BMW เปิดตัว Humanoid เข้าสายการผลิต ชี้เป็นอนาคตของโรงงานรถยนต์
BMW เดินหน้าทดสอบหุ่นยนต์ Humanoid ในสายการผลิตยุโรป สะท้อนภาพอนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ AI และหุ่นยนต์กำลังเข้ามาเสริมกำลังแรงงานมนุษย์ ท่ามกลางปัญหาขาดแคลนแรงงานและความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
ท่ามกลางปัญหาขาดแคลนแรงงานและการแข่งขันด้านประสิทธิภาพที่รุนแรงขึ้น หุ่นยนต์ Humanoid กำลังถูกจับตามองในฐานะแรงงานรูปแบบใหม่ที่อาจเข้ามาเปลี่ยนโฉมภาคอุตสาหกรรม บริษัทระดับโลกหลายแห่งเริ่มนำหุ่นยนต์ Humanoid เข้ามาทดลองหรือใช้งานจริงแล้ว โดยส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาคการผลิต โลจิสติกส์ และคลังสินค้า ซึ่งเป็นงานที่ขาดแคลนแรงงานและมีลักษณะซ้ำ ๆ
ล่าสุดบีเอ็มดับเบิลยู (BMW) บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ระดับพรีเมียมจากเยอรมัน เป็นอีก 1 บริษัทที่ประกาศนำนำ Humanoid จากบริษัท Hexagon Robotics เข้ามาใช้งานในการผลิตรถยนต์ในยุโรป โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการทดสอบใช้งานที่โรงงานของ BMW ในเมือง Leipzig และเตรียมใช้เข้าทำงานจริงในสายการผลิตตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนนี้
ไมเคิล นิโคไลเดส (Michael Nikolaides) หัวหน้าฝ่ายบริหารจัดการกระบวนการผลิตและดิจิทัลของ BMW บอกกับสำนักข่าว BBC ว่า “การมาของ Humanoid จะเป็นอนาคตของการผลิตรถยนต์”
แต่หากดูภาพของอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ จะเห็นว่าหลายปีที่ผ่านมาโรงงานทุกแบรนด์ก็มีการใช้แขนกลและระบบอัตโนมัติในโรงงานอยู่แล้ว คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมต้องเปลี่ยนมาใช้ Humanoid ที่มีรูปร่างและการเคลื่อนไหวเหมือนมนุษย์ด้วย ?
[caption id="attachment_247614" align="aligncenter" width="1200"]
ภาพจาก: www.bmwgroup.com[/caption]
ซึ่งนิโคไลเดส ตอบคำถามนี้ว่า “การที่หุ่นยนต์มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ จะทำให้สามารถนำหุ่นยนต์นั้นไปทำงานได้ในทุกตำแหน่งที่มนุษย์ทำอยู่ในปัจจุบัน เพราะมีขนาดตัวและความสามารถใกล้เคียงมนุษย์ ซึ่งในอดีตหุ่นยนต์แบบนี้มีต้นทุนสูงมาก ทำให้โรงงานผลิตจำเป็นออกแบบสายการผลิตให้สอดคล้องกับหุ่นยนต์ แต่ปัจจุบันต้นทุนหุ่นยนต์ลดลง ขณะที่การปรับเปลี่ยนสายการผลิตกลับมีต้นทุนสูงกว่า
นั่นจึงทำให้การใช้หุ่นยนต์ที่สามารถทำงานร่วมกับโครงสร้างเดิมของโรงงานได้มีความคุ้มค่ากว่า”
ขณะที่ บิล เรย์ (Bill Ray) นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Gartner บอกกับ BBC ว่า "ตอนที่หุ่นยนต์มีราคาสูงถึง 17 ล้านดอลลาร์ การจะนำมาใช้อาจต้องปรับทั้งโรงงานให้รองรับหุ่นยนต์ แต่ทุกวันนี้ไม่จำเป็นแล้ว ตอนนี้สิ่งที่โรงงานต้องการคือหุ่นยนต์ที่สามารถเข้ากับรูปแบบการทำงานเดิมที่มีอยู่"
Humanoid ที่ BMW จะใช้เร็ว ๆ นี้มีชื่อว่า "Aeon" มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ สูง 1.65 เมตร น้ำหนัก 60 กิโลกรัม สามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็วสูงสุด 2.4 เมตรต่อวินาที ยกน้ำหนักได้ 15 กิโลกรัมในช่วงเวลาสั้น ๆ และยกน้ำหนักต่อเนื่องได้ 8 กิโลกรัม ตัวหุ่นยนต์ติดตั้งเซนเซอร์รวม 21 ตัว ประกอบด้วย กล้องเรดาร์ ไมโครโฟน เซนเซอร์ตรวจจับแรงและแรงบิดสำหรับการหยิบจับวัตถุ
