญในการโปรโมตประเทศไทยสู่สายตานานาชาติ รัฐบาลจึงได้มอบหมายให้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เข้ามาช่วยดูแลด้านการสื่อสารและการประสานงานกับสื่อระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น CNN และเครือข่ายข่าวต่างประเทศอื่นๆ ที่มีระบบกระจายข่าวไปทั่วโลก
เปิดประเทศครั้งแรกเพื่อลงแข่ง “โอลิมปิกทางการเงิน”
ในด้าน “โปรแกรมการประชุม” ของ IMF และ World Bank และนั้น มีลักษณะเป็นตารางการประชุมที่กำหนดไว้อย่างตายตัว (Fixed Meeting) พร้อมรายละเอียดการดำเนินงานที่ประเทศเจ้าภาพต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยมีการจัดทำเอกสารเพื่อให้ข้อมูลครบถ้วน
ในส่วนของ “เนื้อหาในการประชุม” นิพัทธยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องรับผิดชอบหลักคือ “สุนทรพจน์” (Speech) ของฝ่ายไทยบนเวที
โดยในครั้งนั้น สุนทรพจน์สำคัญไม่ได้มาจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ว่าการธนาคารกลาง แต่ถูกจัดวางให้เป็นบทบาทของนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้มีการยกร่างถ้อยแถลงอย่างละเอียด เพื่อสะท้อนจุดยืนและภาพลักษณ์ของประเทศต่อเวทีโลก โดยมีนิพัทธเป็นผู้รับผิดชอบจัดทำสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรี
“ภารกิจสำคัญของฝ่ายไทยอีกเรื่อง คือการจัดทำ “สุนทรพจน์” ที่จะใช้สื่อสารจุดยืนและภาพลักษณ์ของประเทศบนเวทีโลก ในครั้งนั้น ผู้ที่ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์หลักคือ คุณอานันท์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งผมเองเป็นผู้ยกร่างเนื้อหาสุนทรพจน์” นิพัทธกล่าว
นิพัทธกล่าวว่า สุนทรพจน์ของ นายกฯอานันท์ ในเวที IMF-World Bank ครั้งนั้น ถูกยกร่างและปรับแก้หลายรอบ เพื่อให้มี “High Point” หรือประเด็นสำคัญที่สื่อทั่วโลกสามารถนำไปขยายต่อได้
“ตอนนั้นสปีชดังมาก เพราะคุณอานันท์ภาษาอังกฤษดี และมีพลังในการพูด ทำให้สารที่ไทยต้องการสื่อออกไปมี impact จริง” นิพัทธกล่าว
ประเด็นหลักในเวลานั้นคือเรื่องสิ่งแวดล้อม (Environment) ซึ่งถือว่าเป็นหัวข้อที่ล้ำหน้าและได้รับความสนใจจากนานาชาติ แม้ปัจจุบันบริบทโลกจะเปลี่ยนไป และประเด็นที่โลกจับตาอาจไม่เหมือนเดิมแล้วก็ตาม
ขณะเดียวกัน งานด้านเทคนิคและสาระเชิงนโยบายทั้งหมด ถูกมอบหมายให้หน่วยงานหลัก ได้แก่ กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในขณะนั้น คือ นายเริงชัย มะระกานนท์ เป็นผู้รับผิดชอบ โดยทำหน้าที่ดูแลเนื้อหาเชิงวิชาการ การเจรจา และประเด็นเฉพาะด้านที่เกี่ยวข้องกับระบบการเงินระหว่างประเทศ
ในทางหนึ่ง การเตรียมงานครั้งนั้นจึงไม่ต่างจาก “การเปิดประเทศครั้งแรกเพื่อเข้าสู่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกทางการเงิน” เพราะนี่คือเวทีประชุมที่ใหญ่ที่สุดขององค์กรการเงินระหว่างประเทศ และเป็นครั้งแรกที่ไทยต้องพิสูจน์ศักยภาพในการเป็นเจ้าภาพของงานระดับโลกที่มีทั้งผู้นำเศรษฐกิจ รัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง นักลงทุน และสื่อจากทั่วโลกเดินทางเข้าร่วมพร้อมกันจำนวนมหาศาล
“การเตรียมการของเราในครั้งนั้น จึงถูกเปรียบว่าเป็น “การเปิดประเทศครั้งแรก” เพื่อลงแข่งขัน “โอลิมปิกทางการเงิน” เพราะการประชุม IMF และ World Bank เป็นการประชุมที่ใหญ่ที่สุดขององค์กรการเงินระหว่างประเทศในยุคนั้น”
“เวทีเศรษฐกิจ” ที่ซ่อนโอกาสทางธุรกิจ
นิพัทธกล่าวว่า แม้โปรแกรมหลักของการประชุมประจำปีของ IMF และ World Bank และจะเป็นตารางการประชุมที่กำหนดไว้อย่างตายตัว หรือ Fixed Meeting แต่ในความเป็นจริง ระหว่างการประชุมจะเต็มไปด้วยเวทีหารือย่อย หรือ Sub Meetings ที่เกิดขึ้นควบคู่กันตลอดทั้งสัปดาห์
การหารือเหล่านี้ครอบคลุมหน่วยงานต่างๆ ภายใต้ IMF และ World Bank ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น International Development Association( IDA), International Finance Corporation (IFC) และหน่วยงานด้านการเงินและการพัฒนาอื่นๆ ที่เข้ามาประชุมและพบปะกับประเทศสมาชิกโดยตรง
ขณะเดียวกัน เวทีนี้ไม่ได้มีเพียงรัฐมนตรีคลังหรือผู้ว่าการธนาคารกลางจากแต่ละประเทศเท่านั้นที่เดินทางมาร่วมงาน แต่ยังเป็นจุดรวมตัวของสถาบันการเงินระดับโลก ธนาคารเพื่อการลงทุน บริษัทจัดการกองทุน นักลงทุนรายใหญ่ และผู้เล่นสำคัญในตลาดทุนโลกที่เดินทางมาพร้อมกันทั้งหมด
