โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ประมง’ ยันพบ ‘ปลาหมอคางดำ’ ระบาด ‘คลองสำโรง’ เพียงเล็กน้อย แนะจับทำ ‘ปลาแดดเดียว’

เดลินิวส์

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • เดลินิวส์
สำนักงานประมงจังหวัดฉะเชิงเทรา ผนึกกำลังหลายหน่วยงาน ลงพื้นที่เร่งตรวจสอบแหล่งน้ำคลองสำโรง ที่เชื่อมต่อกับจังหวัดสมุทรปราการ ภายหลังพบการระบาดของปลาหมอคางดำเพียงเล็กน้อย แนะชาวบ้านช่วยกันจับไปทำปลาแดดเดียว ขายได้กิโลกรัมละ 80 บาท

เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (15 พ.ค.) ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งฉะเชิงเทรา นายคนึง คมขำ ประมงจังหวัดเชิงเทรา พร้อมด้วย นางชมพูนุท สามห้วย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งฉะเชิงเทรา ร่วมกับสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดฉะเชิงเทรา ประมงอำเภอบางปะกง เทศบาลตำบลบางวัว เทศบาลตำบลท่าสะอ้าน เร่งตรวจสอบสถิติการลงพื้นที่สำรวจภายในคลองสำโรง คลองบางเกลือ ที่ผ่านมา ของการแพร่ขยายพันธุ์ปลาหมอคางดำ พบว่าตลอดระยะเวลา 1 ปีกว่าที่มีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ช่วง พ.ศ.2567 ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการสำรวจภายในคลองแต่ละคลอง จำนวน 5 จุด โดยวิธีการสุ่มทอดแห ปรากฏว่า พบปลาหมอคางดำไม่ถึง 10 ตัว ต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตร

แต่จากสถานการณ์ที่มีชาวบ้านสามารถถ่ายคลิปได้ภาพปลาหมอคางดำลอยเหนือน้ำจำนวนมากในพื้นที่ฉะเชิงเทรา ทำให้เจ้าหน้าที่ทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่สำรวจอีกครั้ง หลังพบว่าจังหวัดสมุทรปราการ มีการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำจำนวนมาก ซึ่งอาจส่งผลให้ปลาหมอคางดำมาตามน้ำเข้ามายังพื้นที่ฉะเชิงเทรา เพื่อไหลออกสู่แม่น้ำบางปะกง โดยทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการสำรวจในจุดที่ 1 ตรงบริเวณคลองสำโรง ที่เชื่อมกับคลองบางเกลือ ซึ่งเป็นจุดที่ได้รับการแจ้งว่าพบปลาหมอคางดำ สุ่มทอดแห 5 ครั้ง พบปลาหมอคางดำ 126 ตัว น้ำหนัก 1,384 กรัม ความยาวเฉลี่ย 9.5 ซม นอกจากนี้ยังพบปลาซัคเกอร์ 2 ตัว น้ำหนัก 1,105 กรัม ความยาวเฉลี่ย 77 ซม. และปลานิล 10 ตัว น้ำหนัก 96 กรัม ความยาวเฉลี่ย 7.5 ซม นอกจากนี้ยังได้ทำการตรวจสอบสภาพแวดล้อมของน้ำบริเวณนั้นพบว่า น้ำมีความเค็ม 3 ppt ความขุ่นของน้ำ 50 ซม. และค่าออกซิเจนละลายน้ำ 2.5 mg/l

ส่วนจุดที่ 2 ที่ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการลงสำรวจ เป็นบริเวณประตูน้ำคลองสำโรง ซึ่งเป็นประตูระบายน้ำก่อนลงสู่แม่น้ำบางปะกง ซึ่งจากการสุ่มทอดแหจำนวน 5 ครั้ง พบปลาหมอคางดำ 63 ตัว น้ำหนัก 93 กรัม ความยาวเฉลี่ย 9.0 ซม. , ปลาหมอมายัน 2 ตัว น้ำหนัก 40 กรัม , ปลานิล 1 ตัว น้ำหนัก 8 กรัม , ปลาตะเพียนทอง 1 ตัว น้ำหนัก 40 กรัม , ปลาตะโกก 1 ตัว น้ำหนัก 32 กรัม และปลาแป้นแก้ว 1 ตัว น้ำหนัก 6 กรัม

ด้าน นายคนึง คมขำ ประมงจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า หลังจากลงพื้นที่สำรวจปลาหมอคางดำแล้วพบว่า มีปริมาณจำนวนหนึ่ง ซึ่งมากกว่าที่เคยสำรวจในทุกเดือนที่ผ่านมา แต่ก็ยังเป็นปลาหมอคางดำที่มีอายุไม่มาก ประมาณเดือนถึงสองเดือน และเมื่อดูจากปริมาณ ณ ตอนนี้ ก็ยังพอรับได้อยู่ (เฉลี่ยไม่เกิน 10 ตัว ต่อ 100 ตารางเมตร) ซึ่งกรมประมงจัดว่าอยู่ในเกณฑ์การแพร่ระบาดเพียงเล็กน้อย ยังไม่ถึงขนาดกลาง หรือว่ารุนแรง ส่วนเรื่องคลองสำโรงที่เป็นข่าว มีต้นน้ำมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา ไหลผ่านสมุทรปราการ ซึ่งมีการแพร่ระบาดรุนแรงอยู่ในขณะนี้ มาลงสู่แม่น้ำบางปะกง อำเภอบางปะกง ของจังหวัดฉะเชิงเทรา จึงน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ปลาหมอคางดำไหลตามน้ำเข้ามาในพื้นที่ฉะเชิงเทราด้วย ส่วนการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น ตามที่กรมประมงได้วางไว้ คือ

มาตรการที่ 1 การกำจัดออกไปจากลำน้ำ ซึ่ง มี 2 วิธี คือ 1 การใช้เครื่องมือประมง เช่น แห ตาข่าย เบ็ด ซึ่งมีอยู่แล้วในพื้นถิ่น สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

มาตรการที่ 2 คือหลังจากที่มีการลงแขก โดยวิธีการร่วมแรงร่วมใจแล้ว ก็จะปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำที่เป็นผู้ล่า เช่นปลากินเนื้อ อย่าง ปลากะพงปลาขาว ปลาอีกง ปลาม้า ปลาพวกนี้จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยกำจัดปลาหมอคางดำตามธรรมชาติ

ส่วนชาวบ้านที่เคยตั้งข้อสงสัยว่า ปลาหมอคางดำ สามารถนำมาประกอบอาหารได้หรือเปล่า ทางประมงจังหวัดเปิดเผยว่า สามารถนำมาประกอบอาหารได้เหมือนปลานิลทุกอย่าง ซึ่งปัจจุบันมีชาวบ้านนำปลาหมอคางดำ มาตากแห้ง ทำเป็นปลาแดดเดียว สามารถขายได้กิโลกรัมละ 80 บาท เลยทีเดียว แต่ที่บางคนกลัว เพราะเนื่องจากปลาหมอคางดำสามารถขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว แค่ 2-3 เดือนก็พร้อมที่จะเป็นแม่พันธุ์ และเมื่อมีการผสมพันธุ์แล้วจะใช้เวลา แค่ 29-30 วันก็จะออกลูก ซึ่งแต่ละตัวจะมีลูกถึง 300 ตัว จึงทำให้เป็นปลาที่มีความน่ากลัว เพราะมีการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว และเป็นปลาที่กินทุกอย่าง จึงทำให้ระบบนิเวศทางธรรมชาติได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะลูกกุ้ง ลูกปลาชนิดอื่น.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...