สส.ปูอัด ก้าวไกล โค้งขอโทษ ยันไม่ได้คุกคามทางเพศ เป็นลูกผู้ชาย ไม่ฟ้องผู้ร้อง
สส.ปูอัด ก้าวไกล โค้งขอโทษประชาชน แถลงยันไม่มีพฤติกรรมคุกคามทางเพศ ขอพิสูจน์ตนเองในชั้นกกต. ย้ำเป็นลูกผู้ชาย ไม่ฟ้องผู้ร้องแน่
เมื่อเวลา 16.40 น. วันที่ 1 พ.ย. ที่รัฐสภา นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าที่ประชุมของ สส. และกรรมการบริหารของพรรคก้าวไกล ถึงกรณีถูกกล่าวหาคุกคามทางเพศ ว่า ขอโทษที่ไม่ได้ออกมาชี้แจงก่อนหน้านี้ เพราะกลัวจะส่งผลกระทบต่อทีมงาน การจะชี้แจงอะไร หันซ้ายไปก็เป็นทีมงาน ทำให้กล้ำกลืนฝืนทน จะพูดอะไรก็ลำบากใจ ที่ส่งผลกระทบต่อทีมงาน และส่งผลกระทบต่อพรรค ทำให้ไม่สามารถออกมาพูดอะไรได้ หลายอย่างเป็นหลักฐาน เป็นช่องแชทส่วนตัว
ทราบว่าเมื่อเราเงียบจะทำให้หลาย ๆ ฝ่ายลำบาก ซึ่งกระบวนการที่จะเข้าต่อไปคือกระบวนการของ กกต. เนื่องจากมีผู้ยื่นไปร้องให้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อให้มีความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย หากพรรคตัดสินเบาหรือหนัก ก็จะเป็นข้อครหา หากให้กกต.เป็นคนกลางมาตัดสิน ตัวผู้ร้องจะได้มีความมั่นใจมากขึ้น
นายไชยามพวาน กล่าวว่า ตนบริสุทธิ์ใจที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของกกต. และยืนยันว่าจะสิ่งที่ผู้ร้องร้องทุกกรณี ตนไม่ได้มีพฤติกรรมคุกคามทางเพศ และยังทำงาน 7 วันอย่างหนักหน่วง ถึงแม้จะไม่ได้โพสต์ลงโซเชียล ตนยังพยายามแก้ปัญหาในพื้นที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายไชยามพวาน ได้โค้งขอโทษประชาชน และกล่าวว่า “ขอโทษที่ทำให้ทุกคนลำบากใจในวันนี้ เข้าใจว่า การเงียบหายไม่ส่งผลดีต่อใคร และวันนี้ ผมพร้อมจะเข้าสู่กระบวนการชั้นกกต.สุดความสามารถ”
เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรต่อหากพรรคตัดสินว่าเข้าข่ายผิดวินัยร้ายแรง นายไชยามพวาน กล่าวว่า ตนในฐานะผู้ถูกร้องยังไม่ได้เห็นหลักฐานว่ามีอะไรบ้าง วันนี้จะมาขอหลักฐานที่เป็นเอกสารและนำมาสื่อสารกับประชาชน และพร้อมออกทุกรายการและทุกช่องทาง
เมื่อถามว่าได้ชี้แจงกับ กก.บห. พรรคอย่างไรบ้าง นายไชยามพวาน กล่าวว่า เป็นข้อกล่าวหาที่ยังไม่ได้มีหลักฐานที่เป็นเอกสาร ซึ่งเป็นข้อกล่าวหา เราตั้งใจที่จะคลี่คลายทีละข้อ สำคัญที่สุดคือตนได้เข้าไปสู่กระบวนการกกต.เพื่อพิสูจน์ความจริง
เมื่อถามว่ายังยืนยันว่าจะเดินหน้าทำหน้าที่ สส. และต่อสู้กับข้อกล่าวหาดังกล่าว นายไชยามพวาน กล่าวว่า เราจะสู้กับข้อเท็จจริง แต่ขอยืนยันว่าจะไม่มีทางฟ้องผู้ร้องแน่นอน เพราะเรามีความสัมพันธ์กับทุกคนในการทำงานร่วมกัน อาจจะมีการเข้าใจผิด
