โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จาก 'ผึ้งตรวจระเบิด' ถึง 'แมงมุมกู้ชีพ' บุญคุณที่มนุษย์ติดค้าง/บทความพิเศษ จักรกฤษณ์ สิริริน

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 14 ต.ค. 2564 เวลา 02.38 น. • เผยแพร่ 14 ต.ค. 2564 เวลา 02.38 น.

บทความพิเศษ

จักรกฤษณ์ สิริริน

 

จาก ‘ผึ้งตรวจระเบิด’

ถึง ‘แมงมุมกู้ชีพ’

บุญคุณที่มนุษย์ติดค้าง

 

นับจากสุนัข Laika ซึ่งถือเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดแรกในโลกที่โคจรไปกับดาวเทียม Sputnik II ของรัสเซีย

มาถึงลิง Gordo ที่ก็ได้ไปท่องอวกาศกับจรวด Jupiter IRBM AM-13 รวมถึงเพื่อนลิงอีก 3 ตัวได้แก่ Able และ Baker ซึ่งโดยสารไปกับจรวด Jupiter AM-18 รวมถึง Ham ของ NAZA ที่ส่งขึ้นไปกับยาน Mercury Redstone 2 หรือ MR2 ของสหรัฐ

ในยุคโบราณ มนุษย์นำนกพิราบมาใช้ในการสื่อสารด้วยการผูกจดหมายไปกับเท้านกพิราบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงสงครามที่นอกจากช้างม้าวัวควายแล้ว อูฐกับนกกระจอกเทศก็เคยออกรบกับเขาด้วย

ไม่ต้องพูดถึงสัตว์ที่เลี้ยงไว้เป็นเสบียงในกองทัพ และว่ากันว่า ในสงครามโลกครั้งที่ 1 มีการนำสุนัขสงครามหรือ War Dog มาช่วยในการรบและเสียชีวิตมากกว่าหมื่นตัว!

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สุนัขตำรวจ หรือ K-9 ทำหน้าที่ตรวจหายาเสพติด แกะรอยคนร้าย และที่สำคัญก็คือภารกิจดมกลิ่นวัตถุระเบิด

และบางครั้งหมาค้นระเบิดก็ต้องตายแทนคน!

ในวงการตรวจระเบิด นอกจากสุนัขแล้ว ยังมีโลมาปากขวด และสิงโตทะเล ที่เคยถูกส่งไปเข้าประจำการในอิรักเพื่อค้นหาทุ่นระเบิดใต้น้ำ รายงานข่าวบอกว่า สาเหตุที่ใช้สัตว์ 2 ชนิดนี้ เพราะโลมาปากขวดมีคลื่นโซนาร์ซึ่งสามารถค้นหาวัตถุต่างๆ ได้ดี และสิงโตทะเลก็สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ในน้ำลึกได้อย่างชัดแจ๋ว

หนักข้อยิ่งไปกว่านั้น คือการนำค้างคาว ที่เคยมีข่าวว่าเตรียมใช้เป็นอุปกรณ์บรรทุกระเบิดเพลิงลูกย่อมๆ ไปหย่อนใส่กองทัพพี่ยุ่นมาแล้วในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้รหัส Project X-Ray

อีกข่าวหนึ่งก็คือการนำไก่ไปใช้ในยุทธการ KFC ย่อมาจาก Kuwaiti Field Chicken ในสงครามอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งมีการจับเอาไก่ที่ได้รับการฝึกให้ไปตรวจจับก๊าซพิษบนรถฮัมวี่

 

ขณะที่ข่าวซึ่งโด่งดังที่สุดเห็นจะเป็น “ผึ้งตรวจระเบิด”

“ผึ้งตรวจระเบิด” เป็นผลงานของ Los Alamos National Laboratory ที่ค้นคว้าวิจัยเทคนิคการตอบสนองของผึ้ง ว่าผึ้งจะแลบลิ้นออกมาเมื่อได้กลิ่นน้ำหวาน

นอกจากนี้ ความที่ผึ้งมีสมรรถนะการรับกลิ่นที่ดีเยี่ยม เนื่องจากผึ้งจะรับรู้กลิ่นทุกกลิ่นในระยะทำการ แม้ว่ากลิ่นนั้นจะเจือจางเท่าไหร่ก็ตาม

นักวิจัยจึงจับจุดเด่นของผึ้งประการดังกล่าวมาสอนมันให้แลบลิ้นเมื่อได้กลิ่นวัตถุระเบิด!

