จีน-สหรัฐฯ วางกระบวนทัศน์ใหม่ ทำงานร่วมกัน-หนุนสร้างเสถียรภาพโลก
× กรุณาติดต่อทีมงานเพื่อดาวน์โหลดคลิป
ปักกิ่ง, 15 พ.ค. (ซินหัว) — เมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เห็นพ้องที่จะสร้างความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่สร้างสรรค์และมีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อกำหนดทิศทางที่ถูกต้องให้แก่เรือลำใหญ่แห่งความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ พร้อมเพิ่มเสถียรภาพและความแน่นอนให้แก่โลกที่กำลังเผชิญความปั่นป่วนและการเปลี่ยนแปลง
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลกที่เพิ่มสูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรอบศตวรรษ ฉันทามติดังกล่าวได้ส่งข้อความสำคัญว่าจีนและสหรัฐฯ ควรเลือกการเจรจาแทนการเผชิญหน้า เลือกความร่วมมือแทนความขัดแย้ง และเลือกเสถียรภาพแทนความวุ่นวาย
ข้อตกลงนี้ถือเป็นความพยายามสำคัญในการตอบคำถามแห่งศตวรรษที่ 21 ว่าจีนและสหรัฐฯ จะสามารถหลีกเลี่ยงการแข่งขันระหว่างประเทศใหญ่ที่เรียกว่า “กับดักของทูซิดิดีส” (Thucydides trap) และสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศใหญ่ได้หรือไม่ ทั้งสองประเทศจะสามารถร่วมกันรับมือความท้าทายระดับโลกและสร้างเสถียรภาพให้โลกได้หรือไม่ รวมถึงจะสามารถร่วมกันสร้างอนาคตที่สดใสให้ความสัมพันธ์ทวิภาคี เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศและอนาคตของมวลมนุษยชาติได้หรือไม่
สีจิ้นผิงอธิบายว่า “เสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์” ควรเป็นเสถียรภาพเชิงบวกที่มีความร่วมมือเป็นแกนหลัก เสถียรภาพอันดีที่มีการแข่งขันพอประมาณ เสถียรภาพอันคงที่ที่จัดการความแตกต่างได้ และเสถียรภาพอันยืนยาวที่มุ่งสู่สันติภาพ
การกำหนดทิศทางใหม่ของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ สะท้อนความเข้าใจลึกซึ้งต่อประสบการณ์และบทเรียนจากความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ผ่านมา ทั้งยังสะท้อนหลักการที่ยึดถือกันเสมอมา ได้แก่ การเคารพซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และความร่วมมือที่เอื้อประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งสำคัญต่อการส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ให้มีเสถียรภาพ แข็งแกร่ง และยั่งยืน
การสร้างความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่สร้างสรรค์และมีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ไม่ใช่เป็นเพียงคำขวัญ แต่หมายถึงการลงมือปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณเชิงบวกปรากฏแล้ว โดยการหารือด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ รอบล่าสุด ได้ผลลัพธ์โดยรวมที่สมดุลและเป็นบวก
จีนและสหรัฐฯ มีผลประโยชน์ร่วมมากกว่าข้อแตกต่าง ความสำเร็จของฝ่ายหนึ่งถือเป็นโอกาสของอีกฝ่าย และความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่มีเสถียรภาพย่อมเป็นประโยชน์ต่อโลก ซึ่งประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ซ้ำหลายครั้งแล้วว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ มีลักษณะเกื้อกูลและเอื้อประโยชน์ต่อกัน ส่วนในยามที่เผชิญความแตกต่างและความขัดแย้ง การปรึกษาหารือบนพื้นฐานของความเท่าเทียมคือทางเลือกที่ถูกต้องเพียงทางเดียว โดยทั้งสองฝ่ายควรเป็นหุ้นส่วนมากกว่าเป็นคู่อริ สนับสนุนความสำเร็จของกันและกัน และร่วมกันบรรลุความรุ่งเรืองร่วมกัน
สำหรับในอนาคต ทั้งสองฝ่ายควรปฏิบัติตามฉันทามติสำคัญที่ผู้นำทั้งสองประเทศได้บรรลุร่วมกัน ใช้ประโยชน์จากช่องทางการสื่อสารด้านการเมือง การทูต และความสัมพันธ์ทางทหารให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงขยายความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ การค้า สาธารณสุข เกษตรกรรม การท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน และการบังคับใช้กฎหมาย
ขณะเดียวกัน การสร้างความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ยังหมายถึงการจัดการประเด็นอ่อนไหวอย่างรอบคอบ โดยปัญหาไต้หวันยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ซึ่งการจัดการประเด็นดังกล่าวอย่างเหมาะสมถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการรักษาเสถียรภาพโดยรวมของความสัมพันธ์ทวิภาคี มิฉะนั้น ทั้งสองประเทศอาจเผชิญการปะทะหรือแม้แต่ความขัดแย้ง ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ทั้งหมดตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างหนัก
“เอกราชไต้หวัน” และสันติภาพข้ามช่องแคบไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ดั่งไฟกับน้ำ การพิทักษ์สันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวันถือเป็นจุดร่วมสำคัญที่สุดระหว่างจีนกับสหรัฐฯ โดยฝ่ายสหรัฐฯ จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการจัดการปัญหาไต้หวัน
จีนและสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสองประเทศใหญ่ของโลก จะอยู่ร่วมและก้าวไปด้วยกันอย่างไร ย่อมส่งผลต่อทิศทางโดยรวมของภูมิทัศน์ระหว่างประเทศและอนาคตของมวลมนุษยชาติ ขณะที่โลกได้มาถึงทางแยกสำคัญอีกครั้ง จีนและสหรัฐฯ มีภาระหน้าที่ในการเสริมสร้างความสามัคคีและความร่วมมือ ร่วมกันรับมือความท้าทายระดับโลก และส่งเสริมสันติภาพกับการพัฒนาของโลก
อนาคตของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เต็มไปด้วยความหวัง โดยทั้งสองฝ่ายควรยึดมั่นในการสร้างความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์และมีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ เสริมสร้างการเจรจา จัดการความแตกต่างอย่างเหมาะสม และขยายความร่วมมือเชิงปฏิบัติ ณ จุดเริ่มต้นใหม่ทางประวัติศาสตร์
ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายย่อมสามารถค้นพบแนวทางที่ถูกต้องในการอยู่ร่วมกันผ่านการแก้ไขปัญหาทีละขั้น และค่อยๆ สร้างความไว้วางใจร่วมกัน รวมทั้งทำให้ปี 2026 กลายเป็นปีแห่งประวัติศาสตร์และหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่สานต่อมาจากอดีตและเปิดกว้างสู่อนาคต พร้อมร่วมกันสร้างวันพรุ่งนี้ที่ดียิ่งขึ้น