แต่ละองค์กรจึงต้องส่งตัวแทนเข้ามาหารือกับรัฐบาลและหน่วยงานเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั้งในเรื่องการกู้เงิน การระดมทุน การออกพันธบัตร การลงทุน และความร่วมมือทางการเงินระหว่างประเทศ ทำให้ตลอดช่วงการประชุมจะเกิดกิจกรรมคู่ขนานจำนวนมาก โดยเฉพาะฝั่ง Private Sector Meetings ที่จะได้เจรจา เชื่อมโยงเครือข่าย และการลงทุนกันโดยตรง
บทเรียน: ต้องมี “Central Command” และธีมระดับชาติ
นิพัทธกล่าวว่า ก่อนหน้าที่ไทยจะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ มีการจัดประชุมขึ้นที่กรุงเบอร์ลิน เยอรมนี ซึ่งฝ่ายไทยได้เดินทางไปศึกษาดูงานอย่างละเอียด โดยไม่เพียงแต่เจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น แต่ยังพาบริษัทก่อสร้างและทีมเทคนิคของไทยไปดูสถานที่จริงด้วย เพื่อศึกษาว่างานระดับนี้ต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานอะไรบ้าง มีข้อกำหนดด้าน Facility Requirement อย่างไร ต้องเตรียมห้องประชุม ระบบสื่อสาร ระบบรักษาความปลอดภัย และการรองรับผู้เข้าร่วมจำนวนมหาศาลในรูปแบบไหน
การดูงานครั้งนั้นมีความสำคัญมาก เพราะไทยต้องนำข้อมูลทั้งหมดกลับมาปรับใช้กับการจัดงานของตัวเอง ขณะที่ข้อจำกัดสำคัญคือ “เวลา” เนื่องจากหลายโครงการก่อสร้างและการเตรียมสถานที่ต้องดำเนินการภายในระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้น เมื่อเทียบกับมาตรฐานของงานระดับโลก
นิพัทธระบุว่า ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา ทั้งในส่วนของการก่อสร้างสถานที่และการเตรียมงาน ทำให้จำเป็นต้องมี “ระบบคณะกรรมการ” เข้ามาทำหน้าที่ประสานงาน เพื่อบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีกระทรวงการคลังเป็นตัวหลัก และธนาคารแห่งประเทศไทยประสานงานร่วมกัน
“เราได้มีการตั้ง “คณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย” ขึ้นมาดูแลการดำเนินงานทั้งหมด เพื่อการแบ่งสรรหน้าที่ความรับผิดชอบไปยังส่วนงานต่างๆ โดยมีกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานร่วมกัน” นิพัทธกล่าว
นิพัทธกล่าวว่า ความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเมื่อกว่า 30 ปีที่ผ่านมาเกิดจากการมี “ศูนย์บัญชาการกลาง” (Central Command) ที่บูรณาการทุกหน่วยงาน ทั้งกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย หน่วยงานความมั่นคง และภาคการท่องเที่ยว
อีกทั้ง กระทรวงการคลังคือ “หัวเรือใหญ่” ในการจัดงานครั้งนั้น โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่เพียงลงมากำกับดูแลและสั่งการด้วยตนเองอย่างใกล้ชิด แต่ยังช่วยประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นระยะๆ ในช่วงการเตรียมการก่อนที่การประชุมเริ่มขึ้นในเดือนตุลาคมปี 2534
นอกจากนี้ฝ่ายการเมืองโดยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี และ นายประมวล สุภาวสุ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น เห็นถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของการจัดงานการประชุมในฐานะ “หน้าตาของประเทศ” และเป็นโอกาสดีที่จะแสดงศักยภาพของไทยสู่สายตาโลก
(คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ได้ยึดอำนาจจากรัฐบาลของพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณจากการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 พลเอกสุจินดา คราประยูร รองประธานคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติได้ทาบทามให้นายอานันท์ ปันยารชุน มาเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อรสช.ทั้งหมดเห็นชอบ พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ในฐานะประธานสภาคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการจึงได้เสนอชื่อนายอานันท์ ปันยารชุนขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี นายอานันท์ ปันยารชุน ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2534 โดยได้ดำรงตำแหน่งระหว่างวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2534 ถึง 21 เมษายน พ.ศ. 2535)
การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของ IMF และ World Bank ครั้งแรกของประเทศไทยยังก่อให้กิดการพัฒนาในประเทศหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการจัดประชุม (MICE) มีการก่อสร้างศูนย์ประชุม จัดงาน แสดงสินค้าพร้อมที่พักจำนวนมาก
บริบทโลกเปลี่ยน ความสำคัญ IMF–World Bank ลดลง?