วิธีการฝึก “ผึ้งตรวจระเบิด” ก็คือ จะจัดแบ่งผึ้งออกเป็นฝูงเล็ก ราวฝูงละ 4-5 ตัว โดยผึ้งจะถูกจับใส่เอาไว้ในกล่องตรวจกลิ่น ที่ติดตั้ง Webcam หรือ Web Camera (กล้องวงจรปิดตัวเล็ก ส่งสัญญาณภาพผ่านเครือข่าย internet) ที่เชื่อมต่อกับ Software ตรวจจับความเคลื่อนไหวของลิ้น ทันทีที่ลิ้นผึ้งแลบออกมา สัญญาณเตือนจะถูกส่งไปยัง รปภ.

เมื่อนำผึ้งเจ้าบรรจุในกล่องตรวจกลิ่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ครูฝึกก็จะจัดแจงอัด “กลิ่นระเบิด” ให้โชยเข้าไปในกล่อง ฝึกจนกระทั่งผึ้งแลบลิ้นเมื่อได้กลิ่นระเบิดก็เป็นอันเสร็จสิ้น

โดยทุกครั้งที่ผึ้งทำตามบทเรียนได้สำเร็จ ก็จะมีการตบรางวัลเป็นน้ำหวานชั้นเลิศให้อีกด้วย

เมื่อจบหลักสูตรแล้ว ฝูงผึ้งบรรจุกล่อง จะมีความสามารถสำรวจตรวจตราเพื่อดมหากลิ่นระเบิดได้นานาชนิด ไล่ตั้งแต่ TNT(Trinitrotoluene) Dynamite C4 TATP (Triacetone Triperoxide) IED (Improvised Explosive Devices)

โดยจะมีการทำ QC (Quality Control) ซึ่งก็คือ Software ตรวจจับ ที่จะส่งสัญญาณเตือนในกรณีที่ผึ้ง 3 ตัวขึ้นไปแลบลิ้นเท่านั้น

รายงานข่าวไม่ได้บอกว่าระหว่างการฝึกดังกล่าวมีผึ้งหนีเรียนกี่ตัว หรือมีผึ้งออกปฏิบัติการจริงแล้วตายในหน้าที่ (โดนระเบิด) กี่ตัว อย่างไรก็ดี Project ต่อไป คือโครงการฝึกผึ้งให้พวกมันสามารถตรวจหาซากศพในอาคารร้าง และค้นหายาเสพติดในสนามบินได้ต่อไปในอนาคตครับ

เขียนถึงสรรพสัตว์นานาชนิดที่มนุษย์ติดค้างหนี้บุญคุณ มาจนกระทั่งถึง “ผึ้งตรวจระเบิด” เมื่อสักครู่ อันดับต่อไปเป็นข่าวล่ามาเรือเกลือ นั่นก็คือ เรื่องราวของ “แมงมุมกู้ชีพ” ครับ

อันที่จริง ลำพัง “แมงมุม” มันก็อยู่ของมันดีๆ ไม่ได้มีหน้าที่ “กู้ชีพ” แต่อย่างใด ทว่า เป็นเพราะมนุษย์ไปสร้างบทบาทให้กับมัน ซึ่งก็เป็นบทบาทที่ดี ที่สร้างคุณูปการให้กับมวลมนุษยชาติ

นั่นก็คือ รายงานข่าวการสกัดพิษแมงมุม Funnel-Web Spider ในประเทศออสเตรเลีย ให้มาช่วยยับยั้ง “สัญญาณแห่งความตาย” ใน “คนไข้หัวใจวาย” ได้

