‘มาร์ช่า พี. จอห์นสัน’ สตรีข้ามเพศผิวดำ นักสู้เพื่อสิทธิ LGBTQIA+ ผู้เปลี่ยนโลกด้วยความเมตตา
“มาร์ช่า พี. จอห์นสัน” (Marsha P. Johnson) สตรีข้ามเพศผิวดำผู้เป็นหัวใจสำคัญของขบวนการปลดปล่อยกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ในฐานะผู้นำในการลุกขึ้นสู้ “เหตุจลาจลสโตนวอลล์” (Stonewall riots) ในปี 1969 อีกทั้งเธอยังอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ถูกทอดทิ้งในชุมชน จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “นักบุญแห่งถนนคริสโตเฟอร์” (Saint of Christopher Street)
มาร์ช่าเติบโตมาในครอบครัวชนชั้นแรงงาน ที่มีความเชื่อทางศาสนาคริสต์อย่างเคร่งครัดในรัฐนิวเจอร์ซีย์ เธอเริ่มแสดงออกถึงตัวตนที่แท้จริงด้วยการแต่งกายเป็นผู้หญิงตั้งแต่อายุ 5 ขวบ แต่กลับต้องเผชิญกับการถูกกลั่นแกล้งและการไม่ยอมรับจากครอบครัว จนกระทั่งอายุ 17 ปี เธอจึงตัดสินใจย้ายมายังมหานครนิวยอร์กพร้อมกับเสื้อผ้าเพียงถุงเดียวและเงินเพียง 15 ดอลลาร์ เพื่อหาพื้นที่ที่เธอสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเอิสระ
มาร์ช่าเป็นที่รู้จักในย่านกรีนวิชวิลเลจ ในฐานะ “แดร็กควีน” ที่มีสไตล์โดดเด่น เธอมักจะปรากฏตัวพร้อมมงกุฎดอกไม้สดบนศีรษะและเครื่องประดับราคาถูกแต่หรูหรา เมื่อมีคนตั้งคำถามถึงเพศสภาพหรือการใช้ชีวิตของเธอ มาร์ช่ามักจะตอบกลับด้วยวลีอันเป็นเอกลักษณ์ว่า “อย่าไปใส่ใจเลย” (Pay it no mind) ซึ่งเธอมักบอกว่า “พี” (P.) ในชื่อของเธอนั้นย่อมาจากวลีนี้เอง
เหตุการณ์ที่ทำให้มาร์ช่ากลายเป็นที่จดจำมากที่สุด มาจากการประท้วงที่สโตนวอลล์ในปี 1969 ซึ่งเป็นการลุกขึ้นสู้กับตำรวจที่ใช้ความรุนแรงและเลือกปฏิบัติต่อกลุ่ม LGBTQIA+ ถึงจะยังมีการถกเถียงกันว่าใครเป็นคนขว้างก้อนอิฐก้อนแรก แต่เป็นที่ยอมรับกันว่ามาร์ช่าคือหนึ่งในบุคคลกลุ่มแรก ๆ ที่ยืนหยัดต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ มีบันทึกว่าเธอได้ขว้างแก้วช็อตใส่กระจกพร้อมตะโกนว่า “ฉันได้รับสิทธิพลเมืองของฉันแล้ว!” ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงการปฏิเสธการถูกกดขี่อย่างรุนแรง
หลังเหตุการณ์สโตนวอลล์ มาร์ช่ามองเห็นว่าสตรีข้ามเพศและคนผิวสีมักถูกทิ้งไว้ข้างหลังในขบวนการเคลื่อนไหวกระแสหลัก เธอจึงร่วมกับเพื่อนสนิทอย่าง “ซิลเวีย ริเวร่า” ก่อตั้งกลุ่ม “Street Transvestite Action Revolutionaries” หรือ STAR ขึ้นในปี 1970 เพื่อจัดหาที่พักและอาหารให้กับเยาวชน LGBTQIA+ ที่ไร้บ้าน โดยพวกเธอเรียกตัวเองว่าเป็น “แม่” ของเด็ก ๆ เหล่านั้น
โจนาธาน คัตซ์ ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ กล่าวถึงมาร์ช่าว่า “ใครก็ตามที่รู้จักมาร์ช่าจะรู้ว่า ความยอมรับ การเชื้อเชิญ และความอบอุ่นแบบแม่ คือคุณลักษณะนิยามของเธอ” เช่นเดียวกับ จีน วัคคาโร นักประวัติศาสตร์ที่กล่าวว่า มาร์ช่าปฏิสัมพันธ์กับผู้คนด้วยความร่าเริงและมองโลกในแง่ดี แม้ว่าตัวเธอเองจะถูกปฏิบัติอย่างเลวร้ายจากโครงสร้างทางสังคม ทั้งการเหยียดเชื้อชาติและการเหยียดคนข้ามเพศก็ตาม
