เจาะงบบำนาญ ส.ส.-ส.ว. พุ่ง 3 เท่า รายจ่ายทะลุ 700 ล้านบาท เงินสดกองทุนจ่อติดลบ
การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการไปแล้ว ประเด็นที่ถูกฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นอภิปรายอย่างหนัก คือโครงสร้างงบประมาณที่ "รายจ่ายประจำ" กำลังกลืนกินพื้นที่ทางการคลังของประเทศ โดยเฉพาะภาระค่าจ้างและบำเหน็จบำนาญ สวนทางกับรายจ่ายลงทุนที่หดตัวลงถึง 72,564 ล้านบาท หรือลดลง 8.4%
แต่ท่ามกลางการอภิปรายเรื่องบำนาญข้าราชการก้อนใหญ่ ยังมีอีกก้อนงบที่มักถูกมองข้าม และกำลังโตแบบก้าวกระโดด นั่นคือบำนาญและสวัสดิการของอดีต ส.ส. และ ส.ว.
เจาะบำนาญที่อดีต ส.ส.-ส.ว.
เมื่อตรวจสอบเอกสารงบประมาณรายจ่ายที่รัฐบาลเสนอต่อสภาพบว่า ในปีงบประมาณ 2570 มีการตั้งงบประมาณเพื่อจ่ายบำนาญและสวัสดิการให้อดีต ส.ส. และ ส.ว. ดำเนินการผ่าน "กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา" ไว้ที่ 294 ล้านบาท ขณะที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเสนอขอจัดสรรงบรวมของกองทุนฯ ทั้งสิ้นถึง 726 ล้านบาท
กองทุนนี้ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556 เป็นทุนหมุนเวียนช่วยเหลืออดีตสมาชิกรัฐสภาใน 5 ด้าน คือ เงินทุนเลี้ยงชีพ (บำนาญ) ค่ารักษาพยาบาล เงินช่วยเหลือกรณีทุพพลภาพ กรณีถึงแก่กรรม และค่าการศึกษาบุตร โดยสมาชิกรัฐสภามีหน้าที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเดือนละ 3,500 บาท
ฐานเศรษฐกิจ ตรวจสอบข้อมูลการเงินของกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พบว่า การดำเนินงานที่ผ่านมาภาระงบประมาณสะสมของกองทุนขยายตัวต่อเนื่องตามจำนวนสมาชิกที่พ้นวาระ จากช่วงปี 2557-2566 ที่ตั้งงบรวม 2,723.48 ล้านบาท มาเป็น 211.28 ล้านบาทในปี 2567 และ 536.92 ล้านบาทในปี 2568 ขณะที่ปี 2569 ได้รับจัดสรร 420.23 ล้านบาท และปีงบประมาณ 2570 อีกจำนวน 294 ล้านบาท
ภาระพุ่งเกือบ 3 เท่า เงินสดคงเหลือเริ่ม "ติดลบ" ปี 70
เมื่อย้อนดูข้อมูลงบประมาณรายปีของกองทุนฯ ตั้งแต่ปี 2557-2569 จะเห็นรูปแบบชัดเจนว่ากองทุนฯ มักตั้งเรื่องขอมากกว่าที่ได้รับจัดสรรจริง และในบางปีต้องอาศัยการเติมเงินจากงบกลางเข้ามาเสริม เช่น ปี 2557 ขอตั้ง 1,648.82 ล้านบาท แต่ได้รับจัดสรรเพียง 648.82 ล้านบาท ปี 2560 ขอตั้งสูงถึง 1,283.86 ล้านบาท ได้รับจริง 340.46 ล้านบาท ปี 2568 ได้รับตามที่ขอ 220.68 ล้านบาท และยังได้รับเพิ่มจากงบกลางอีก 287.23 ล้านบาท
ส่วนปี 2569 การขอตั้งกระโดดขึ้นเป็น 702.22 ล้านบาท ได้รับจัดสรร 420.23 ล้านบาท และปี 2570 ขอตั้ง 726 ล้านบาท ได้รับจัดสรร 294 ล้านบาท
เงินสมทบ 6% ภาษีประชาชนอุ้ม 94%
เมื่อเจาะลึกในด้านงบประมาณสะสม ข้อมูลระบุว่าตั้งแต่เริ่มจัดตั้งกองทุนในช่วงปี 2557-2566 มีการตั้งงบประมาณรวม 2,723.48 ล้านบาท จากนั้นเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 211.28 ล้านบาทในปี 2567, 536.92 ล้านบาทในปี 2568, 449.63 ล้านบาทในปี 2569 และ 323.56 ล้านบาทในปี 2570
เมื่อรวมทั้งหมดตั้งแต่เริ่มจัดตั้งปี 2557 จนถึงปี 2570 กองทุนใช้เงินไปแล้วรวมทั้งสิ้น 4,244.88 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามเมื่อแยกแหล่งที่มาของเงินกองทุนจำนวน 4,244.88 ล้านบาท พบว่าเป็น "เงินงบประมาณ" หรือเงินภาษีจากงบประมาณแผ่นดินสูงถึง 3,988.53 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 94% ของเงินที่กองทุนใช้ทั้งหมด ขณะที่อีกส่วนคือ "เงินนอกงบประมาณ" เพียง 256.35 ล้านบาท หรือประมาณ 6% เท่านั้น
เงินนอกงบประมาณส่วนนี้มาจาก "เงินสมทบ" ของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งตามพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2556 มาตรา 6 กำหนดให้ ส.ส. และ ส.ว. มีหน้าที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเป็นประจำทุกเดือนในอัตราที่คณะกรรมการกำหนด โดยปัจจุบันตามมติคณะกรรมการฯ อยู่ที่เดือนละ 3,500 บาทต่อคน และในระยะหลังเงินสมทบส่วนนี้ก็ทรงตัวอยู่ที่ปีละ 29.4 ล้านบาทมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2568 ถึง 2570
รายจ่ายแซงรายรับ เงินสดพลิกติดลบตั้งแต่ต้นปี 70
