โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เกิดอะไรขึ้นที่แอนตาร์กติกา? น้ำแข็งทะเลหายกลางฤดูหนาว นักวิทย์ฯผวาอาจเร่งระดับน้ำทะเลโลก

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
แม้จะเข้าสู่ฤดูหนาวของซีกโลกใต้ แต่บริเวณชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกากลับเผชิญปรากฏการณ์ผิดปกติ เมื่อน้ำแข็งทะเลจำนวนมหาศาลไม่สามารถก่อตัวได้ตามฤดูกาล จนมีพื้นที่น้ำแข็งขาดหายไปเทียบเท่ากับขนาดของประเทศฝรั่งเศส

นักวิทยาศาสตร์แสดงความกังวลหลังพบว่าน้ำแข็งทะเลบริเวณทะเลเบลลิงส์เฮาเซน (Bellingshausen Sea) ทางฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรแอนตาร์กติกา หายไปเป็นบริเวณกว้างผิดปกติในช่วงฤดูหนาว โดยมีพื้นที่น้ำแข็งที่ขาดหายไปประมาณ 650,000 ตารางกิโลเมตร หรือราว 406 ล้านไร่ ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับพื้นที่ของประเทศฝรั่งเศส

ข้อมูลจากดาวเทียมระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวซึ่งตามปกติควรถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งทะเลในช่วงเดือนมิถุนายน กลับแทบไม่มีน้ำแข็งก่อตัวเลย สร้างความกังวลต่อระบบนิเวศในภูมิภาค รวมถึงสัตว์ป่าที่ต้องพึ่งพาน้ำแข็งทะเลในการดำรงชีวิต และอาจส่งผลต่อระดับน้ำทะเลโลกในระยะยาว

ดร.วิล ฮอบส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำแข็งทะเลแอนตาร์กติกาจากมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องน่าตกใจ เนื่องจากนี่เป็นครั้งที่สามในรอบสี่ปีที่พื้นที่แห่งนี้มีปริมาณน้ำแข็งทะเลต่ำผิดปกติ เขาระบุว่า การหายไปของน้ำแข็งทะเลอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทร และนักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาว่าภาวะโลกร้อนมีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใด

พื้นที่ทะเลเบลลิงส์เฮาเซนถือเป็นแหล่งอาศัยสำคัญของ "คริลล์" สัตว์ทะเลขนาดเล็กที่เป็นฐานสำคัญของห่วงโซ่อาหารในแอนตาร์กติกา โดยปกติคริลล์จะอาศัยอยู่ใต้แผ่นน้ำแข็งในช่วงฤดูหนาวเพื่อหลบเลี่ยงผู้ล่าและกินสาหร่ายที่เกาะอยู่ใต้ผิวน้ำแข็ง

ข้อมูลเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พบว่า พื้นที่น้ำแข็งทะเลรอบทวีปแอนตาร์กติกาทั้งหมดมีอยู่ประมาณ 11.4 ล้านตารางกิโลเมตร ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 12.6 ล้านตารางกิโลเมตร

นักวิทยาศาสตร์ยังเตือนว่า การขาดหายไปของน้ำแข็งทะเลอาจส่งผลต่อธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ในภูมิภาค โดยเฉพาะธารน้ำแข็งไพน์ไอส์แลนด์ (Pine Island Glacier) และธารน้ำแข็งธเวตส์ (Thwaites Glacier) ซึ่งเป็นแหล่งสูญเสียน้ำแข็งสำคัญของแอนตาร์กติกา

ตามปกติ น้ำแข็งทะเลจะช่วยปกป้องชั้นน้ำแข็งลอยตัวบริเวณหน้าธารน้ำแข็งจากคลื่นลมและกระแสน้ำ หากน้ำแข็งทะเลหายไปเป็นเวลานาน ชั้นน้ำแข็งเหล่านี้อาจแตกสลายเร็วขึ้น ส่งผลให้ธารน้ำแข็งไหลลงสู่มหาสมุทรมากขึ้น และเร่งการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลทั่วโลก

ผลกระทบยังลุกลามไปถึงสัตว์ป่าในภูมิภาค โดยก่อนหน้านี้ในปี 2565 เคยเกิดเหตุการณ์ลูกเพนกวินจักรพรรดินับพันตัวตายจากความล้มเหลวในการขยายพันธุ์ เนื่องจากน้ำแข็งทะเลแตกตัวเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้สหประชาชาติปรับสถานะเพนกวินจักรพรรดิขึ้นเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์มากขึ้นในบัญชีรายชื่อชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามระดับโลก

ดร.ปีเตอร์ เฟรตเวลล์ นักวิทยาศาสตร์จากหน่วยสำรวจแอนตาร์กติกาแห่งสหราชอาณาจักร กล่าวว่า การก่อตัวของน้ำแข็งทะเลที่ล่าช้าและการละลายที่เร็วขึ้นกำลังสร้างปัญหารุนแรงต่อเพนกวินจักรพรรดิ เนื่องจากส่งผลต่อความสำเร็จในการผสมพันธุ์และการดำรงชีวิต

นอกจากนี้ยังพบว่าจำนวนเพนกวินอะเดลีมีแนวโน้มลดลง ขณะที่แมวน้ำกินปูต้องอพยพไปยังพื้นที่ที่มีน้ำแข็งมั่นคงมากกว่า

ขณะเดียวกัน คาบสมุทรแอนตาร์กติกายังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงในช่วงต้นเดือนมิถุนายน โดยสถานีวิจัยเอสเปรันซาของอาร์เจนตินาบันทึกอุณหภูมิสูงสุดได้ถึง 15.4 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน และ 13.4 องศาเซลเซียส ในวันที่ 6 มิถุนายน สูงกว่าค่าเฉลี่ยสูงสุดประจำวันซึ่งอยู่ที่ -6.2 องศาเซลเซียส มากกว่า 20 องศาเซลเซียส

อุณหภูมิ 15.4 องศาเซลเซียส ยังถือเป็นหนึ่งในค่าที่สูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกได้ในเดือนมิถุนายนของพื้นที่ดังกล่าว สะท้อนถึงความผิดปกติของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นในภูมิภาคขั้วโลกใต้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กำลังจับตาอย่างใกล้ชิดท่ามกลางภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...