เมื่อไม่นานมานี้ วารสารวิชาการ Circulation ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ผลการศึกษาจากทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย University of Queensland แห่งประเทศออสเตรเลีย เกี่ยวกับข้อค้นพบใหม่ ว่าพิษของแมงมุมพื้นเมืองพันธุ์หนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า Funnel-Web Spider บนเกาะ Fraser Island ทางตะวันออกของประเทศออสเตรเลีย มีกรดอะมิโนที่มีโมเลกุลสำคัญอันหนึ่ง ซึ่งอาจช่วยชีวิตผู้ป่วยด้วยอาการหัวใจวายอย่างเฉียบพลัน

ทั้งนี้ เนื่องเพราะโมเลกุลของกรดอะมิโนดังกล่าว จะเข้าไปช่วยยับยั้ง “สัญญาณแห่งความตาย” ที่เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจส่งออกมาเมื่อผู้ป่วยเกิดอาการหัวใจวาย ทำให้ทีมแพทย์ฉุกเฉินสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ทันท่วงที!

ในอดีตชนเผ่าพื้นเมืองชาวอะบอริจิ้นที่อาศัยอยู่ในประเทศออสเตรเลียล้วนทราบดีว่า Funnel-Web Spider แมงมุมเจ้าถิ่นของออสเตรเลียตัวนี้ร้ายกาจเพียงใด

มีการศึกษาว่า Funnel-Web Spider อยู่มาก่อนชาวอะบอริจิ้นเสียอีก และพวกมันมีวิวัฒนาการมาอย่างยาวนานถึง 400 ล้านปีแล้ว

เป็นที่รู้กันในหมู่นักวิจัย ว่า Funnel-Web Spider มีพิษที่สลับซับซ้อนมากที่สุดชนิดหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยโมเลกุลต่างๆ ถึงราว 300 ชนิด

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สารเคมี Peptide ที่มีชื่อว่า Hi1a ซึ่งจะมาช่วยสกัด “สัญญาณแห่งความตาย”

แพทย์หญิง Sarah Scheuer หัวหน้าทีมนักวิจัย บอกว่า โมเลกุลของ Hi1a จากพิษของ Funnel-Web Spider นอกจากจะช่วยผู้ป่วยหัวใจวายแล้ว ยังจะเป็นประโยชน์สำหรับการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจอีกด้วย

แพทย์หญิง Sarah Scheuer ปิดท้ายว่า เป้าหมายปลายทางของเราต่อจากนี้ก็คือ การพัฒนาโมเลกุลของ Hi1a เพื่อใช้สำหรับคนไข้ฉุกเฉินทุกประเภท

 

เกี่ยวกับเรื่องนี้ องค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคหลอดเลือดหัวใจเป็นสาเหตุที่สำคัญของการเสียชีวิตของผู้คนทั่วโลก เพราะทำให้มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ปีละเกือบ 20 ล้านคน

โดยทั่วไป เมื่อผู้ป่วยมีอาการหัวใจขาดโลหิตหล่อเลี้ยงอย่างเฉียบพลัน หรือที่เรียกว่าภาวะ “หัวใจวาย” กล้ามเนื้อหัวใจที่ขาดออกซิเจนจากเลือดจะทำให้เซลล์มีสภาพเป็นกรด และจากภาวะเช่นนี้เซลล์จะสื่อ หรือส่ง “สัญญาณแห่งความตาย” ทำให้เซลล์อื่นๆ ของหัวใจหยุดทำงานไปด้วย

จากการวิจัยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาวงการแพทย์ยังไม่สามารถพัฒนายาตัวใดเพื่อช่วยสกัด “สัญญาณแห่งความตาย” ลักษณะนี้ได้

ดังนั้น ข่าวเกี่ยวกับพิษของ Funnel-Web Spider ที่ช่วยให้นักวิจัยได้พบวิธีบำบัดผู้มีอาการหัวใจวายหรือ Heart Attack ซึ่งเป็นผลจากการที่กล้ามเนื้อหัวใจขาดโลหิตหล่อเลี้ยงอย่างเฉียบพลัน

จึงนับเป็นข่าวดี ที่ Funnel-Web Spider สามารถช่วยเซฟชีวิตผู้คนได้นั่นเอง!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...