โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

นายกฯ ไม่ก้าวก่ายแบงก์ชาติ เปิดกำไรแบงก์ปี 66

Amarin TV

เผยแพร่ 10 ม.ค. 2567 เวลา 10.32 น.
นายกฯ ไม่ก้าวก่ายแบงก์ชาติ เปิดกำไรแบงก์ปี 66

ช่วงนี้กระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีกำไรของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ปี 2023 ที่สูงถึงกว่า 2.3 แสนล้านบาท จากการที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ(Net Interest Margin : NIM) ของกลุ่มธนาคารสูงขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจไทย และประชาชนคนไทยยังอยู่ในภาวะที่ย่ำแย่ในขณะนี้

ขณะที่นายกรัฐมนตรี “นายเศรษฐา ทวีสิน” เองก็มีการเรียกผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เข้าพบในช่วงบ่ายวันนี้ที่ทำเนียบรัฐบาล

โดยก่อนหน้านี้ภายหลังจากที่ได้โพสต์ในแอคเคาท์ X (ทวิตเตอร์) ส่วนตัวของตัวเองว่า “การที่แบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ยทั้งๆ ที่เงินเฟ้อติดลบกันหลายๆ เดือนนั้น ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจเลย และยังมีผลกระทบต่อประชาชนที่มีรายได้น้อยและ SME อีกด้วย” พร้อมทั้งออกคำแนะนำให้ “กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูราคาสินค้าเกษตรบางชนิดให้เหมาะสม เพราะอาจจะต่ำไปก็ได้ และหวังว่าแบงก์ชาติจะช่วยดูแลประชาชนไม่ขึ้นดอกเบี้ยสวนทางกับเงินเฟ้อ”

นับเป็นการกดดันการทำงานของธปท.ที่เป็นองค์กรอิสระในการดูแลเสถียรภาพทางการเงิน ว่าควรเข้ามาดูแลในเรื่องนี้

บทความของ SPOTLIGHT จะพามาดูมุมมองของภาคเอกชนมีต่อเรื่องนี้อย่างไร และตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์จาก InnovestX และภาพของการหารือของนายกรัฐมนตรีกับผู้ว่าแบงก์ชาติในช่วงบ่ายที่ผ่านมา

นายกยันไม่ก้าวก่ายแบงก์ชาติเรื่อง“ดอกเบี้ย”

ล่าสุด วันนี้ (10 ม.ค.) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า เรื่องดอกเบี้ยผมไม่มีอำนาจในการไปก้าวก่าย ท่าน ธปท.ต้องมีความเป็นอิสระ ตนเองก็แค่มีการอธิบายเหตุผลให้ฟัง ไม่ได้ไปสั่ง โดยให้เหตุผลว่าในเรื่องเศรษฐกิจโดยรวม เรื่องเศรษฐกิจต่างประเทศ และเรื่องของอัตราเงินเฟ้อ ตนก็เพียงแต่บอกว่าในสถานการณ์ของตลาดในปัจจุบันนั้นเป็นอย่างไรบ้าง รวมทั้งเรื่องของเศรษฐกิจของภาวะประชาชน

“ ผมไม่มีอำนาจไปก้าวก่าย “แบงก์ชาติ” เรื่องการปรับอัตราดอกเบี้ย ผมเคารพความเป็นอิสระแบงก์ชาติ และพร้อมนัดคุยทุกสัปดาห์ ส่วนผู้ว่าฯ แบงก์ชาติบอกว่าจะเร่งรัดการแก้ปัญหาหนี้สินของประชาชน ทั้งระยะสั้นและระยะยาว”

กกร.ชี้หากเฟดลดดอกเบี้ยแบงก์ชาติควรลดดอกเบี้ยทันที

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงผลประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) ว่า อัตราเบี้ยนโยบายของไทยระดับที่สูง หวังว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ถ้าเฟดมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงควรจะทำทันที ภายในไตรมาสที่ 2 ควรปรับลดดอกเบี้ยลงให้มีความเหมาะสม

โดยประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2024 เติบโต 2.8-3.3% เนื่องจากมีมาตรการ Easy E-Receipt ที่จะช่วยหนุนเศรษฐกิจโตได้ 0.18% รวมถึงการฟื้นตัวท่องเที่ยวน่าจะดี คาดว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวปีนี้น่าจะเพิ่มเป็น 33-34 ล้านคน จากปีก่อน 28 ล้ล้านคน

รวมถึง แรงกดดันเงินเฟ้อมีการปรับตัวให้เงินเฟ้อลงไป และคาดว่าปีนี้ส่งออกเป็น +2-3% อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 0.7-1.2% ซึ่งยังไม่ได้รวมมาตรการดิจิทัล วอลเล็ต

“แม้เศรษฐกิจจะจะดูฟื้นตัวความน่าท้าทาย จำเป็นต้องให้รัฐบาลใช้มาตรการเสริมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่ต้องรองบประมาณใหม่ งบค้างท่อได้มีการหารือกับภาครัฐ องค์กรส่ส่วนท้องถิ่นให้ออกมาใช้ให้เร็วที่สุดเตรียมทำแผนตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนสินเชื่อในการทำธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อช่วยเหลือ SME“

สมาคมธ.ไทยชี้แบงก์กำไร 2 แสนล้านบาท แต่ ROA เพียง 1% ต่ำกว่าปท.อื่นมาก

นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการ สมาคมธนาคารไทย ชี้แจงถึงกลุ่มธนาคารพาณิชย์กำไรระดับ 2 แสนล้านบาทว่า กำไรที่ระดับนี้เป็นกำไรที่ยังไม่ได้คำนึงถึงต้นทุนทางการเงิน การลงทุน การบริหารจัดการ การวางระบบเทคโนโลยี และการบริหารจัดการหนี้ ซึ่งต้องมีการใช้ทรัพยากรค่อนข้างสูง

โดยให้ข้อสังเกตว่า ธนาคารพาณิชย์ต้องมีการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อดูแลลูกค้า โดยเฉพาะระบบที่ให้บริการทางการเงินที่ไม่ได้มีการคิดค่าธรรมเนียมอย่างระบบพร้อมเพย์ ซึ่งธนาคารต้องใช้เงินลงทุนกับเทคโนโลยีจำนวนมาก

รวมถึง การพิจารณาจากตัวเลข อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ หรือ Return on Asset (ROA)

ที่ปัจจุบันกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทยอยู่ที่ระดับต่ำมาก คือ 1% ขณะที่เมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ในต่างประเทศที่มี ROA สูงกว่าไทยที่ 2-4%

ส่วนเรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงไปหรือไม่นั้น เนื่องจากระบบธนาคารพาณิชย์ใช้ทรัพยากรสูงอยากพิจารณาที่ตัวเลขของอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่สูงถึง 8.5 เท่า ขณะที่บริษัททั่วไปจะอยู่ที่ระดับ 2.5 เท่า

จากที่มีธนาคารของรัฐได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไปช่วงที่ผ่านมานั้น มองว่า เป็นการใช้ทรัพยากรและกลไกที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ส่วนธนาคารพาณิชย์เอกชนนั้น คงต้องพิจารณาหลายๆ ปัจจัยทั้งทิศทางของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย และทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด

อย่างไรก็ตาม ธนาคารพาณิชย์เองก็ได้มีการเข้าไปดูแลช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง โดยเข้าไปช่วยเหลือลดภาระต้นทุนทางการเงินให้กับลูกค้าอีกกว่า 3.4 ล้านล้านบาท หรือมากกว่า 6.1 ล้านบัญชี ซึ่งตั้งแต่สถานการณ์โควิดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์มีต้นทุนทางเครดิตที่เกิดขึ้นในระบบธนาคารพาณิชย์มูลค่ารวมกว่า 6 แสนล้านบาท หรือราว 6% ของสินเชื่อ รวมถึงความท้าทายในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอีกด้วย