เมื่อพิจารณารายงานสถานะการเงินของกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาเป็นรายปี จะเห็นภาพชัดว่ารายจ่ายกำลังไล่แซงรายรับอย่างรวดเร็ว ในปีงบประมาณ 2568 กองทุนยังมีเงินสดคงเหลือต้นงวด 7.11 ล้านบาท มีรายรับ 507.52 ล้านบาท และรายจ่ายเพียง 236.02 ล้านบาท
ขณะที่ปี 2569 รายจ่ายพุ่งขึ้นไปแตะ 941.45 ล้านบาท สูงกว่ารายรับที่มีเพียง 420.23 ล้านบาท มากกว่าหนึ่งเท่าตัว ส่งผลให้เงินสดที่สะสมไว้ถูกใช้จนหมดและพลิกเป็นติดลบ ทำให้เมื่อเข้าสู่ปี 2570 กองทุนมีเงินสดคงเหลือ "ต้นงวด" ติดลบทันทีที่ -242.60 ล้านบาท สวนทางกับรายจ่ายที่ยังตั้งไว้สูงถึง 726.69 ล้านบาท ขณะที่รายรับกลับลดลงเหลือเพียง 294.16 ล้านบาท
เมื่อมองไปข้างหน้า ภาระรายจ่ายของกองทุนฯ จะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดต่อเนื่องในช่วงปี 2571-2573 โดยคาดว่าจะต้องใช้เงินงบประมาณสูงถึงปีละ 726.68 ล้านบาท และเมื่อรวมเงินนอกงบประมาณจะมีภาระรายจ่ายรวมปีละ 756.08 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าปี 2567 ที่มีภาระรวมเพียงราว 211 ล้านบาท ถึงเกือบ 3 เท่าตัว
แก้ระเบียบปี 67 ดันเพดานบำนาญอดีต ส.ส.-ส.ว. พุ่ง
งบประมาณกองทุนที่เพิ่มขึ้น เกิดจากการปรับสิทธิประโยชน์การจ่ายบำนาญและสวัสดิการให้กับสมาชิกที่เป็นอดีต ส.ส. และ ส.ว. จากเดิมทีตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 การจ่าย "เงินทุนเลี้ยงชีพ" ใช้เกณฑ์จำนวนเงินตายตัวตามช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่ง และจ่ายเป็นระยะเวลา 2 เท่าของเวลาที่ใช้คำนวณ
โดยผู้ที่มีเวลาคำนวณตั้งแต่ 1 เดือนแต่ไม่ถึง 48 เดือน ได้รับเดือนละ 9,000 บาท ไล่ระดับขึ้นไปเป็น 12,000 บาท (48-96 เดือน), 14,300 บาท (96-144 เดือน), 17,800 บาท (144-192 เดือน), 21,400 บาท (192-240 เดือน), 28,500 บาท (240-288 เดือน) และเพดานสูงสุดสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 288 เดือน หรือ 24 ปีขึ้นไป อยู่ที่ 35,600 บาทต่อเดือน
ต่อมาระเบียบฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2567 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567 ได้เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ทั้งหมด จาก "จำนวนเงินตายตัว" มาเป็น "ร้อยละของเงินประจำตำแหน่งเดือนสุดท้าย" โดยไล่ตั้งแต่ร้อยละ 30 สำหรับผู้อายุงานน้อย ขึ้นไปจนถึงร้อยละ 60 สำหรับผู้ที่มีเวลาคำนวณตั้งแต่ 288 เดือนขึ้นไป ผลก็คือเพดานสูงสุดขยับขึ้นเป็น 60% ของเงินประจำตำแหน่ง ซึ่งเมื่อคิดจากฐานเงินประจำตำแหน่ง ส.ส. 71,230 บาท จะได้สูงสุดถึง 42,738 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้นจากเพดานเดิม 35,600 บาท ราว 7,138 บาท หรือประมาณ 20%
นอกจากนี้ระยะเวลาการรับเงินยังต่างกันตามอายุงาน โดยผู้ที่ดำรงตำแหน่งก่อน 1 ตุลาคม 2556 ยังคงได้รับตลอดชีพ ขณะที่ผู้อายุงานสั้นในช่วงต้น (1-12 เดือน) จะได้รับ 4 เท่าของเวลาที่ใช้คำนวณ
จ่ายสมทบ 3,500 รับบำนาญสูงสุด 12 เท่า
ผู้ที่จะได้รับบำนาญและสวัสดิการเหล่านี้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเพียงเดือนละ 3,500 บาทในระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง ส.ส.และ ส.ว. แต่สามารถรับเงินทุนเลี้ยงชีพได้สูงสุดถึงเดือนละ 42,738 บาท หรือคิดเป็นราว 12 เท่าของเงินที่จ่ายสมทบต่อเดือน นอกจากนี้ยังได้รับค่ารักษาพยาบาลปีละไม่เกิน 130,000 บาท เงินช่วยเหลือกรณีถึงแก่กรรม 200,000 บาท และค่าการศึกษาบุตร และเงินช่วยเหลือกรณีทุพพลภาพเดือนละ 15,000 บาท
ภาระรายจ่ายที่ยืนอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ย่อมหมายความว่ากองทุนจะต้องพึ่งพาการอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อประคองไม่ให้สถานะเงินสดติดลบลึกลงกว่าเดิม.
ที่มา: เอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570, รายงานสถานะการเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา, ระเบียบคณะกรรมการกองทุนฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 และ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2567