สศค. เกาะติดสงคราม-น้ำมันแพง กระทบเศรษฐกิจไทย
สศค. เผยเศรษฐกิจไทย เม.ย. 69 รับแรงหนุนส่งออกโตแกร่ง - บริโภคฟื้น แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติยังหดตัว จับตาผลกระทบสงคราม-ราคาน้ำมัน
28 พ.ค. 2569 - ดร.พิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือน เม.ย. 2569 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนเมษายน 2569 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง สอดคล้องกับการขยายตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ค่าเงินบาท ราคาน้ำมัน และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตสินค้าและเศรษฐกิจไทย โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้
เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน โดยปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.8% และปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 3.7% ตามลำดับ
ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนเมษายน 2569 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.6 จากระดับ 51.8 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความกังวลของผู้บริโภคต่อสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา - อิสราเอล และอิหร่าน
รวมถึงราคาน้ำมัน ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นที่อาจส่งผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของผู้บริโภค อย่างไรก็ดี ประชาชนมีความคาดหวังต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ส่วนรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนเมษายน 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 1.4%
เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนเม.ย. 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 27.9% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 8.1%
ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนเม.ย. 2569 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -11.3% แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 3.2% สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ในเดือนเม.ย. 2569 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -0.2% และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -2.8%
มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนเม.ย. 2569 อยู่ที่ 31,583.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 ที่ 23.1%
และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ 25.7% ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกษตร ในขณะที่การส่งออกยางพารา น้ำตาลทราย และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ปรับตัวลดลง
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในเกือบทุกตลาด โดยเฉพาะในตลาดทวีปออสเตรเลีย สหรัฐฯ อาเซียน (5) และญี่ปุ่น ตลาดอินโดจีน (4) ลดลง
เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย กลับมาขยายตัว โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนเม.ย. 2569 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.37 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -7.0% และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -6.8%
ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ในเดือนเม.ย. 2569 จำนวน 25.6 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 2.7% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 4.7%
ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนเม.ย. 2569 ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 1.2% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 0.2% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา ข้าวโพด และหมวดไม้ผล อย่างไรก็ดี ผลผลิตปาล์มน้ำมัน และมันสำปะหลัง ลดลงจากเดือนก่อน
สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ในเดือนเม.ย. 2569 ลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -0.4% ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนเม.ย. 2569 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 85.3 จากระดับ 88.6 ในเดือนก่อนหน้า
โดยได้รับปัจจัยกดดันจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาพลังงานและราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานในภาคอุตสาหกรรม และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนเม.ย. 2569 อยู่ที่ระดับ 52.7 จากระดับ 54.1 ในเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ค่าดัชนียังคงอยู่เหนือระดับ 50.0 สะท้อนว่าการผลิตอุตสาหกรรมยังคงขยายตัว
เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนเม.ย. 2569 อยู่ที่ 2.89% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.83% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมี.ค. 2569 อยู่ที่ 66.4% ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 286.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ด้านสถานการณ์เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนจาก ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลก (Global Composite PMI) ในเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 51.8 จุด ค่าดัชนีอยู่สูงกว่าระดับ 50.0 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกยังมีทิศทางขยายตัว ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคการผลิต (Global Manufacturing PMI) ในเดือนเม.ย. 2569 อยู่ที่ระดับ 52.6 จุดสูงสุดในรอบ 3 เดือน
ด้านดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคบริการ (Global Service PMI) ในเดือนเม.ย. 2569 อยู่ที่ระดับ 51.2 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 50.8 จุด และยังอยู่สูงกว่าระดับ 50 จุด บ่งชี้ทิศทางการขยายตัวต่อเนื่องของภาคบริการ
สำหรับด้านภาคการท่องเที่ยวยังคงขยายตัวแต่มีทิศทางชะลอลงในบางประเทศ ขณะที่ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่าง ๆ มีทิศทางปรับเพิ่มขึ้นหรือคงในระดับเดิมเอาไว้ ในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ รวมทั้ง มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ
ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุดปรับตัวดีขึ้น โดยในตลาดตราสารทุนยังได้รับแรงสนับสนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติในบางส่วน โดยข้อมูล ณ วันที่ 25 พ.ค. 2569 มูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 63,485.33 ล้านบาท
เมื่อพิจารณาตามกลุ่มนักลงทุน พบว่านักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ มีการขายสุทธิในวันดังกล่าว -131.74 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นเดือนพ.ค. (ข้อมูลสะสมตั้งแต่วันที่ 1–25 พ.ค.2569) นักลงทุนกลุ่มนี้มีสถานะซื้อสุทธิรวม 1,660.39 ล้านบาท ชะลอลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นปี (YTD) นักลงทุนกลุ่มนี้มีสถานะซื้อสุทธิอยู่ที่ 33,535.69 ล้านบาท
ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศ มีการขายสุทธิ -48.64 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นเดือนพ.ค. นักลงทุนกลุ่มนี้ยังคงขายสุทธิรวม -14,423.46 ล้านบาท โดยในภาพรวมตั้งแต่ต้นปี มียอดขายสุทธิ -64,192.26 ล้านบาท ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ มีการซื้อสุทธิในวันดังกล่าว 1,053.30 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นเดือนมีสถานะซื้อสุทธิรวม 9,546.05 ล้านบาท ขณะที่ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 10,681.55 ล้านบาท
สำหรับนักลงทุนต่างชาติ พบว่ามีการขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยในวันที่ 25 พ.ค.2569 อยู่ที่ -872.92 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นเดือนพ.ค. นักลงทุนต่างชาติมีสถานะซื้อสุทธิรวม 3,217.02 ล้านบาท อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติยังคงมีสถานะซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 19,975.02 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของนักลงทุนต่างชาติที่ยังคงมีส่วนสำคัญต่อทิศทางตลาดหุ้นไทย
ในส่วนของ ตลาดตราสารหนี้ พบว่าในวันที่ 25 พ.ค. 2569 นักลงทุนต่างชาติมีการซื้อสุทธิ 1,103.00 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นเดือน พ.ค. นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้มีสถานะซื้อสุทธิรวม 5,601.70 ล้านบาท ชะลอลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
เมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้ยังคงถือสถานะซื้อสุทธิรวม 30,482.15 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอน และแนวนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่อยู่ในช่วงการปรับเปลี่ยน