“กมธ.ความมั่นคงฯ” เผย การสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา คืบหน้ากว่า 600 เมตร จากระยะทาง 1.3 กิโลเมตร
“กมธ.ความมั่นคงฯ” เผย การสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา คืบหน้ากว่า 600 เมตร จากระยะทาง 1.3 กิโลเมตร ย้ำ พร้อมผลักดันสร้างรั้วในทุกพื้นที่ที่แนวเขตชัดเจน-สนับสนุนกองทัพเต็มที่ ลั่น ถ้าไม่สร้างอีก 100 ปีก็คุยไม่รู้เรื่อง จ่อลงพื้นที่ 4 จังหวัดอีสาน กลางเดือน ก.ค. เหตุ เป็นพื้นที่ล่อแหลม มอง “ทหารเขมร” ไม่มีวินัย
วันที่ 27 มิ.ย. 69 ที่หมุดหลักเขต 52 อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี นายมณเฑียร สงฆ์ประชา สส.พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ (กมธ.ความมั่นคง) นำคณะ กมธ.ความมั่นคงฯ และสื่อมวลชน ลงพื้นที่ศึกษาและสังเกตการณ์ การสร้างรั้วชายแดนความมั่นคงคั่นระหว่าง ไทย-กัมพูชา โดยมีนาวาเอก ปรัชญา หาญเทียม ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ผบ.ฉก.นย.จันทบุรี) สังกัดกองทัพเรือไทย ให้การต้อนรับและรายงานสรุปภาพรวมการดำเนินงาน
โดยภายหลังการเดินสำรวจรั้วกำแพง ใช้เวลาประมาณ 20 นาที นายมณเฑียร ประธาน กมธ.ความมั่นคง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าการลงพื้นที่ดูการสร้างรั้วชายแดนครั้งแรกของไทย ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ คณะกมธ. ความมั่นคงมาในวันนี้ ซึ่งมาดูรั้วแห่งแรกที่สร้างอยู่แนวเขตแดนระหว่างข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ขณะนี้ดำเนินการแล้วในหลักหมุดที่ 52 - 59 มีระยะทาง 1.3 กิโลเมตร ซึ่งความยาวของแต่ละหลักหมุดนั้นไม่เท่ากัน ปัจจุบันดำเนินการไปแล้วกว่า 600 เมตร และกำลังก่อสร้างเพิ่มเติม ซึ่งหากจะใดมีเขตแดนที่ชัดเจนแล้วเราก็พร้อม โดยการนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มีนโยบายชัดเจนว่า เราพร้อมสร้างรั้วให้ทุกพื้นที่ ทั้ง ภาค1, ภาค 2 และกองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดง และเราพร้อมที่จะดำเนินการให้
เมื่อถามว่าในเรื่องของความแข็งแรงของรั้วมีอะไรที่ติดขัดต้องแก้ไขหรือไม่ นายมณเฑียร กล่าวว่า ส่วนตัวพอใจ สร้างได้สวยงามโดยช่างฝีมือทหาร และไม่ได้จ้างหน่วยงานอื่น และงบสนับสนุน มาจากเงินบริจาคของกองทุนหทัยทิพย์ เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นภายใต้ "มูลนิธิจุฬาภรณ์" รวมถึงงบประมาณแผ่นดิน ทางเราก็มีเตรียมไว้พร้อม
เมื่อถามว่ามีรายงานเกี่ยวกับอุปสรรคการสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชาหรือไม่ นายมณเฑียร กล่าวว่า ไม่มีเพราะการสร้างรั้วได้ ทั้งสองฝ่ายต้องตกลงกันชัดเจนในคณะกรรมการ JBC ที่เราได้ตั้งขึ้นมาจึงจะดำเนินการได้ หากจุดใดยังตกลงกันไม่ชัดเจน ก็ให้มาปักเขตแดนคร่าวๆไว้ โดยยืนยันว่าหากตรงไหนเขตแดนชัดเจนก็จะมีการสร้างทันที
