โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“รถไฟชนรถเมล์” กับโจทย์ใหม่ที่ควรคิด

สยามรัฐ

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ

รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า

ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้เสียหายทุกๆท่านครับ เหตุการณ์นี้เป็นอุบัติเหตุที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้น ผมขอแสดงความเสียใจและขอให้ดวงวิญญาณของผู้วายชนม์ไปสู่สุขคติในสัมปรายภพครับ

ผู้อ่านทุกท่านครับ “รถไฟชนรถเมล์” คำๆนี้ ผมเชื่อว่าหลายๆท่านอาจจะรู้สึกเหมือนผม ตอนที่ได้ยินข่าวครั้งแรก หนึ่งในความรู้สึกนอกเหนือจากตกใจแล้ว คือความรู้สึกที่ว่า “เป็นไปได้หรอ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดว่านี่คือปี 2026 แล้ว…จริงไหมครับ? วันนี้เราคงหนีไม่พ้นที่จะต้องพูดคุยกันเรื่องนี้

เหตุการณ์รถไฟชนรถโดยสารกลางกรุงเทพฯ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งโศกนาฏกรรมที่ทำให้สังคมไทยกลับมาตั้งคำถามซ้ำๆ ว่า “ทำไมเรื่องแบบนี้ยังเกิดขึ้นได้” ทั้งที่โลกในปัจจุบันมีเทคโนโลยี ระบบเตือนภัย และมาตรฐานความปลอดภัยด้านคมนาคมที่ก้าวหน้าไปไกลแล้ว อย่างที่เกริ่นไปนั่นแหล่ะครับ มันฟังดูไม่น่าเกิดขึ้นได้ง่ายๆอีกแล้วในยุคนี้สมัยนี้

ในหลายประเทศ อุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟกับถนน (Railway Crossing) ถือเป็น “ความเสี่ยงระดับสูง” ที่รัฐต้องจัดการอย่างจริงจัง เพราะเมื่อรถไฟปะทะกับยานพาหนะใดก็ตาม โอกาสรอดชีวิตของผู้โดยสารมักต่ำมาก เนื่องจากรถไฟมีน้ำหนักมหาศาลและไม่สามารถหยุดกะทันหันได้เหมือนรถยนต์ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทคโนโลยีรถไฟได้พัฒนาไปอย่างมากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

คำถามที่สำคัญที่สุด คือ “เราจะป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกได้อย่างไร” ?

หลายครั้งที่ผ่านมา เมื่อเกิดอุบัติเหตุลักษณะนี้ สังคมไทยมักวนอยู่กับการหาผู้รับโทษ เช่น โทษคนขับรถไฟ โทษคนขับรถอื่น ความประมาท หรือแม้แต่โชคร้ายเฉพาะหน้าไปจนถึงสิ่งที่มองไม่เห็น ซึ่งเอาจริงๆครั้งนี้ก็เช่นกันที่เรายังสาละวนและดราม่ากับการหาคนผิด แต่หากถอยออกมามองสักหนึ่งก้าวแล้วมองลึกลงไป การมองหาผู้รับผิดรับโทษเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่หนทางในการแก้ปัญหา เพราะปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของ “คน” เพียงอย่างเดียว หากเป็นเรื่องของ “ระบบ” ทั้งระบบ

ตัวชี้วัดที่น่าสนใจ อยู่ในข่าวที่ออกตามทีวีอยู่แล้ว โดยเฉพาะคำที่บอกว่า “ปกติ รถไฟจะต้องหยุดรอก่อน ค่อยไปต่อ” ประโยคนี้คือหลักฐานชั้นดีของความพังของระบบ ฟังแล้วอยากจะร้องว่า “ฮัลโหลววววว รถไฟต้องหยุดรอ???”

ประเทศพัฒนาแล้วจำนวนมากเคยเผชิญปัญหาแบบเดียวกับไทยในอดีต แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาลดอุบัติเหตุลงได้ ไม่ใช่เพราะประชาชนมีวินัยมากกว่าโดยธรรมชาติ หากเกิดจากการออกแบบระบบที่ทำให้ “แม้คนพลาด ก็ยังไม่ตาย”

ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจ ประเทศที่มีทางรถไฟหนาแน่นมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่กลับมีอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดลดลงอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ญี่ปุ่นทำไม่ใช่เพียงติดป้ายเตือน แต่ใช้ระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ไม้กั้นสองชั้น สัญญาณไฟเสียงเตือนที่ชัดเจน กล้องตรวจจับสิ่งกีดขวาง ไปจนถึงระบบสั่งหยุดรถไฟอัตโนมัติหากพบว่ายังมีรถติดค้างบนราง

ที่สำคัญ ญี่ปุ่นพยายาม “ยกเลิกจุดตัดระดับพื้นดิน” ให้มากที่สุด ผ่านการสร้างทางยกระดับและอุโมงค์ลอด แม้ใช้งบประมาณสูง แต่รัฐบาลญี่ปุ่นมองว่า ความสูญเสียจากชีวิตประชาชนมีราคาสูงกว่า