นอกจากนี้ มาร์ช่ายังเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อผู้ป่วยโรคเอดส์ โดยเธอเข้าร่วมกับกลุ่ม ACT UP ในช่วงทศวรรษ 1980 และต่อสู้เพื่อสิทธิในการรักษาจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต น่าเศร้าที่ในปี 1992 ร่างของเธอถูกพบในแม่น้ำฮัดสัน แม้เริ่มแรกตำรวจจะระบุว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แต่เพื่อนฝูงและคนรอบข้างต่างเชื่อว่าเธอถูกทำร้าย จนต่อมาคดีได้รับการรื้อฟื้นและเปลี่ยนสาเหตุการตายเป็น “ยังไม่สามารถระบุได้” โดยที่ยังคงเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้
ถึงในตอนนี้ มาร์ช่าจะไม่อยู่แล้ว แต่มรดกและสิ่งที่เธอทำยังคงดำเนินต่อไป ผ่านการจัดตั้งสถาบันมาร์ช่า พี. จอห์นสัน เพื่อปกป้องสิทธิของคนข้ามเพศผิวดำ รวมถึงการสร้างอนุสาวรีย์เพื่อระลึกถึงเธอในสวนคริสโตเฟอร์ โดยกลุ่มศิลปินที่ไม่อยากรอนโยบายจากรัฐบาล
เอลี เออร์ลิก ผู้อยู่เบื้องหลังอนุสาวรีย์นี้กล่าวว่า “เราไม่สามารถอยู่เฉย ๆ และรอให้เมืองสร้างรูปปั้นให้เรา เราต้องสร้างตัวแทนขึ้นมาโดยชุมชนและเพื่อชุมชนของเราเอง”
เจสซี่ พัลลอตต้า ประติมากรผู้สร้างรูปปั้นครึ่งตัวของมาร์ช่า อธิบายว่างานชิ้นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อยกย่องเธอให้เป็น “ตัวตนที่สูงส่ง” เพื่อสะท้อนถึงจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ของเธอ โดยรูปปั้นของมาร์ช่าเป็นเพียงหนึ่งในรูปปั้นผู้หญิงไม่กี่รูปในสวนสาธารณะของเมือง และเป็นรูปปั้นแรกที่ให้เกียรติแก่หญิงข้ามเพศ
“คุณจะไม่มีวันได้รับสิทธิของคุณอย่างสมบูรณ์ จนกว่าทุกคนจะได้รับสิทธิของพวกเขาเช่นกัน” คำกล่าวสำคัญของมาร์ช่ายังคงกึกก้องอยู่ในปัจจุบัน ด้วยความเชื่อที่ว่าสิทธิมนุษยชนต้องเป็นของทุกคนอย่างเท่าเทียม และความสามัคคีที่จำเป็นในการขับเคลื่อนสังคมที่เธอใฝ่ฝันถึง
รูปปั้นมาร์ช่า พี. จอห์นสัน ที่ชื่อว่า “A Love Letter to Marsha”
เพราะการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากแต่เกิดจากการกล้าตัดสินใจของคนธรรมดาอย่างเธอ ดังที่เธอเคยกล่าวไว้ว่า
“ประวัติศาสตร์ไม่ใช่สิ่งที่คุณมองย้อนกลับไปแล้วบอกว่ามันเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ มันเกิดขึ้นเพราะผู้คนตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่บางครั้งก็เป็นไปตามสัญชาตญาณและชั่วขณะนั้น แต่ช่วงเวลาเหล่านั้นคือความจริงที่สั่งสมมา”
มาร์ช่า พี. จอห์นสัน ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์บนป้ายประท้วง แต่เธอคือตัวแทนของความหวังและการอยู่รอด ชีวิตของเธอสอนเราว่าการแสดงออกถึงตัวตนคือการประท้วงรูปแบบหนึ่ง และความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์คืออำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ดังที่เธอมักจะพูดเสมอว่า “ฉันอาจจะบ้า แต่นั่นไม่ได้แปลว่าฉันผิด”
ที่มา: BBC, Biography, CNN, Interview Magazine, Lasentinel, TIME, USA Today