โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

คนขายพลั่วแห่งยุคตื่นทองไบโอเทค ตอนที่ 5 (ซีรีส์ประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมไบโอเทคตอนที่ 17)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 06 ธ.ค. 2566 เวลา 03.23 น. • เผยแพร่ 06 ธ.ค. 2566 เวลา 03.23 น.

Biology Beyond Nature | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร

คนขายพลั่วแห่งยุคตื่นทองไบโอเทค ตอนที่ 5

(ซีรีส์ประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมไบโอเทคตอนที่ 17)

Marvin Caruthers พระเอกของเราตอนนี้เกิดปี 1940 แค่สองปีหลัง Leroy Hood ตอนที่แล้ว Caruthers ฉายแววความเป็นนักเคมีตั้งแต่ยังเด็ก

ตอน ป.สามเคยได้ชุดอุปกรณ์แล็บเคมีเป็นของขวัญวันเกิดให้ได้ลองจับนั่นผสมนี่ไปเรื่อย ได้ไปเล่นมายากลเคมีเปลี่ยนสีที่โรงเรียน

ได้ครูมัธยมคอยส่งเสริมแนะนำและก็เป็นแฟนคลับวารสารป๊อบไซน์อย่าง Scientific American เช่นเดียวกับ Hood ในวัยเด็ก

หลังเรียนจบปริญญาตรีจาก Iowa State สาขาเคมี Caruthers ไปเรียนต่อปริญญาโท-เอกที่มหาวิทยาลัย Northwestern และเริ่มต้นก้าวแรกในงานสายเคมีโพลิเมอร์สังเคราะห์ภายใต้กลุ่มวิจัยของ Robert L. Letsinger

ทีมของ Letsinger ในเวลานั้นสนใจเรื่องการสังเคราะห์โพลิเมอร์ชีวภาพบนวัสดุยึดเกาะซึ่งรวมถึงโปรตีน อาร์เอ็นเอ และดีเอ็นเอ

ปลายทศวรรษที่ 1960s วิทยานิพนธ์ของ Caruthers ว่าด้วยเรื่องการสังเคราะห์นิวคลิโอไทด์สายสั้นๆ (oligonucleotide) กลายเป็นรากฐานของเทคโนโลยีการสังเคราะห์ดีเอ็นเอที่ชื่อ phosphotriester method แม้ว่าในช่วงแรกจะต่อสายดีเอ็นเอได้แค่ห้าเบสแต่ก็ถือเป็นเทคนิคที่ดีที่สุดแล้วในช่วงเวลานั้น

ผลงานพันธุวิศวกรรมผลิตโซมาโทสแททิน อินซูลิน และ HGH ของบริษัท Genentech และทีม City of Hope ช่วง 1970s ที่เราอ่านไปเมื่อหลายตอนก่อนก็อาศัยการสังเคราะห์ดีเอ็นเอด้วยเทคนิคนี้

หลังจบปริญญาเอก Caruthers ย้ายไป MIT เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ทำงานกับ Har Gobind Khorana ปรมาจารย์ด้านการสังเคราะห์ดีเอ็นเออีกท่าน

Khorana โด่งดังมาจากงานศึกษารหัสพันธุกรรม (genetic codon) ที่เซลล์สิ่งมีชีวิตใช้แปลข้อมูล (translate) ในลำดับเบสของอาร์เอ็นเอออกมาเป็นลำดับอะมิโนในโปรตีน และได้รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ในปี 1968 จากงานนี้

Khorana ใช้เทคนิคการสังเคราะห์เคมีในการตอบคำถามว่า genetic codon อะไรจะแปลรหัสออกมาเป็นอะมิโนตัวไหน อาร์เอ็นเอสายสั้นๆ ที่มี codon แบบต่างๆ ถูกสังเคราะห์ขึ้นจากนั้นก็เอาไปลองผสมกับซากเซลล์สกัด (ที่มีกลไกการแปลรหัสอยู่ครบถ้วน) ว่าจะผลิตสายอะมิโนออกมาแบบไหนได้บ้าง ดังนั้น โปรเจ็กต์วิจัยนี้ทำให้ Khorana กลายเป็นผู้ชำนาญเทคนิคการสังเคราะห์โพลิเมอร์กรดนิวคลิอิกอย่างอาร์เอ็นเอและดีเอ็นเอไปด้วย

พอเสร็จโปรเจ็กต์นี้ Khorana ก็มองไปไกลกว่านั้นว่าเทคนิคนี้น่าจะสามารถเอาไปสังเคราะห์ดีเอ็นเอสายยาวๆ ขนาดเป็นยีนทั้งยีนเลยก็น่าจะได้

ในช่วงเวลานั้น (ทศวรรษที่ 1960s) นักชีวโมเลกุลส่วนใหญ่มองว่าการสังเคราะห์ยีนทั้งยีนยังเป็นเรื่องไกลตัว ยีนหนึ่งๆ ขนาดเป็นร้อยเป็นพันเบสขณะที่เทคโนโลยีตอนนั้นสังเคราะห์ได้ 5-10 เบสก็เก่งแล้ว