อย่างไรก็ตาม นิพัทธมีมุมมองว่า บทบาทของ IMF และ World Bank ในปัจจุบันอาจลดลงเมื่อเทียบกับอดีต ในบริบทโลกในปัจจุบันเปลี่ยนไป โดยเฉพาะภายใต้นโยบายของมหาอำนาจอย่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ มีแนวโน้มลดความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ ทำให้ความสำคัญของเวทีอย่าง IMF และ World Bank ในสายตาบางประเทศอาจจะลดลง และถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายมากขึ้น
“สมัยก่อน IMF กับ World Bank มีบทบาทสูงมากในการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนา เช่น ไทย ไม่ว่าเป็นการสร้างเขื่อน การสร้างถนน เราเรียนรู้วิธีคิดเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การคำนวณผลตอบแทนโครงการ หรือระบบการเงินจากองค์กรเหล่านี้โดยตรง” นิพัทธกล่าว
นอกจากนี้ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา หน่วยงานเศรษฐกิจไทยอย่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลังทำงานใกล้ชิดกับ IMF และ World Bank อย่างมาก ทั้งในด้านนโยบายการเงิน การคลัง และโครงการพัฒนา
“วันนี้ IMF หรือ World Bank มาเปิดสำนักงานในไทย คนแทบไม่สนใจแล้วว่าเขาพูดอะไร ต่างจากอดีตที่ทุกคำแนะนำมีน้ำหนักต่อการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ” นิพัทธกล่าว
นิพัทธกล่าวว่า การประชุม IMF และ World Bank ครั้งนี้ ประเด็นสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า “รัฐมนตรีคนไหนเดินทางมา” แต่จะอยู่ที่สาระเชิงเทคนิคและทิศทางของระบบการเงินโลกมากกว่า
โดยเฉพาะหลังความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก
“ในมุมมองของผม การประชุมรอบที่จะถึงจะเริ่มพูดถึง New World Financial Structure มากขึ้น” นิพัทธกล่าว
พร้อมมองว่า ระบบ “Petrodollar” หรือโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐและน้ำมัน อาจเริ่มลดบทบาทและความสำคัญลงในระยะข้างหน้า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอำนาจเศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น
นิพัทธกล่าวว่า 3 ประเด็นสำคัญที่ควรจับตาในการประชุมครั้งนี้ ได้แก่
- วาระและประเด็นหลักทางเทคนิคของ IMF และ World Bank
- ความเป็นไปได้ในการปรับโครงสร้างระบบ Bretton Woods และบทบาทใหม่ของ IMF กับ World Bank
- ทิศทางของระบบความร่วมมือระหว่างประเทศ ท่ามกลางนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่ลดความสำคัญขององค์กรพหุภาคี ทั้ง UN, IMF และ World Bank
ประเด็นสำคัญหลังจากนี้ คือบทบาทและ “หน้าตาใหม่” ของ IMF และ World Bank หลังวิกฤติสงครามในตะวันออกกลาง ยูเครน และเวเนซุเอลา ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับการแข่งขันของมหาอำนาจโลก
“สุดท้ายมันคือเรื่องเดียวกัน คือใครจะเป็นคนกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก และสหรัฐยังคิดว่าตัวเองสามารถชี้นำทุกอย่างได้อยู่” นิพัทธกล่าว
นิพัทธกล่าวว่า ภายใต้ปัญหาเศรษฐกิจและการเงินโลกในปัจจุบัน ความสำคัญของการประชุม IMF และ World Bank อาจไม่ยิ่งใหญ่เหมือนในอดีต
“สมัยก่อนมันเหมือนโอลิมปิกทางการเงิน แต่วันนี้สถานะของเวทีนี้ลดระดับลงมาแล้ว กลายเป็นการประชุมที่มีความสำคัญรองลงมาระดับหนึ่ง ” นิพัทธกล่าว
คำถามถึงประเทศไทย: “รู้หรือยังว่าต้องทำอะไร?”