“แต่ขอยืนยันว่า ในฐานะลูกผู้ชาย และเป็นสส. จะไม่มีการฟ้องร้องแต่นอน แต่ในส่วนของกระบวนการยุติธรรม ต้องเข้าเพื่อพิสูจน์ต่อไป หากพรรคมีมติทางใดทางหนึ่งในการลงโทษ ก็เป็นกระบวนการลงโทษของพรรค แต่ผมไม่อยากให้เป็นข้อครหาว่าพรรคตัดสินเบาหรือตัดสินหนัก ผมเป็นห่วงพรรค รวมถึงเป็นห่วงผู้ร้องจึงอยากให้ทุกฝ่ายรู้สึกว่าได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง การเข้าสู่กระบวนการที่มีคนกลางดีที่สุด” นายไชยามพวาน กล่าว
เมื่อถามว่าหากทางพรรคไม่ทำอะไรเลยจะเป็นข้อครหาหรือไม่ เนื่องจากว่าทางพรรคแถลงยอมรับว่าเข้าข่ายความผิดร้ายแรง นายไชยามพวาน กล่าวว่า ขอยืนยันอีกครั้ง กระบวนการที่ผมไม่ได้อยากได้ให้มีข้อครหา คือ อยากได้ความเป็นธรรมมากกว่า ความเป็นธรรมที่คนกลางมาตัดสิน ส่วนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไรบ้างนั้น ตนขอให้ได้เอกสารข้อกล่าวหาก่อน ทางที่ดีควรดูจากเอกสารจะได้ชี้แจงเป็นข้อต่อข้อ
เมื่อถามว่า ได้ทำตามที่เป็นข่าวหรือไม่ นายไชยามพวาน กล่าวว่ายืนยันว่าในทุกข้อกล่าวหาที่ร้องเรียนตนออกมา คนไม่ได้มีพฤติกรรมตามที่ผู้ร้องเรียนร้องเรียนมาในทุกข้อกล่าวหา
เมื่อถามว่าท้ายที่สุดหากพรรคมีมติขับออกจากพรรคก็น้อมรับหรือไม่ นายไชยามพวาน กล่าวว่า ตนยืนยันว่าวันนี้ตั้งใจมาชี้แจง และลงไปหาสื่อมวลชนก็หาไม่เจอ หากเข้าสู่กระบวนการกกต.แล้วบอกว่าผิดตนก็พร้อมที่จะลาออกจากพรรคก้าวไกล แต่หากตัดสินว่าถูกก็ต้องว่าไปตามถูก
เมื่อถามว่าการที่โยนให้กกต.ตัดสินแปลว่าพรรคไม่มีความเป็นกลางใช่หรือไม่ นายไชยามพวาน กล่าวว่า ตนไม่เคยพูดอะไรแบบนั้น แค่บอกว่าการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของกกต.ทุกฝ่ายจะได้รับความเป็นธรรมมากที่สุด ส่วนเป็นการส่งสัญญาณให้พรรครอคำตัดสินของกกต. หรือไม่นั้น นายไชยามพวาน กล่าวว่าไม่ใช่ เราไม่ได้ส่งสัญญาณถึงใครแต่กระบวนการดังกล่าวคือการทำให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม
เมื่อถามว่ามองว่าเป็นการดิสเครดิตบุคคลและพรรคหรือไม่ นายไชยามพวาน กล่าวว่า ก็อย่างที่เห็นว่ามีกระบวนการดิสเครดิตทั้งตนและพรรค ตนไม่อยากพูดอะไรเพราะมีหลักฐานอยู่ และตนอยากพิสูจน์ข้อเท็จจริงกับกกต.ก่อนนำไปสู่การพิสูจน์ว่าการพยายามดิสเครดิตเป็นเรื่องจริง
นายไชยามพวานยืนยันว่าในสิ่งที่ผู้ร้องร้องมานั้นตนไม่มีพฤติกรรมคุกคามทางเพศทั้ง 3 ข้อร้องเรียน