โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“มีน้ำตาแต่ตาแห้ง-ตาล้า” ระวังสุขภาพตา ในวิถีชีวิตอยู่กับหน้าจอหลายชั่วโมงต่อวัน แนะนำวิธีถนอมดวงตา

เดลินิวส์

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
“มีน้ำตาแต่ตาแห้ง-ตาล้า” ภาวะพึงระวังเพื่อสุขภาพตา ในวิถีชีวิตอยู่กับหน้าจอหลายชั่วโมงต่อวัน แนะนำวิธีถนอมดวงตา

ทุกวันนี้ เราใช้สายตาจ้องหน้าจอวันละหลายชั่วโมง ปัญหาที่พบมากขึ้นอย่างชัดเจนในกลุ่มคนทำงานคือภาวะตาแห้ง ยิ่งทำงานในห้องปรับอากาศตลอดวัน ซึ่งทำให้น้ำตาระเหยเร็วขึ้น นอกจากนี้ การนอนหลับไม่เพียงพอ ความเครียด และการใส่คอนแทคเลนส์ ยังเป็นปัจจัยเสริมที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะตาแห้งมากขึ้น

สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “ตาแห้ง” คือคิดว่าต้องไม่มีน้ำตาเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยกลับมีอาการน้ำตาไหลตลอดเวลา เนื่องจากดวงตาเกิดการระคายเคือง จึงกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำตาทดแทน ซึ่งเป็นน้ำตาที่มีคุณภาพไม่ดี ไม่สามารถหล่อเลี้ยงผิวตาได้อย่างเหมาะสม อาการของตาแห้งที่พบบ่อย ได้แก่ แสบตา เคืองตา รู้สึกเหมือนมีเศษผงในตา ตาล้า ตาพร่ามัวเป็นๆ หายๆ แพ้แสง และน้ำตาไหลผิดปกติ

ภาวะตาแห้งไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็ก หากปล่อยไว้เรื้อรัง อาจนำไปสู่การอักเสบของผิวกระจกตาและเยื่อบุตา ส่งผลให้ตามัวเป็นๆ หายๆ และในกรณีรุนแรงอาจเกิดแผลที่กระจกตา ซึ่งกระทบต่อการมองเห็นในระยะยาว อีกทั้งการใช้หน้าจออย่างต่อเนื่องยังทำให้เกิดภาวะ Digital Eye Strain หรือ Computer Vision Syndrome โดยผู้ป่วยมักมีอาการตาล้า ปวดรอบดวงตา ปวดศีรษะ ตามัว และตาแห้งร่วมด้วย ที่สำคัญคือ ขณะจ้องหน้าจอ อัตราการกระพริบตาจะลดลงจากปกติที่ประมาณ 15–20 ครั้งต่อนาที เหลือเพียง 5–7 ครั้งต่อนาที ทำให้น้ำตาเคลือบผิวตากระจายได้ไม่ดีและระเหยเร็วขึ้น

สำหรับการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน มนุษย์ออฟฟิศสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยวิธีง่ายๆ เช่น กระพริบตาให้บ่อยขึ้น พักสายตาเป็นระยะ ปรับตำแหน่งจอให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาเล็กน้อย ดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงลมแอร์เป่าตรงใบหน้า และใช้น้ำตาเทียมหากมีอาการ อีกหนึ่งวิธีที่แนะนำคือกฎ 20-20-20 คือ ทุก 20 นาที ให้มองไปไกลประมาณ 20 ฟุต เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที เพื่อช่วยลดอาการล้าของดวงตาและกระตุ้นการกระพริบตา

น้ำตาเทียมถือเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับผู้ที่มีอาการตาแห้ง สามารถใช้ได้ตามอาการ แต่ควรเลือกชนิดที่เหมาะสม หากจำเป็นต้องใช้บ่อยกว่า 4 ครั้งต่อวัน ควรเลือกชนิดที่ไม่มีสารกันเสีย และปรึกษาจักษุแพทย์ ในด้านโภชนาการ แม้ยังไม่มีอาหารหรือวิตามินที่รักษาตาแห้งได้ชัดเจน แต่อาหารที่มีกรดไขมันโอเมกา 3 เช่น ปลาทะเล รวมถึงผักใบเขียว ผลไม้หลากสี และวิตามินเอ ซี และอี อาจช่วยส่งเสริมสุขภาพดวงตาโดยรวมได้

สัญญาณที่ควรรีบพบจักษุแพทย์ ได้แก่ ตาแดงเรื้อรัง เจ็บตา ปวดลึกในเบ้าตา ตามัวตลอดเวลา แพ้แสงรุนแรง รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในตา หรืออาการไม่ดีขึ้นแม้ใช้น้ำตาเทียมแล้ว มีอาการผิดปกติ ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์ก่อนที่ปัญหาเล็กจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต ถนอมรักษา ทำได้ง่ายกว่าแก้ไข

( ขอบคุณข้อมูลจาก :อ.พญ.ชัชฎา คฤหโยธิน อาจารย์ประจำหน่วยกระจกตา และการผ่าคัดแก้ไขสายตา ภาคจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จากเวบไซด์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ )

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...