โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โดนปั่นไปกันใหญ่! “เอ็ดดี้” ชี้อภิสิทธิ์ไม่ได้สั่งล้างผิด ม.112 ดึงสติมองทางเลือก “บำบัดฟื้นฟู” เด็กกลับสู่สังคม

THE POINT

อัพเดต 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 20.07 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Newsthepoint.com

เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2569 เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความหัวข้อ "อภิสิทธิ์" และ "การนิรโทษกรรมเยาวชนในคดี ม.112" มีเนื้อหาดังนี้ จริงๆ ผมไม่คิดจะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ อ่านแล้วก็ปล่อยผ่านไป เพราะมีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ แสดงความเห็นกันหลายคนแล้ว กลัวว่าแสดงความเห็นอะไรออกไปเดี๋ยวพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ บางคนไม่เข้าใจจะพาลโกรธกัน แต่สุดท้ายก็มีคนถามว่าผมคิดยังไง ถ้าจะให้ผมวิจารณ์จริงๆ ผมจะเขียนหรือพูดแบบนี้

จากข่าวที่ตรวจได้ ประเด็นสำคัญคือ คนจำนวนหนึ่งตีความว่าคุณอภิสิทธิ์ “สนับสนุนนิรโทษกรรม ม.112 ให้เยาวชน” แต่คำอภิปรายของเขาไม่ได้พูดตรงแบบนั้น เขาแยกเป็นคนละเรื่องระหว่าง “นิรโทษกรรม” กับ “มาตรการบำบัดฟื้นฟูเยาวชน”

ภาพรวมข่าวคือ วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ตามที่วุฒิสภาแก้ไข ด้วยคะแนน 306 ต่อ 141 เสียง ส่งผลให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านรัฐสภา โดยยังคงหลักว่า คดี ม.112 เป็นข้อยกเว้น ไม่ได้รับนิรโทษกรรม

สาระที่คุณอภิสิทธิ์อภิปรายคือ พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนกฎหมายนิรโทษกรรมโดยรวม เพื่อเริ่มต้นใหม่และสร้างสันติสุข แต่เห็นว่ามี 2 ประเด็นที่ควรพิจารณาให้รอบคอบ หนึ่งในนั้นคือ มาตรา 11 ที่เกี่ยวกับเยาวชนกับ ม.112 เขาย้ำชัดว่า ต่อให้แก้หรือไม่แก้มาตรานี้ “ผู้กระทำความผิด ม.112 ก็ไม่ได้รับนิรโทษกรรม” แต่ประเด็นคือ เยาวชนที่ไม่ได้รับนิรโทษกรรม เพราะติดข้อยกเว้น จะควรมีช่องทางร้องขอเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูหรือไม่ โดยไม่ใช่กระบวนการอัตโนมัติ และถ้าไม่ร้องขอ ก็ถูกดำเนินคดีตามปกติ

จุดที่ทำให้เกิดดราม่าคือคุณอภิสิทธิ์ตั้งคำถามทางหลักการว่า ถ้าเยาวชนที่ทำผิดและไม่ได้รับนิรโทษกรรม “ตัดสินใจขอรับการบำบัดฟื้นฟู” เขาควรได้รับโอกาสนั้นหรือไม่ และกระบวนการเช่นนี้อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนกับสถาบันพระมหากษัตริย์ดีขึ้นกว่าการดำเนินคดีอย่างเดียวหรือไม่ เขายังเตือนด้วยว่าไม่ควรสรุปง่าย ๆ ว่าฝ่ายหนึ่งจงรักภักดี อีกฝ่ายไม่จงรักภักดี เพียงเพราะเห็นต่างในวิธีจัดการปัญหา

ดังนั้น ถ้าถามว่า คุณอภิสิทธิ์ผิดไหม ผมแยกเป็น 3 ชั้นแบบนี้ครับ

ชั้นแรก ในเชิงข้อเท็จจริง คนที่โจมตีว่าเขา “เปิดทางนิรโทษกรรม ม.112” อาจพูดแรงเกินข้อเท็จจริง เพราะเขาย้ำเองว่า ม.112 ยังไม่ได้รับนิรโทษกรรม เพียงแต่เขาไม่เห็นด้วยกับการล็อกไม่ให้เยาวชน ม.112 ใช้มาตรการบำบัดฟื้นฟูเลย

ชั้นที่สอง ในเชิงหลักกฎหมายเยาวชน แนวคิดของอภิสิทธิ์ไม่ใช่เรื่องประหลาด เพราะกระบวนการยุติธรรมเด็กและเยาวชนโดยทั่วไปเน้น “แก้ไข บำบัด ฟื้นฟู” มากกว่าการลงโทษแบบผู้ใหญ่ และสื่อฝั่งที่สนับสนุนการคงข้อยกเว้น ม.112 ก็ยังยอมรับว่า คดีในศาลเยาวชนและครอบครัวมีหลักคุ้มครอง แก้ไข บำบัด ฟื้นฟูอยู่แล้ว เพียงแต่เขาเห็นว่าควรคงข้อยกเว้นเพื่อไม่ให้เยาวชนถูกชักชวนหรือปลุกปั่นให้ทำผิด

