เกิดอะไรขึ้นที่แอนตาร์กติกา? น้ำแข็งทะเลหายกลางฤดูหนาว นักวิทย์ฯผวาอาจเร่งระดับน้ำทะเลโลก
นักวิทยาศาสตร์แสดงความกังวลหลังพบว่าน้ำแข็งทะเลบริเวณทะเลเบลลิงส์เฮาเซน (Bellingshausen Sea) ทางฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรแอนตาร์กติกา หายไปเป็นบริเวณกว้างผิดปกติในช่วงฤดูหนาว โดยมีพื้นที่น้ำแข็งที่ขาดหายไปประมาณ 650,000 ตารางกิโลเมตร หรือราว 406 ล้านไร่ ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับพื้นที่ของประเทศฝรั่งเศส
ข้อมูลจากดาวเทียมระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวซึ่งตามปกติควรถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งทะเลในช่วงเดือนมิถุนายน กลับแทบไม่มีน้ำแข็งก่อตัวเลย สร้างความกังวลต่อระบบนิเวศในภูมิภาค รวมถึงสัตว์ป่าที่ต้องพึ่งพาน้ำแข็งทะเลในการดำรงชีวิต และอาจส่งผลต่อระดับน้ำทะเลโลกในระยะยาว
ดร.วิล ฮอบส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำแข็งทะเลแอนตาร์กติกาจากมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องน่าตกใจ เนื่องจากนี่เป็นครั้งที่สามในรอบสี่ปีที่พื้นที่แห่งนี้มีปริมาณน้ำแข็งทะเลต่ำผิดปกติ เขาระบุว่า การหายไปของน้ำแข็งทะเลอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทร และนักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาว่าภาวะโลกร้อนมีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใด
พื้นที่ทะเลเบลลิงส์เฮาเซนถือเป็นแหล่งอาศัยสำคัญของ "คริลล์" สัตว์ทะเลขนาดเล็กที่เป็นฐานสำคัญของห่วงโซ่อาหารในแอนตาร์กติกา โดยปกติคริลล์จะอาศัยอยู่ใต้แผ่นน้ำแข็งในช่วงฤดูหนาวเพื่อหลบเลี่ยงผู้ล่าและกินสาหร่ายที่เกาะอยู่ใต้ผิวน้ำแข็ง
ข้อมูลเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พบว่า พื้นที่น้ำแข็งทะเลรอบทวีปแอนตาร์กติกาทั้งหมดมีอยู่ประมาณ 11.4 ล้านตารางกิโลเมตร ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 12.6 ล้านตารางกิโลเมตร
นักวิทยาศาสตร์ยังเตือนว่า การขาดหายไปของน้ำแข็งทะเลอาจส่งผลต่อธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ในภูมิภาค โดยเฉพาะธารน้ำแข็งไพน์ไอส์แลนด์ (Pine Island Glacier) และธารน้ำแข็งธเวตส์ (Thwaites Glacier) ซึ่งเป็นแหล่งสูญเสียน้ำแข็งสำคัญของแอนตาร์กติกา
ตามปกติ น้ำแข็งทะเลจะช่วยปกป้องชั้นน้ำแข็งลอยตัวบริเวณหน้าธารน้ำแข็งจากคลื่นลมและกระแสน้ำ หากน้ำแข็งทะเลหายไปเป็นเวลานาน ชั้นน้ำแข็งเหล่านี้อาจแตกสลายเร็วขึ้น ส่งผลให้ธารน้ำแข็งไหลลงสู่มหาสมุทรมากขึ้น และเร่งการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลทั่วโลก
ผลกระทบยังลุกลามไปถึงสัตว์ป่าในภูมิภาค โดยก่อนหน้านี้ในปี 2565 เคยเกิดเหตุการณ์ลูกเพนกวินจักรพรรดินับพันตัวตายจากความล้มเหลวในการขยายพันธุ์ เนื่องจากน้ำแข็งทะเลแตกตัวเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้สหประชาชาติปรับสถานะเพนกวินจักรพรรดิขึ้นเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์มากขึ้นในบัญชีรายชื่อชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคามระดับโลก
ดร.ปีเตอร์ เฟรตเวลล์ นักวิทยาศาสตร์จากหน่วยสำรวจแอนตาร์กติกาแห่งสหราชอาณาจักร กล่าวว่า การก่อตัวของน้ำแข็งทะเลที่ล่าช้าและการละลายที่เร็วขึ้นกำลังสร้างปัญหารุนแรงต่อเพนกวินจักรพรรดิ เนื่องจากส่งผลต่อความสำเร็จในการผสมพันธุ์และการดำรงชีวิต
นอกจากนี้ยังพบว่าจำนวนเพนกวินอะเดลีมีแนวโน้มลดลง ขณะที่แมวน้ำกินปูต้องอพยพไปยังพื้นที่ที่มีน้ำแข็งมั่นคงมากกว่า
ขณะเดียวกัน คาบสมุทรแอนตาร์กติกายังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงในช่วงต้นเดือนมิถุนายน โดยสถานีวิจัยเอสเปรันซาของอาร์เจนตินาบันทึกอุณหภูมิสูงสุดได้ถึง 15.4 องศาเซลเซียส เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน และ 13.4 องศาเซลเซียส ในวันที่ 6 มิถุนายน สูงกว่าค่าเฉลี่ยสูงสุดประจำวันซึ่งอยู่ที่ -6.2 องศาเซลเซียส มากกว่า 20 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิ 15.4 องศาเซลเซียส ยังถือเป็นหนึ่งในค่าที่สูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกได้ในเดือนมิถุนายนของพื้นที่ดังกล่าว สะท้อนถึงความผิดปกติของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นในภูมิภาคขั้วโลกใต้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กำลังจับตาอย่างใกล้ชิดท่ามกลางภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- “เอลนีโญ” ถล่มไทย! ฝนหายครึ่งประเทศ แต่บางพื้นที่เสี่ยงจมน้ำ
- กรมชลฯ รับมือ “เอลนีโญ” มั่นใจน้ำเพียงพอใช้
- “พิจิตร” ฝนถล่ม "บึงสีไฟ" ต้นไม้หักโค่นทับรถจักยานยนต์ เสียหาย
- “เอลนีโญ” มาแรงพายุลด แต่พลังทำลายล้างสูง เอเชียเสี่ยงแล้ง-ร้อนนานขึ้น
- NOAA ประกาศเอลนีโญเริ่มแล้ว จ่อทวีความรุนแรงปลายปี อาจรุนแรงสุดในรอบศตวรรษ