นักวิชาการเปิดข้อมูล 3 ปท. ขยายเวลาเปิดผับบาร์ ปัญหาอื้อ! ได้ไม่คุ้มเสีย
นักวิชาการเปิดข้อมูล 3 ปท. ขยายเวลาเปิดผับบาร์ ปัญหาอื้อ! ได้ไม่คุ้มเสีย
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่โรงแรมแมนดาริน สามย่าน ในเวทีระดมความคิดเห็นนักวิชาการและภาคประชาสังคมต่อ “นโยบายขยายเวลาเปิดผับบาร์ ตี 4” จัดโดยขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน (ขสช.), มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล, มูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว, เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง, เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต, เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน (ขสย.), เครือข่ายรณรงค์ป้องกันแอลกอฮอล์ และสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)
นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว นักวิจัยศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่าวถึงผลกระทบของการขยายเวลาผับบาร์ในต่างประเทศว่า ในต่างประเทศมีการศึกษาเรื่องนี้มามากกว่า 20 ปี อย่างเมืองเวสเติร์น ประเทศออสเตรเลีย เก็บข้อมูลระหว่างปี ค.ศ.1991-1997 ในช่วงที่มีกฎหมายใหม่ให้โรงแรมขอขยายระยะเวลาจำหน่ายแอลกอฮอล์ได้ จึงมีข้อมูลโรงแรมที่ขอขยายเวลา 45 แห่งและไม่ได้ขอขยายเวลา 143 แห่ง ซึ่งพบว่าในพื้นที่โรงแรมที่ขอขยายเวลามีจำนวนเคสการทำลายร่างกายมากกว่าโรงแรมที่ไม่ได้ขยายเวลา ขณะเดียวกัน ข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนสัมพันธ์กับการดื่มจากโรงแรมที่ขอขยายเวลาด้วย
นพ.อุดมศักดิ์ กล่าวว่า ข้อมูลประเทศนอร์เวย์ ที่ให้อำนาจระดับท้องถิ่นอนุญาตการขยายเวลาเปิดผับบาร์ได้มากขึ้น และขณะเดียวกันก็สามารถขอลดเวลาการปิดผับบาร์ได้เช่นกัน โดยบวกลบเวลาเฉลี่ยที่ 2 ชั่วโมง โดยการศึกษาช่วงระหว่างปี ค.ศ 2000-2010 ใน 18 เมืองพบว่า การขยายเวลาเปิดผับบาร์เพิ่มขึ้น 1 ชั่วโมง ส่งผลให้เกิดการทำร้ายร่างกายเพิ่มมากขึ้นร้อยละ 16 ขณะที่ การลดเวลาจำหน่ายแอลกอฮอล์ลง 1 ชั่วโมงส่งผลให้จำนวนการทำลายร่างกายลดลงในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ดังนั้น ข้อมูลนี้ระบุชัดว่าเมื่อขยายเวลามากขึ้น ปัญหาก็มากขึ้น ซึ่งข้อมูลการขยายเวลาผับบาร์นี้ใกล้เคียงกับของประเทศไทย
นพ.อุดมศักดิ์ กล่าวว่า ตัวอย่างจากกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่มีการจัดโซนนิ่งอนุญาตให้เปิดผับบาร์ เป็น 2 โซน คือ Leidseplein และ Eembrandtplein มีการเก็บข้อมูลเมื่อปี ค.ศ.2009 พบว่า ก่อนที่จะมีการอนุญาตให้ทำโซนนิ่งขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้ง 2 โซนนั้นมีอุบัติเหตุจากแอลกอฮอล์ใกล้เคียงกัน แต่เมื่อหลังจากขยายเวลาจำหน่าย ชัดเจนว่า พื้นที่ที่ขยายเวลานั้นมีจำนวนอุบัติเหตุมากกว่าพื้นที่ที่ไม่ได้ขยายเวลา จึงมีการสรุปไว้ว่าการขยายเวลาจำหน่ายแอลกอฮอล์ 1 ชั่วโมง เพิ่มจำนวนอุบัติเหตุที่สัมพันธ์กับการดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้นร้อยละ 34
“ข้อมูลจากต่างประเทศทำให้เรารู้ว่าการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือการขยายการเปิดผับบาร์ ที่สามารถนั่งดื่มได้ พบว่าหนึ่งชั่วโมงของการขยายเวลาเคสของการทำร้ายร่างกายอาจเพิ่มขึ้นได้ ร้อยละ 13-22 ส่วนอุบัติเหตุที่สัมพันธ์กับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจเพิ่มขึ้นได้ร้อยละ 34 แม้ว่าปัจจัยอื่นอาจจะต่างกัน แต่ก็สามารถนำมาเปรียบเทียบได้ว่าหากประเทศไทยมีการขยายเวลาจำหน่ายขึ้นก็ต้องรับสภาพถึงผลกระทบที่เพิ่มขึ้น” นพ.อุดมศักดิ์ กล่าว