ชั้นที่สาม ในเชิงการเมืองและความมั่นคง ข้อวิจารณ์ของ ดร.ศุภณัฐ มีน้ำหนักบางส่วน โดยเฉพาะประเด็นว่า ระบบศาลเยาวชนมีช่องทางบำบัดฟื้นฟูอยู่แล้ว และกรณีเยาวชนที่ทำผิดครั้งแรกจำนวนมากก็มีโอกาสได้รับความเมตตาหากไม่ทำผิดซ้ำ มีข้อมูลระบุว่าเยาวชนคดี ม.112 ที่ศูนย์ทนายฯ ให้ความช่วยเหลือ 20 คน ส่วนใหญ่เข้าสู่กระบวนการตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ ไปเกือบหมดแล้ว เหลือบางคนที่ไม่เข้ากระบวนการหรือยังต่อสู้คดีอยู่

ผมจึงมองว่า คุณอภิสิทธิ์ไม่ได้ผิดในเชิงหลักการเด็กและเยาวชน แต่คำอภิปรายของเขา “ไม่ครบ” ในเชิงยุทธศาสตร์การเมือง เพราะเขาเน้นปลายทางคือการฟื้นฟูเยาวชน แต่ยังไม่ได้ตอบโจทย์ต้นทางว่า ใครคือผู้ผลิตวาทกรรม ใครคือผู้ปลุกปั่น ใครใช้เยาวชนเป็นโล่ทางการเมือง และจะป้องกันการทำผิดซ้ำอย่างไร

พูดให้ชัดคือ จุดแข็งของอภิสิทธิ์คือ “หลักนิติรัฐ + หลักฟื้นฟูเยาวชน” แต่จุดอ่อนคือ “ขาดมิติความมั่นคงเชิงโครงสร้าง” และ “ขาดคำตอบต่อเครือข่ายผู้ใหญ่หลังม็อบ”

ส่วนความเห็นของ รศ.ดร.สุริยะใส เป็นแนว “ประนีประนอมทางการเมือง” คือมองว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นก้าวแรกของการลดความขัดแย้ง แม้กฎหมายฉบับเดียวจะสร้างความปรองดองไม่ได้ทันที แนวนี้สอดคล้องกับตรรกะของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดเฉพาะ ม.112 มากนัก

ส่วนความเห็นของคุณธงทิวเป็นแนว “นิรโทษกรรมเพื่อประชาชนที่เคลื่อนไหวด้วยเจตนาบริสุทธิ์” ซึ่งเป็นหลักคิดที่ใช้ได้กับการชุมนุมทางการเมืองทั่วไป แต่เมื่อนำมาแตะ ม.112 จะต้องระวังมากขึ้น เพราะ ม.112 ไม่ใช่แค่คดีต่อต้านนโยบายรัฐ แต่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรง และนี่คือเหตุผลที่วุฒิสภาอธิบายว่าไม่ควรเอา ม.112 ไปรวมกับนิรโทษกรรมแบบเดียวกับคดีการเมืองทั่วไป

การนำเสนอประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนเช่นนี้ผ่านสื่อดิจิทัลเชิงวิเคราะห์ด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จำเป็นต้องกางข้อเท็จจริงและแยกแยะ "หลักการทางกฎหมาย" ออกจาก "ยุทธศาสตร์ทางการเมือง" อย่างชัดเจน ผมจะสรุปภาพรวมออกเป็นดังนี้

1. จุดยืนของคุณอภิสิทธิ์: ถูกต้องตามหลักนิติรัฐและหลักสากล

หากมองในมุมของกระบวนการยุติธรรมเด็กและเยาวชน สิ่งที่คุณอภิสิทธิ์เสนอ ไม่ใช่เรื่องผิดและเป็นไปตามหลักการสากล การแยกเยาวชนออกจากผู้ใหญ่ และเปิดช่องให้มีการ "บำบัดฟื้นฟู" แทนการลงโทษทางอาญา ถือเป็นการให้โอกาสทางสังคม ซึ่งคุณอภิสิทธิ์ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการ "นิรโทษกรรม" (ล้างความผิด) กับการ "ฟื้นฟู" (ยอมรับความจริงแล้วกลับตัว) อย่างชัดเจน

2. มุมมองของ ดร.ศุภณัฐ: การตั้งคำถามถึงโครงสร้างและผู้ริเริ่ม

ข้อวิจารณ์ของ ดร.ศุภณัฐ เป็นการมองปัญหาในเชิงยุทธศาสตร์และความมั่นคง โดยมองข้ามตัวกฎหมายไปสู่ "ต้นตอ" ของปัญหา นั่นคือกลุ่มคนหรือผู้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังการผลิตชุดความคิดและผลักดันเยาวชนออกสู่แนวหน้า ข้อวิจารณ์นี้มีน้ำหนักในแง่ที่ว่า หากรัฐมุ่งแต่ฟื้นฟูเยาวชน (ปลายเหตุ) โดยไม่จัดการกับผู้ปลุกปั่น (ต้นเหตุ) ปัญหาก็จะวนลูปและเกิดการทำผิดซ้ำซาก (ผมเห็นด้วยอย่างมากกับ ดร.นิวในประเด็นนี้)

3. มิติของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน

มุมมองของ รศ.ดร.สุริยะใส และคุณธงทิวสะท้อนถึงความพยายามในการหา "จุดกึ่งกลาง" เพื่อดับไฟความขัดแย้ง การนิรโทษกรรมคือเครื่องมือทางการเมืองเพื่อซื้ออนาคตของประเทศกลับคืนมา แต่ความท้าทายสูงสุดคือการขีดเส้นแบ่งระหว่าง "เจตนาบริสุทธิ์" กับ "การจงใจทำลายล้าง" โดยเฉพาะเมื่อเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐและสถาบันหลักของชาติ

สรุปสั้น ๆ คือ คุณอภิสิทธิ์ไม่ได้เสนอ “ล้างผิด ม.112” แต่เสนอว่าเยาวชนที่ติดข้อยกเว้นควรยังมีช่องทางร้องขอเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูได้

คุณอภิสิทธิ์ไม่ได้ผิดในแง่ของ "หลักการ" แต่ในทางการเมือง ท่านอาจถูกวิจารณ์ได้ว่ามองปัญหาแบบโลกสวยเกินไปและละเลย "ยุทธศาสตร์" การป้องกันการหลอกใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงและกลุ่มปกป้องสถาบันฯ กังวลมากที่สุด

และปัญหา อาจจะเป็นที่คุณอภิสิทธิ์มองปัญหาในระดับปลายทางของกระบวนการยุติธรรม แต่ยังไม่ได้ตอบคำถามระดับต้นทางของสงครามความคิด ว่าใครปลูกฝัง ใครผลักเยาวชนเข้าสู่การเผชิญหน้ากับ ม.112 และรัฐจะป้องกันไม่ให้เยาวชนถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองซ้ำได้อย่างไร

ประโยคนี้จะตรงและแฟร์กว่าการบอกว่า “อภิสิทธิ์ไม่จงรักภักดี” หรือ “อภิสิทธิ์สนับสนุนล้างผิด ม.112” เพราะจากคำอภิปราย เขาไม่ได้พูดถึงขั้นนั้นครับ

ขอทิ้งท้ายด้วยคำถามสำคัญ

ในบริบทของสังคมไทยปัจจุบัน การใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อสกัดกั้นผู้ที่อยู่เบื้องหลัง (ผู้ใหญ่) มีความสำคัญเร่งด่วนกว่าการเร่งหาทางออกให้เยาวชนที่ตกเป็นเครื่องมือไปแล้วหรือไม่?

สำหรับฝ่ายความมั่นคงและกลุ่มผู้ปกป้องสถาบันฯ การใช้กลไกกฎหมายสกัดกั้น "ผู้ใหญ่เบื้องหลัง" มีความสำคัญเร่งด่วนในระดับวิกฤต

เหตุผลคือ ตราบใดที่โรงงานผลิตวาทกรรมบิดเบือนหรือเครือข่ายผู้ปลุกปั่นยังทำงานอยู่ การตามแก้ไขหรือฟื้นฟูเยาวชนที่ปลายเหตุก็เหมือนการตักน้ำออกจากเรือที่รั่ว ต่อให้ช่วยเยาวชนกลุ่มนี้ได้สำเร็จ ก็จะมีเยาวชนกลุ่มใหม่ถูกผลักเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอยู่ดี

เป้าหมายสำคัญ เพื่อตัดวงจรการใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง และเปลี่ยนต้นทุนการทำผิดกฎหมายให้ไปตกอยู่กับผู้บงการตัวจริง ไม่ใช่ให้เด็กมารับโทษแทน

เด็กและเยาวชนคือทรัพยากรมนุษย์ที่จะต้องเติบโตไปขับเคลื่อนประเทศ หากปล่อยให้พวกเขาถูกตราหน้า มีชะตากรรมติดคุก หรือสูญเสียอนาคตตั้งแต่อายุยังน้อย ความคับแค้นใจนี้จะกลายเป็น "ระเบิดเวลา" ลูกใหญ่ในอนาคตที่สะสมความเกลียดชังต่อรัฐและสถาบันฯ อย่างไม่มีวันสิ้นสุด

เป้าหมายสำคัญก็เพื่อดึงเยาวชนกลับคืนสู่สังคม ดึงออกจากวงจรของกลุ่มปลุกปั่น และเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง

ผมอยากจะทิ้งท้ายประโยคสุดท้ายว่า การขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าจำเป็นต้องใช้ทั้ง "พระเดช" กับผู้บงการ และ "พระคุณ" กับเยาวชนที่หลงผิดครับ


ที่มา https://www.facebook.com/share/p/1Pdx2hncvR/

.

#Newsthepoint

#อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ #เอ็ดดี้อัษฎางค์ #นิรโทษกรรม #บำบัดฟื้นฟูเยาวชน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...