เมื่อถามว่าคณะ กมธ.ความมั่นคงฯ จะมีการเดินหน้าสนับสนุนกองทัพอย่างไรบ้าง นายมณเฑียร กล่าวว่า ยินดีในทุกด้าน ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องงบประมาณ และเรื่องต่างๆก็ขอให้ประสานงานมาว่าติดขัดจุดใด เราฝ่ายนิติบัญญัติจะเป็นผู้ประสานงานให้ พร้อมยืนยันว่า กมธ.ความมั่นคงฯ จะสนับสนุนอย่างเต็มที่ 100% และให้ประสบความสำเร็จ เพราะถ้าไม่สร้าง ส่วนตัวเชื่อว่าอีก 100 ปีก็คุยกันไม่รู้เรื่อง และอาจทำให้เกิดการปะทะขึ้นอีก เนื่องจากเคยปะทะกันมาแล้ว 2 ครั้งในปี 2568 ที่ผ่านมา ก่อนถึงจะเป็นห่วงประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดนด้วย
เมื่อถามอีกว่า ส่วนในอนาคตได้มีการปรึกษาหารือกันใน กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ในการเล็งสำรวจพื้นที่อื่นๆเพิ่มอีกหรือไม่ นายมณเฑียร กล่าวว่า เราได้ปรึกษาหารือใน กมธ. แล้ว ซึ่งคณะ กมธ.ความมั่นคงฯ เรามีหลายพรรคการเมือง ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล แต่เมื่อมาร่วมเป็น กมธ.ความมั่นคงฯ เราไม่มีพรรคการเมือง เราพร้อมร่วมมือกันทุกภาคส่วนในการผลักดันเรื่องความมั่นคงให้ประสบความสำเร็จให้ได้
ส่วนการลงพื้นที่สำรวจและศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมในพื้นที่ชายแดน ทาง กมธ.ได้ประชุมและลงมติไว้แล้ว วันที่ 11-13 ก.ค.2569 จะลงพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ และ จังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจากยังเป็นพื้นที่ล่อแหลม กองกำลังทหารทั้งไทยและกัมพูชายังคงเผชิญหน้ากันอยู่ซึ่งเป็นพื้นที่เปราะบาง
นอกจากนี้ การจะดำเนินการอะไร ฝ่ายกัมพูชาก็จะเข้ามาเยอะๆไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และไปฟ้องในเวทีระดับโลก เพราะทหารฝ่ายกัมพูชานั้นไม่มีวินัย ไม่เหมือนทหารอาชีพของประเทศไทย ซึ่งข้อมูลและข้อตกลงต่างๆระหว่างประเทศ ฝ่ายไทยรับทราบทั้งหมด ขณะที่ส่วนตัวตนได้รับทราบข้อมูลว่าฝ่ายกัมพูชาได้แก้กระทั่งกฎหมายการเกณฑ์ทหาร โดยที่ไม่มีอะไรเลย และจับเยาวชนอายุ 15 ไปเป็นทหาร จึงมองว่าไม่เป็นไรกับวินัยสักเท่าใด
ทั้งนี้ส่วนตัวขอบคุณทหารหาญทุกหน่วย เพราะการอยู่บริเวณพื้นที่ชายแดนนั้นมีความลำบากมาก เจอทั้งอุปสรรคมากมาย แต่ในพื้นที่แห่งนี้ "เราชนะโดยไม่ต้องรบ" ทาง กมธ.ความมั่นคงฯ จึงได้เดินทางมาที่แห่งนี้เป็นจุดเริ่ม และรับข้อมูลในชุดนี้ไปเป็นข้อมูลเพื่อไปแก้ปัญหาในจุดที่มีปัญหาต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามเพิ่มเติมว่า ประเด็นรั้วชายแดน ที่ก่อนหน้านี้เกิดประเด็นปัญหาที่ว่าการก่อสร้างกำแพงมีการเว้าในลักษณะรูปประตู ทำให้เปิดโอกาสให้มีการลักลอบเข้าออกในลักษณะที่ผิดกฎหมาย การศึกษาดูงานของ คณะ กมธ.ความมั่นคงฯ จะยืนยันข้อเท็จจริงได้หรือไม่ว่ามีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจริง นายมณเฑียร กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องไม่จริงเพราะเราไปยืนอยู่ตรงรั้วแล้วและที่เห็นว่ามีการเว้นช่องว่างไว้เพราะต้องให้ คณะกมธ. JBC ของทั้งไทยและกัมพูชา หรือคณะกรรมการทั้งสองฝ่ายมาหารือร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาช่องเว้าคล้ายประตูหลักหมุดที่ 52 ซึ่งได้ข้อสรุปว่า จะมีการออกแบบว่าจะทำเป็นรั้วทึบปิดหมด และสามารถเปิดได้หากในอนาคตมีข้อตกลงในการเคลื่อนย้ายหมุด โดยจะเป็นในลักษณะที่ ปิด-เปิด ได้ ทั้งนี้การสร้างรั้วชายแดน ทางฝั่งกัมพูชาก็ให้ความร่วมมือกับไทยเพราะเป็นเขตแดนที่มีความชัดเจนแล้ว