ด้าน รศ.นวลน้อย ตรีรัตน์ นักเศรษฐศาสตร์ กล่าวถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ว่า เข้าใจว่า หลักๆ ที่บอกว่าต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจเพราะต้องการให้คนจ่ายเงินมากขึ้นแต่คำถามก็คือว่า ถ้าจะกระตุ้นให้คนไทยจ่ายเงินมากขึ้นมันก็คงวนอยู่ในประเทศเท่านั้น เอาเงินมาจ่ายอันนี้ก็ไม่มีเงินไปจ่ายอย่างอื่นเพราะคนเรามีรายได้ที่จำกัดอยู่ เงินที่จะให้ครอบครัวในการใช้จ่ายอย่างอื่นก็น้อยลงแล้ว นี่คือปัญหาอย่างหนึ่งที่สำคัญ
“แต่ถ้าจะพูดแบบนี้รัฐบาลคงโดนคนบ่นเยอะ จึงอ้างชื่อนักท่องเที่ยวขึ้นมา แต่ที่จริงคงเหลือแค่คำว่า นักเที่ยว เพราะจริงๆ นักท่องเที่ยวที่เข้ามามีโปรแกรมอยู่แล้วว่า จะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง ถ้ามัวแต่อยู่ในสถานบันเทิง ร้านเหล้าถึงตี 4 ก็คงนอนทั้งวันไม่ได้ไปเที่ยวไหน เพราะฉะนั้นเขามีจุดมุ่งหมายในการท่องเที่ยวอยู่แล้ว และถ้าดูในการสำรวจทุกๆ อันที่ถาม นักท่องเที่ยวว่ามาแล้วอยากจะไปดูอะไร อาหารมาเป็นอันดับ 1 ส่วนสถานบันเทิงเข้าใจว่าอยู่ในความสนใจอันดับท้ายๆ
ทุกวันนี้ อะไรๆ ก็เปลี่ยนเพราะทุกพื้นที่ทุกจังหวัดทุกชุมชนของประเทศไทย ได้ปรับตัวเพื่อให้เห็นว่า ในพื้นที่ของตัวเองมีสถานที่น่าสนใจ สำหรับการศึกษาท่องเที่ยวในเชิงประเพณีวัฒนธรรมธรรมชาติที่สวยงาม เป็นประเทศที่มีความพร้อมในการท่องเที่ยวสูงมาก เวลาที่นักท่องเที่ยวพูดถึงอาหารไม่ได้หมายถึงเครื่องดื่มเลยแต่พูดถึงเรื่อง อาหารประเภทต่างๆสตรีทฟู้ดที่สอดคล้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ แต่การมาพูดแบบนี้ กลับทำให้เหมือนว่า ประเทศไทยไม่มีแหล่งท่องเที่ยวและต้องผลักให้คนไปเที่ยวสถานบันเทิง” รศ.นวลน้อย กล่าว
รศ.นวลน้อย กล่าวต่อไปว่า คิดว่า ที่รัฐบาลพูดมามีความเป็นจริงแค่นิดหน่อยคือการมีนักเที่ยว ซึ่งเป็นส่วนน้อย ดังนั้นคิดว่าถ้ารัฐบาลจะทำนโยบายนี้แล้วอ้างคำนี้ก็ควรจะมีข้อมูลอะไรมาให้เราดูเสียหน่อยว่า จะเพิ่มอะไร เท่าไร แต่ส่วนตัวคิดว่าคงเพิ่มขึ้นบ้างแต่น่าจะเป็นเพียงส่วนน้อย คำถามคือ ได้คุ้มกับสิ่งที่เสียไปหรือไม่ ไม่มีการประเมินมูลค่าของผู้ที่ต้องสูญเสียอย่างจริงจังเลย บางคนโต้เถียงว่าเป็นความชอบของส่วนตัว แต่ปัญหาคือ ความชอบของส่วนตัวของคนบางคน ไม่สามารถชดใช้ได้ ให้กับคนที่ได้รับผลกระทบ เพราะอุบัติเหตุ 1 ครั้ง ทั้งบาดเจ็บ เสียชีวิต พิการ ไม่มีใครไปตามเลยว่ามูลค่าเท่าไร่ แต่ที่เห็นคือ คนที่เมาแล้วขับส่วนใหญ่ไม่มีปัญญาชดใช้กับความเสียหายที่เกิดขึ้น นี่คือคำตอบอยู่แล้วว่า ถ้าไม่มีวิธีป้องกัน หรือแสดงให้เห็นถึงแนวทางที่จะป้องกัน
“รัฐบาลต้องคิดให้เยอะ เพราะหน้าที่ของรัฐบาลจริงๆ คือ การทำให้สังคมนี้มีความสุข มีความกินอยู่ที่ดีขึ้น มีความปลอดภัย ถ้ารัฐบาลคิดว่าถ้ามีปัญหาขึ้นมาและรัฐบาลแก้ได้ก็ต้องแสดงให้เห็นว่าแก้อย่างไร แต่ตอนนี้ไม่มีใครเชื่อถือเท่าไร ซึ่งไม่เกี่ยวว่า เป็นรัฐบาลปัจจุบันหรือรัฐบาลไหน แต่เป็นเรื่องที่พูดกันมาตลอด เพราะฉะนั้น ตอบได้เลย ณ ขณะนี้ว่าได้ไม่คุ้มเสียแต่ถ้าสมมติอยากจะลองมากๆ ซึ่งเข้าใจว่าปัญหาเพราะบ้านเรามีความสลับซับซ้อน ก็ให้ทดลองสถานบันเทิงที่มีการแยกเมืองกับที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว แต่ในกรุงเทพมหานคร สถานบันเทิงและที่อยู่อาศัยอยู่ใกล้กันหมด คนที่อยู่ในชุมชนที่มีสถานบันเทิงใกล้เคียงจะอยู่กันอย่างไร ถ้าถึงแค่ตี 2 ก็ยังพอมีเวลาหลับนอนบ้าง แต่ถ้าตี 4 แล้วจะอยู่กันอย่างไร ดังนั้น ถ้าจะทำก็ควรหาที่ลองก่อนและทดลองเป็นเพียงบางวันเท่านั้น ในสถานบันเทิงที่ไม่ได้อยู่ในชุมชน ที่สำคัญคือ ต้องถามคนในชุมชนด้วย ที่สำคัญมีเรื่องอีกมากมายที่สามารถ ดำเนินการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้” รศ.นวลน้อย กล่าว