ขณะที่ยุโรปหลายประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ หรือเยอรมนี ใช้แนวคิด “Vision Zero” หรือ “ไม่มีใครควรเสียชีวิตจากระบบคมนาคม” เป็นหลักคิดสำคัญ นั่นหมายความว่า หากเกิดอุบัติเหตุ รัฐต้องย้อนกลับไปดูว่าระบบตรงไหนยังปล่อยให้ความผิดพลาดของมนุษย์นำไปสู่ความตายได้ง่ายเกินไป

ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอุบัติเหตุลักษณะนี้จำนวนมากในอดีต หน่วยงานด้านคมนาคมได้พัฒนาเทคโนโลยี “Positive Train Control” (PTC) ที่ช่วยควบคุมและชะลอรถไฟอัตโนมัติเมื่อพบความเสี่ยง รวมถึงมีการใช้ AI และเซนเซอร์ตรวจจับรถติดค้างบนรางในหลายเมือง

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย เราต้องยอมรับตรงๆ ว่า จุดตัดทางรถไฟจำนวนไม่น้อยยังขาดมาตรฐานความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน บางแห่งไม่มีไม้กั้น บางแห่งสัญญาณเตือนไม่ชัด บางแห่งมีสิ่งปลูกสร้างบดบังทัศนวิสัย หรือแม้แต่บางแห่งประชาชนเองก็ “ชิน” กับการฝ่าไม้กั้น เพราะมองว่า “ทัน”

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ เรามักแก้ปัญหาแบบ “หลังเกิดเหตุ” มากกว่า “ก่อนเกิดเหตุ” ทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุ จะมีการพูดถึงการเพิ่มความเข้มงวด การลงโทษ หรือการตรวจสอบ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทุกอย่างก็กลับเข้าสู่วงจรเดิม ไม่ต่างจากกรณีที่รถชนคนตายตรงทางม้าลาย ที่ปัจจุบันเชื่อว่าหลายคนลืมหมอต่ายไปนานแล้ว…

ประเทศไทยอาจต้องเริ่มคิดใหม่ว่า ความปลอดภัยทางคมนาคมไม่ใช่ “ค่าใช้จ่าย” แต่คือ “การลงทุนด้านความมั่นคงของมนุษย์” เพราะทุกชีวิตที่สูญเสียไม่ได้มีเพียงตัวเลขผู้เสียชีวิต แต่หมายถึงครอบครัว รายได้ อนาคต และความเชื่อมั่นของสังคม

ในระยะสั้น สิ่งที่ควรเร่งดำเนินการคือ การสำรวจจุดตัดเสี่ยงทั่วประเทศ ติดตั้งไม้กั้นอัตโนมัติ กล้อง AI ตรวจจับรถค้างราง เพิ่มไฟส่องสว่าง และปรับบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนให้จริงจัง ขณะเดียวกันต้องพัฒนาระบบสื่อสารระหว่างรถไฟและศูนย์ควบคุมให้ทันสมัยยิ่งขึ้น บางครั้งต้องอาศัย “ช๊อคทางสังคม” เช่นนี้เป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดการสร้างวินัยให้คนในสังคม โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ลามไปจนถึงภาคการศึกษาและเยาวชน เพื่อให้คนไทย “ไม่ลืม” กันง่ายๆ

แต่ในระยะยาว ไทยจำเป็นต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ลดจุดตัดทางรถไฟระดับพื้นดินให้มากที่สุด เพราะตราบใดที่รถยนต์ คนเดินถนน และรถไฟยังต้อง “แย่งพื้นที่เดียวกัน” ความเสี่ยงก็จะยังคงอยู่ รวมไปจนถึงการลงทุนกับระบบที่จำเป็น โดยตั้งโจทย์ใหม่ว่า เราจะทำระบบอย่างไรให้ “แม้คนจะผิดพลาด ก็จะยังปลอดภัยอยู่” นี่คือโจทย์ที่ควรจะเป็น ไม่ใช่การใส่เทคโนโลยีเข้ามาอย่างสะเปะสะปะ ซึ่งก็จะไม่ได้ช่วยอะไรอยู่ดี

ท้ายที่สุดแล้ว โศกนาฏกรรมเช่นนี้ไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “อุบัติเหตุ” แต่ควรเป็นสัญญาณเตือนว่า ระบบความปลอดภัยของเรายังมีช่องโหว่มากเพียงใด

เพราะในประเทศที่ให้คุณค่ากับชีวิตประชาชนอย่างแท้จริง เป้าหมายของระบบคมนาคมไม่ใช่แค่ “พาคนไปถึงที่หมาย” แต่ต้องทำให้ทุกคน “กลับบ้านได้อย่างปลอดภัย” ด้วยเช่นกัน

เอวัง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...