โดย BMW ได้ฝึกสอนหุ่นยนต์เหล่านี้ด้วยการผสมผสานระหว่าง Teleoperation หรือการให้มนุษย์ควบคุมผ่านเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว, การจำลองโรงงานในรูปแบบ Digital Twin โดยใช้ซอฟต์แวร์จาก NVIDIA โดยภายในโลกจำลอง หุ่นยนต์จะได้รับมอบหมายภารกิจหนึ่ง และทำการทดลองซ้ำหลายครั้งเพื่อค้นหาวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด กระบวนการนี้เรียกว่า Reinforcement Learning ขณะที่ Teleoperation ถูกนำมาใช้สอนทักษะเฉพาะ เช่น การหยิบจับชิ้นส่วน เพื่อให้หุ่นยนต์เรียนรู้วิธีการที่หลากหลายซึ่งมนุษย์ใช้ในการทำงานจริง
ปัจจุบันการฝึกหุ่นยนต์กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว เพราะยิ่งฝึกหุ่นยนต์ได้เร็วเท่าไร ก็ยิ่งนำไปใช้งานจริงได้เร็วขึ้นเท่านั้น และยิ่งน่าตื่นเต้นมากขึ้นเมื่อ AI เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลง
อาร์โนด์ โรเบิร์ต (Arnaud Robert) ประธานฝ่ายหุ่นยนต์ของ Hexagon กล่าวว่า หนึ่งในความก้าวหน้าที่น่าตื่นเต้นที่สุดของ Physical AI หรือ AI ที่ทำงานในโลกจริง คือสิ่งที่เรียกว่า "Imitation Learning" แนวคิดนี้คือ หุ่นยนต์เรียนรู้จากการสังเกตมนุษย์ทำงาน ไม่ว่าจะผ่านวิดีโอจากหลายมุมกล้อง หรือเซนเซอร์ที่ติดอยู่บนร่างกายมนุษย์
โรเบิร์ตระบุว่า เทคโนโลยีนี้สามารถลดระยะเวลาการฝึกหุ่นยนต์จากระดับหลายเดือนให้เหลือเพียงไม่กี่วัน และการถ่ายทอดความรู้จากมนุษย์ไปสู่หุ่นยนต์จะมีประสิทธิภาพที่สุด เมื่อทั้งผู้สอนและผู้เรียนมีรูปร่างใกล้เคียงกัน
[caption id="attachment_247615" align="aligncenter" width="1200"]
ภาพจาก: www.bmwgroup.com[/caption]
เมื่อถูกถามว่า ในอนาคตหุ่นยนต์จะสามารถแค่ดูคนแพ็กกล่องสักพักแล้วลุกขึ้นมาทำงานได้เองหรือไม่
โรเบิร์ตตอบว่า "นั่นคือภาพในอุดมคติสูงสุด และประเมินว่าตอนนี้อยู่ห่างจากจุดนั้นเพียงประมาณ 1-2 ปีเท่านั้น" การประเมินของโรเบิร์ต สอดคล้องกับ เรย์ จาก Gartner ที่มองว่า ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า หุ่นยนต์จะสามารถรับคำสั่งด้วยภาษาพูดธรรมดา และทำงานตามคำสั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับหน้าที่แรกของ Aeon ในโรงงาน BMW คือ การป้อนชิ้นส่วนเข้าสู่เครื่องมือการผลิต การหยิบและวางชิ้นส่วนสำหรับการประกอบแบตเตอรี่ แม้ว่าจริง ๆ แล้ว Aeon จะสามารถทำงานได้หลากหลายประเภท แต่ BMW ไม่ได้คาดหวังให้เปลี่ยนหน้าที่บ่อย ๆ เช่นเดียวกับพนักงานในโรงงาน โดยหุ่นยนต์จะเข้ามาช่วยในงานที่ต้องทำซ้ำๆ หรือใช้แรงกายสูง ขณะเดียวกันก็เป็นการเตรียมรับมือปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอนาคตได้ด้วย
อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตจุดหนึ่งคือ ตัว Aeon มีแบตเตอรี่เพียงพอสำหรับการทำงานเพียง 3 ชั่วโมง ซึ่งน้อยกว่าการทำงานของพนักงาน 1 กะ ที่อยู่ราว 8 ชั่วโมง ดังนั้น Aeon จึงถูกออกแบบให้สามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ด้วยตัวเองได้ภายในประมาณ 3 นาที รวมเวลาการเดินทางไปยังจุดชาร์จและกลับมาทำงาน
นิโคไลเดส ให้มุมมองว่า "เรารู้ดีว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราจะเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน และหุ่นยนต์ Humanoid สามารถเข้ามาช่วยได้ หากย้อนไปในช่วงปี 1970 ที่อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์เริ่มใช้ระบบอัตโนมัติ ตอนนั้นทุกคนบอกว่าจะเกิดการเลิกจ้างจำนวนมาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม นั่นจึงหมายความว่า เทคโนโลยีใหม่ได้สร้างตำแหน่งงานใหม่ขึ้นมา และเรามองหุ่นยนต์ Humanoid ในมุมเดียวกัน"