“ดร.กอบศักดิ์” FETCO มองดอกเบี้ยไทยทิศทางเดียวกับเงินเฟ้อ

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย มองว่า “อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในทิศทางเดียวกับอัตราเเงินเฟ้อ เพราะถ้าดูเงินเฟ้อพื้นฐานทรงๆ ถึงบวกเล็กน้อย แต่เงินเฟ้อทั่วไปติดลบ หลักๆ มาจากราคาน้ำมันโลกปรับลดลง และสินค้าจีนเข้ามาตีตลาดในไทยมาก เลยทำให้ราคาสินค้าถูกลง น่าจะเป็นสาเหตุให้เงินเฟ้อทั่วไปติดลบ ดังนั้น เงินเฟ้อระดับนี้ไม่ได้สะท้อนว่าเศรษฐกิจแย่ เพราะมีกำลังซื้ออยู่ และการท่องเที่ยวก็ยังดี บวกกับส่งออกยังไปได้ อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันก็ถือว่าไม่ได้สูงจนกระทบเศรษฐกิจหรือกระทบความสามารถการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน”

อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.5% ไม่ได้กดดันการเติบโตของเศรษฐกิจ คาดปีนี้จีดีพีโต 3-4% และบริษัทจดทะเบียนยังสามารถทำกำไรได้ เนื่องจากกว่าปีที่ผ่านมา ไทยขึ้นดอกเบี้ยไม่มากเท่ากับประเทศอื่นๆ ที่ขึ้นมามาก เช่น สหรัฐฯ ขึ้นมา 5 เท่า ขณะที่ไทย 2 เท่ากว่าๆ เนื่องจากไทยไม่ได้ขึ้นดอกเบี้ยมาเพื่อจัดการเงินเฟ้อ

สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงนี้ที่ติดลบมาต่อเนื่อง 3 เดือน ในเดือนธ.ค.ปี 66 ติดลบ 0.83% ถ้าไปดูในรายละเอียดจะพบว่า ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลง ปัจจุบันอยู่ที่ 72 ดอลลาร์/บาร์เรลต่ำในรอบหลายปี

ขณะที่เศรษฐกิจจีนไม่ค่อยดีและมีเงินเฟ้อติดลบและดัชนีราคาผู้ผลิต(PPI) จีนติดลบ 5% ทำให้สินค้าจีนไม่มีที่ขาย สินค้าจีนเลยเข้ามาขายในประเทศไทยมากขึ้นและขายในราคาที่ต่ำลง แถมเงินหยวนยังอ่อนค่าลงด้วย สินค้าจีนที่ส่งออกมาขายในตลาดโลกจึงถูกลง 10-15% ส่งผลให้ราคาสินค้าไทยปรับขึ้นไม่มาก เป็นอีกความท้าทายของผู้ประกอบการไทยที่ต้องต่อสู้และขึ้นราคาไม่ได้

แต่ภาพเงินเฟ้อทั่วไปไทยที่ติดลบไม่ได้สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แย่นัก เพราะเศรษฐกิจปี 66 จากคาดการณ์สภาพัฒน์ฯ และธปท.คาดจะโตที่ 2.8% และในปี 67 ยังมองว่าน่าจะยังเติบโตได้ในระดับ 3-4% เพราะฉะนั้น อัตราเงินเฟ้อที่ติดลบไม่ได้สะท้อนกำลังซื้อที่ลดลง

อย่างไรก็ดี เงินเฟ้อพื้นฐานของไทยยังทรงๆ และบวกอ่อนๆ เดือนธ.ค.เพิ่มขึ้น 0.58% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันที่ 2.5% ก็ไม่น่าใช่ปัญหาที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไปต่อไม่ได้ และเชื่อว่าจะไม่ได้กระทบกับความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน(บจ.) คาดบจ.ยังน่าจะทำกำไรเป็นบวกได้ในปี 67 นี้

InnovestX คาดการณ์กำไรกลุ่มธนาคารปี 2023 กว่า 2 แสนล้านบาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...