สำหรับการที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ไม่ได้เกิดจากการเสนอของไทยโดยตรง แต่เป็นการคัดเลือกจากผลงานในอดีต สะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการจัดประชุม (MICE) ของไทยเพิ่งเริ่มพัฒนา
นิพัทธทิ้งท้ายการให้สัมภาษณ์ด้วยคำถามสำคัญถึงผู้กำหนดนโยบายไทยว่า
“Do you know what you’re doing? และ Do you know what you have to do?”
นิพัทธสะท้อนความกังวลว่า การเตรียมความพร้อมของไทยในปัจจุบันอาจยังขาดการมองภาพใหญ่ ทั้งในเชิงยุทธศาสตร์ การสื่อสาร และการใช้เวทีระดับโลกเพื่อยกระดับประเทศ
นิพัทธชี้ว่า ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งแรก รัฐบาลได้จัดตั้ง Central Command ที่กระทรวงการคลังเป็น “หัวเรือใหญ่” ที่ประสานงานทุกหน่วยงาน (ความมั่นคง, ท่องเที่ยว, ตม.) เพื่อดูแลการจัดงานประชุม เพราะการรองรับผู้เข้าร่วมประชุมระดับโลกจำเป็นต้องมีระบบ “Fast Track” ตั้งแต่สนามบิน การตรวจคนเข้าเมือง ไปจนถึงมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยต้องตรวจสอบรายชื่อผู้เข้าร่วมล่วงหน้าและจัดระบบอำนวยความสะดวกอย่างครบวงจรเพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะ
ขณะเดียวกันมีการจัด “Spouse Program” หรือโปรแกรมสำหรับคู่สมรสผู้แทน ถือเป็นอีกกลไกสำคัญในการโปรโมตประเทศ ทั้งสินค้าไทย ผ้าไทย วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวในต่างจังหวัด ผ่านกิจกรรมที่จัดขึ้นควบคู่กับการประชุมระดับโลก
นิพัทธกล่าวว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการจัดประชุมให้ผ่านไปได้ แต่ไทยต้องใช้เวที ของ IMF และ World Bank เพื่อ “ขายประเทศ” ด้วย
โดยควรเน้น 2 เรื่องหลัก คือ หัวข้อสำคัญของการประชุมครั้งนี้ และจุดยืน (Position) ของประเทศไทยต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับไทยหลังการประชุม
ขณะเดียวกัน ประเทศเจ้าภาพต้องมี “ธีม” หรือ Narrative ชัดเจน ว่าจะใช้เวทีนี้สื่อสารอะไรกับโลก เพราะปัจจุบันประเทศไทยไม่มีปัญหาเรื่องสถานที่จัดประชุมหรือโรงแรมเหมือนในอดีตอีกแล้ว
“แต่โจทย์สำคัญคือ ไทยจะใช้เวที ของ IMF และ World Bank เพื่อแสดง “ศักยภาพของประเทศ” อย่างไร เช่น การใช้รถ EV ระบบพลังงานสีเขียว และแนวคิด Energy Efficiency เพื่อสะท้อนให้โลกเห็นว่าไทยพร้อมเดินหน้าเรื่องความยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน”
“สิ่งสำคัญคือ ประเทศไทยอยากให้โลกเห็นภาพอะไรจากการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้”
นิพัทธกล่าวว่า ในครั้งที่ผ่านมา ประเด็น “Environment” หรือสิ่งแวดล้อม ถือเป็นหัวข้อสำคัญที่ไทยใช้สื่อสารบนเวทีโลก แต่ในบริบทปัจจุบัน ไทยอาจต้องขยับไปพูดเรื่องบทบาทของประเทศกำลังพัฒนา ที่ยังพึ่งพาการส่งออกและการนำเข้าพลังงาน ว่าจะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกอย่างไร
พร้อมให้ความเห็นว่า ไทยควรสร้าง “Bangkok Initiative” ให้เป็นสัญลักษณ์หรือวาระสำคัญของการประชุม เพื่อสะท้อนจุดยืนและศักยภาพของประเทศต่อเวทีโลก
นิพัทธกล่าวว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังต้องหารือร่วมกันอย่างจริงจัง เพื่อกำหนดทิศทางและนโยบายที่ชัดเจน ก่อนนำเสนอให้รัฐบาลเห็นว่า ประเทศไทยควรใช้เวที ของ IMF และ World Bank ครั้งนี้อย่างไร และต้องเตรียมอะไรบ้างในระดับยุทธศาสตร์