ทั้งนี้ BMW ไม่ใช่บริษัทเดียวที่สนใจหุ่นยนต์ Humanoid บริษัท Toyota ของญี่ปุ่นก็มีแผนใช้งานหุ่นยนต์ Digit จาก Agility Robotics หลังการทดลองใช้ประสบความสำเร็จ ขณะที่ Xiaomi จากจีน ได้ทดลองนำหุ่นยนต์ Humanoid ของตัวเองเข้าสู่สายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว ส่วน Hyundai กำลังใช้หุ่นยนต์ Spot สำหรับตรวจสอบโรงงาน และประกาศแผนนำหุ่นยนต์ Atlas เข้ามาใช้งานในอนาคต โดยทั้งสองรุ่นพัฒนาโดย Boston Dynamics
ก่อนหน้านี้ BMW ยังเคยใช้หุ่นยนต์ Figure O2 ที่โรงงานในเมือง Spartanburg โดย Humanoid รุ่นนั้น มีส่วนช่วยผลิตรถยนต์ BMW X3 ไปแล้วกว่า 30,000 คัน และสามารถทำงานได้ด้วยความเร็วเทียบเท่ามนุษย์
[caption id="attachment_247616" align="aligncenter" width="1200"]
ภาพจาก: www.bmwgroup.com[/caption]
นิโคไลเดส กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่ BMW สังเกตเห็นคือ หุ่นยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถรับมือกับความคลาดเคลื่อนของสภาพแวดล้อมได้ดีกว่าหุ่นยนต์อุตสาหกรรมแบบเดิม โดยเขายกตัวอย่างว่า "ถ้าคุณขยับแผ่นโลหะเพียงเล็กน้อย หรือเอียงมันนิดเดียว หุ่นยนต์อุตสาหกรรมแบบเดิมอาจหยุดทำงานทันที แต่หุ่นยนต์ Humanoid สามารถวิเคราะห์สถานการณ์และทำงานต่อได้"
สำหรับความแตกต่างสำคัญระหว่าง Figure O2 ที่ BMW เคยทดลองใช้ และ Aeon ในปัจจุบันคือ Figure O2 เดินด้วยขา แต่ Aeon ใช้ล้อแทนเท้า ซึ่งเรื่องนี้ทาง BMW ให้เหตุผลว่าการใช้ล้อแทนเท้า เหมาะสมในสภาพแวดล้อมของโรงงานมากกว่า โดย Aeon สามารถเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ BMW ยังเคยใช้หุ่นยนต์ Spot ที่มีลักษณะคล้ายสุนัขสำหรับงานตรวจสอบและบำรุงรักษาอีกด้วย เพราะต้องการความสามารถในการขึ้นลงบันไดไปยังชั้นใต้ดินที่มีเครื่องจักรจำนวนมากได้
นิโคไลเดส บอกกับ BBC อีกว่า พนักงานของ BMW ต้อนรับหุ่นยนต์เหล่านี้เป็นอย่างดี และเขาเชื่อว่ากลุ่มพนักงานจะตั้งชื่อให้หุ่นยนต์เหมือนที่เคยทำกับหุ่นยนต์รุ่นเก่า และแม้ Aeon จะไม่มีใบหน้าแบบมนุษย์ แต่บริเวณศีรษะมีหน้าจอแสดงสัญลักษณ์ต่าง ๆ ทดแทน เช่น แสดงเส้นตรง เมื่อกำลังทำงาน แสดงวงกลม เมื่อกำลังรับฟังคำสั่ง ซึ่งปัจจุบันทาง Hexagon กำลังพัฒนาภาษาภาพเหล่านี้อยู่ พร้อมยังเชื่อว่าในอนาคต Aeon จำเป็นต้องสื่อสารกับมนุษย์ในรูปแบบที่เป็นธรรมชาติอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้ Humanoid จะเริ่มเข้ามาทำงานร่วมกับมนุษย์แล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญบางรายยังมองว่า Humanoid อาจยังไม่ล้ำอย่างที่หลายคนคิด โดยบิล เรย์ จาก Gartner เตือนว่า กระแสความตื่นตัวเกี่ยวกับหุ่นยนต์อาจถูกโหมเกินจริง โดยเฉพาะการสาธิตที่ได้รับความสนใจจากสื่อจำนวนมาก โดยเขากล่าวกับ BBC ว่า
"กรณีการใช้งานหลักของ Humanoid ในปัจจุบัน คือการเดินขึ้นเวทีและช่วยดันราคาหุ้น ซึ่งการที่หุ่นยนต์เต้นหรือแสดงท่าทางต่าง ๆ นั้น จริง ๆ แล้วไม่ได้ยากอย่างที่หลายคนคิด และเมื่อคุณเห็น Humanoid เดินได้ คุณจะเผลอคิดว่ามันต้องวิ่งได้ ปีนป่ายได้ หรือกระโดดได้ แต่ในความเป็นจริง Humanoid ยังทำสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ สมองของมนุษย์มักเติมเต็มช่องว่างเหล่านั้นเอง และนั่นทำให้เราเกิดความคาดหวังที่ไม่สอดคล้องกับความสามารถจริงในปัจจุบัน"
ชมวิดีโอสาธิตการทำงานของ Aeon : www.bmwgroup.com
อ้างอิง : www.bmwgroup.com , www.bbc.com