โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แบงก์ชาติส่งสัญญาณบวกศก.ไทยปรับ GDP ปีนี้ 2.3%

The Better

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER
ผู้ว่าแบงก์ชาติรายงานเวทีกรอ.ชี้เศรษฐกิจไทยยืดหยุ่นกว่าคาด ปรับ GDP ปีนี้ 2.3% สูงสุดในตลาด ด้านนายกฯเร่งลดขั้นตอนส่งเสริมลงทุนต่างชาติ

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ ได้รายงานต่อที่ประชุม กรอ. ให้ทราบถึงข้อมูลจากการติดตามของ ธปท. พบว่าเศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่หลายฝ่ายเคยประเมินไว้ และภาพรวมไม่ได้อ่อนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกังวลในช่วงก่อนหน้านี้

ทั้งนี้นับตั้งแต่เกิดการสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้หลายฝ่ายเคยกังวลว่าเศรษฐกิจไทยอาจได้รับผลกระทบหนักจากปัญหาด้านอุปทาน หรือ Supply Shock จนอาจทำให้ประมาณการ GDP ลดต่ำลง แต่สถานการณ์ล่าสุดผ่อนคลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นมาก ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการผลกระทบได้ดี ทั้งด้านการจัดหา การปรับตัวของภาคธุรกิจ และการประคองเศรษฐกิจในภาพรวม

ทางแบงก์ชาติแจ้งในที่ประชุมว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 400,000 ล้านบาท มีส่วนช่วยประคองกำลังซื้อและแรงส่งทางเศรษฐกิจได้ดี ทำให้ประมาณการ GDP ปีนี้ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 2.3% ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงสุดในตลาด และเป็นสัญญาณว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีความแข็งแรงกว่าที่เคยประเมินไว้ ส่วนตัวชี้วัดอื่นยังเป็นไปในทิศทางที่ดี โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อเดือนล่าสุดที่ออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้มาก ทำให้แนวโน้มเงินเฟ้อระยะต่อไปมีโอกาสลดลงตามไปด้วย สะท้อนว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพ และมีพื้นที่ให้ภาครัฐขับเคลื่อนมาตรการเศรษฐกิจต่อเนื่อง

รายงานข่าว ระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้กล่าวกับภาคเอกชน และหน่วยงานเศรษฐกิจที่เข้าร่วมประชุมกรอ. ถึงการใช้ศักยภาพประเทศที่มีอยู่ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น เพราะจากการเดินทางไปพบภาคธุรกิจในหลายประเทศ นักลงทุนต่างชาติยังให้ความเชื่อมั่นประเทศไทยในระดับสูง

นอกจากนี้จากที่ได้นำคณะเดินทางไปหลายประเทศ สิ่งที่นักลงทุนต้องการให้ไทยเร่งปรับ ไม่ใช่เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เพราะไทยมีความพร้อมอยู่แล้ว แต่คือความรวดเร็วในการอนุมัติ การลดขั้นตอน และการอำนวยความสะดวกแบบ One Stop Service รัฐบาลจึงเร่งตอบโจทย์เรื่อง Facilitation ผ่าน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยขณะนี้มีนักลงทุนแสดงความสนใจเข้ามาลงทุนในไทยเกือบ 1 ล้านล้านบาท

ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีชี้ว่า จุดแข็งสำคัญของไทย 3 ด้าน ที่ต้องผลักดันเป็นแม่เหล็กดึงการลงทุน คือ ความมั่นคงทางอาหาร หรือ Food Security ระบบโลจิสติกส์ และความแข็งแกร่งของบริษัทไทยที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเห็นว่าในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความไม่แน่นอน ประเทศที่เป็นแหล่งผลิตอาหารจะมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจสูงขึ้น ไทยจึงต้องยกระดับอาหารให้เป็นจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์

"ในทุกการประชุมทั้ง กรอ. และเวทีเศรษฐกิจ นายกฯ จะย้ำบ่อยๆ ว่าทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชนไทยต้องช่วยกันเปลี่ยนความเชื่อมั่นต่างชาติที่โมเมนตัมดีมาก ให้เป็นการลงทุนจริง สร้างงาน สร้างรายได้จริงๆ ให้คนไทย"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...