โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ลุ้นวันนี้ 3 แนวทาง ศาลรัฐธรรมนูญชี้ชะตา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 20 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ขาดวันนี้ คดี สส. 133 คน ยื่นตีความความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตพลังงานและเปลี่ยนผ่านพลังงานประเทศ ปมสำคัญอยู่ที่การตีความรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ว่าเข้าข่าย "กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน" หรือไม่

ประเมินมี 3 แนวทางวินิจฉัย ตั้งแต่ยกคำร้อง เดินหน้าโครงการได้เต็มรูปแบบ วินิจฉัยให้ พ.ร.ก.ตกทั้งฉบับ ซึ่งอาจกระทบแผนลงทุนและเสถียรภาพนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลโดยตรง และอีกแนวทางศาลอาจวินิจฉัยแบบแยกสาระสำคัญของ พ.ร.ก. ให้มาตรการช่วยเหลือประชาชน บรรเทาวิกฤตพลังงานเฉพาะหน้ามีความจำเป็นเร่งด่วน ดำเนินการต่อได้

ศาล รธน.ลงมติวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท วันนี้

ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. ในคดีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จำนวน 133 คน ยื่นคำร้องผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ศาลวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมปรึกษาคดี และเห็นว่าพยานหลักฐานที่คู่กรณีเสนอมีความครบถ้วนเพียงพอ เนื่องจากเป็นข้อพิพาทในประเด็นกฎหมาย จึงมีคำสั่ง ยุติการไต่สวน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 58 ก่อนกำหนดวันอ่านคำวินิจฉัย

ผลคำวินิจฉัยครั้งนี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะไม่เพียงชี้ขาดความชอบด้วยกฎหมายของ พ.ร.ก.กู้เงินเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การลงทุนภาคเอกชน ตลอดจนความเชื่อมั่นต่อนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลในระยะต่อไป

ปมใหญ่ตีความ มาตรา 172 ความจำเป็นเร่งด่วน

หัวใจสำคัญของคดีอยู่ที่การตีความ รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขการตราพระราชกำหนดไว้ว่า จะสามารถออกได้เฉพาะกรณีที่มี "ความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้" เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือเพื่อป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ

กลุ่ม สส.ผู้ยื่นคำร้องเห็นว่า แม้รัฐบาลจะอ้างเหตุผลเรื่องวิกฤตด้านพลังงานและความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แต่สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้อยู่ในระดับที่เข้าหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ จึงควรใช้กระบวนการตราเป็นพระราชบัญญัติผ่านการพิจารณาของรัฐสภาตามปกติ มากกว่าการใช้อำนาจฝ่ายบริหารออกเป็นพระราชกำหนด

ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลยืนยันว่า วิกฤตราคาพลังงาน ความผันผวนของตลาดโลก และความจำเป็นในการเร่งลงทุนเพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน เป็นสถานการณ์ที่ไม่อาจรอขั้นตอนทางนิติบัญญัติตามปกติได้ จึงมีเหตุจำเป็นเพียงพอในการออก พ.ร.ก.

ทำไมคดีนี้จึงมีความสำคัญ

วงเงินกู้ 400,000 ล้านบาท ถือเป็นหนึ่งในมาตรการทางการคลังขนาดใหญ่ของรัฐบาล เพื่อนำไปใช้รองรับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และลงทุนในโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า พลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน และมาตรการช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน

หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการออก พ.ร.ก.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อาจส่งผลให้หลายโครงการต้องชะลอหรือยุติลง รวมถึงอาจกระทบต่อการจัดหาแหล่งเงินทุนและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ในทางกลับกัน หากศาลเห็นว่าการออก พ.ร.ก.เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็จะสามารถเดินหน้าการเบิกจ่ายงบประมาณและดำเนินโครงการต่าง ๆ ได้ต่อเนื่อง

เปิด 3 แนวทางคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

แนวทางที่ 1 : วินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ พ.ร.ก.ตกทั้งฉบับ

แนวทางแรก คือ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การออกพระราชกำหนดครั้งนี้ ไม่เข้าเงื่อนไขมาตรา 172 เพราะไม่มีเหตุฉุกเฉินหรือความจำเป็นเร่งด่วนเพียงพอ

หากเป็นเช่นนี้ พ.ร.ก.จะสิ้นผลบังคับทั้งฉบับ ส่งผลให้รัฐบาลไม่สามารถใช้อำนาจกู้เงินตามวงเงิน 400,000 ล้านบาทได้ โครงการต่าง ๆ ที่เตรียมดำเนินการอาจต้องยุติ หรือกลับไปเริ่มกระบวนการตรากฎหมายใหม่ผ่านรัฐสภา

แนวทางนี้อาจกระทบต่อแผนลงทุนด้านพลังงานและความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน เนื่องจากต้องใช้เวลาพิจารณากฎหมายใหม่

แนวทางที่ 2 : วินิจฉัยว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

อีกแนวทางหนึ่ง คือ ศาลเห็นว่า สถานการณ์ด้านพลังงานเข้าหลักเกณฑ์ "ความจำเป็นเร่งด่วน" ตามมาตรา 172 ทำให้การออก พ.ร.ก.เป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

หากศาลวินิจฉัยในลักษณะนี้ รัฐบาลจะสามารถเดินหน้าโครงการทั้งหมดตามแผน ทั้งการกู้เงิน การลงทุน และมาตรการช่วยเหลือประชาชนได้ทันที โดยไม่ต้องดำเนินกระบวนการออกกฎหมายใหม่

แนวทางที่ 3 : ให้ตกเฉพาะบางส่วน

อีกแนวทางที่ถูกจับตา คือ ศาลอาจวินิจฉัยแบบแยกสาระสำคัญของ พ.ร.ก.

โดยศาลอาจเห็นว่า มาตรการช่วยเหลือประชาชนหรือมาตรการบรรเทาวิกฤตพลังงานเฉพาะหน้ามีความจำเป็นเร่งด่วน จึงสามารถดำเนินการต่อได้

แต่ในส่วนของโครงการลงทุนระยะยาว หรือโครงการที่เป็นการวางโครงสร้างพลังงานในอนาคต อาจถูกวินิจฉัยว่าไม่เข้าเงื่อนไขของมาตรา 172 และควรใช้กระบวนการตราเป็นพระราชบัญญัติผ่านรัฐสภาแทน

แนวทางนี้จะทำให้รัฐบาลยังสามารถใช้เงินบางส่วนได้ แต่ต้องปรับแผนการดำเนินโครงการใหม่

คำวินิจฉัยอาจเป็นบรรทัดฐานใหม่

คดีนี้ไม่ได้มีผลเฉพาะต่อวงเงินกู้ 400,000 ล้านบาทเท่านั้น แต่ยังอาจกลายเป็น บรรทัดฐานสำคัญในการกำหนดขอบเขตการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารในการออกพระราชกำหนดในอนาคต

เนื่องจากที่ผ่านมา การตีความคำว่า "กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน" ตามมาตรา 172 เป็นประเด็นที่ถูกถกเถียงมาโดยตลอด หากศาลมีคำวินิจฉัยที่ชัดเจน จะเป็นแนวทางให้รัฐบาลชุดต่อ ๆ ไปใช้เป็นกรอบในการออกกฎหมายลักษณะเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 จึงถูกจับตาไม่เพียงในมิติทางกฎหมาย แต่ยังรวมถึงผลกระทบต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ การลงทุน และ เสถียรภาพของรัฐบาลในระยะต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...