อีกอย่างคือ เทคนิคการอ่านลำดับเบส (DNA sequencing) ยังไปไม่ถึงไหน ดังนั้น ต่อให้สังเคราะห์ได้เราก็ยังไม่รู้ลำดับเบสของยีนที่อยากสังเคราะห์อยู่ดี

Caruthers เคยเล่าว่าบทเรียนสำคัญจากอาจารย์คือให้เลือกทำงานในสิ่งที่คนอื่นส่วนใหญ่ยังไม่เห็นโอกาส

Khorana ประกาศด้วยวิสัยทัศน์ชัดเจนว่าความสามารถในการสังเคราะห์ยีนทั้งยีนและปรับเปลี่ยนเบสทีละตัวทุกตัวทุกตำแหน่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เราตอบตั้งแต่คำถามพื้นฐานของปฏิกริยาเคมีระดับโมเลกุลทุกซอกทุกมุมไปจนถึงการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมกับลักษณะปรากฏของสิ่งมีชีวิต

ทีมของ Khorana ใช้เวลาห้าปีสังเคราะห์ยีน tRNA ของอะมิโนอะลานีน ยีนนี้เป็นยีนเดียวที่เรารู้ข้อมูลลำดับเบสครบถ้วนในเวลานั้นและประกอบด้วยลำดับเบสเพียง 77 ตัว แต่ด้วยข้อจำกัดของเทคโนโลยีในเวลานั้นทีมวิจัยต้องสังเคราะห์ดีเอ็นเอสายสั้นๆ ขึ้นมาถึง 17 สาย และค่อยๆ ปะติดปะต่อกันเป็นชิ้นรวมด้วยเอนไซม์อย่างยากลำบาก

งานนี้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อปี 1970 ถือเป็นยีนสังเคราะห์ยีนแรกของโลก

ทีมวิจัยใช้เวลาอีกหกปีกว่าจะสร้างยีนเวอร์ชั่นสมบูรณ์ที่มีชิ้นส่วนควบคุมการแสดงออกครบถ้วนพอจะถูกถอดรหัสเป็นอาร์เอ็นเอในเซลล์สิ่งมีชีวิตเป็นๆ ได้เป็นครั้งแรกในปี 1976 งานนี้ชิ้นยีนประกอบด้วยเบสถึง 126 ตัวประกอบขึ้นจากดีเอ็นสายสั้นๆ ที่สังเคราะห์ทางเคมีขึ้นมาถึง 26 สาย

อีกหนึ่งปีหลังจากนั้นอีกทีมวิจัยจาก City of Hope และ Genentech ก็รายงานการสังเคราะห์ยีนโซมาโทสแททิน ยีนนี้เล็กกว่าของ Khorana หลายเท่าแต่ว่าโด่งดังยิ่งกว่าเพราะเป็นครั้งแรกที่ยีนสังเคราะห์สามารถถูกถอดและแปลรหัสออกมาเป็นโปรตีนได้ครั้งแรก (อ่านเพิ่มเติม “ซีรีส์ประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมไบโอเทคตอนที่ 8”)

ปี 1973 Caruthers ได้ตำแหน่งอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยโคโลราโด งานช่วงแรกๆ โฟกัสที่การเอาเทคนิคการสังเคราะห์ดีเอ็นเอที่ร่ำเรียนมาจาก Letsinger และ Khorana ร่วมกับเทคนิคตัดต่อดีเอ็นเอ (ของ Stanley Cohen – Herbert Boyer ที่เราอ่านกันไปเมื่อตอน 6) มาใช้ศึกษาชีวโมเลกุลของชิ้นส่วนลำดับเบสต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต ลูกศิษย์ปริญญาเอกชุดแรกของ Carurthers อย่าง David Goeddel และ Daniel Yansura ต่อมากลายเป็นพนักงานรุ่นบุกเบิกของ Genentech

งานวิจัยอีกด้านหนึ่งที่ตอนหลังทำควบคู่ไปก็คือการพัฒนาเทคนิคการสังเคราะห์ดีเอ็นเอให้ดีกว่าเก่า

ทีมของ Caruthers ประยุกต์ใช้แนวคิดการต่อสายโพลิเมอร์บนวัสดุยึดเกาะ บวกกับการคิดค้นสารตั้งต้นชนิดใหม่ที่มีความเสถียรกว่าเชื่อมต่อสายดีเอ็นเอได้ประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม

เทคนิคใหม่ (ชื่อเรียกทางการว่า “DNA phosphoramidite synthesis”) นี้สามารถต่อสายดีเอ็นเอไปเรื่อยๆ ทีละตัวได้ถึงอย่างน้อย 20-30 เบส ทั้งความเร็วในการต่อและความแม่นยำสูงกว่าเทคนิคอื่นในเวลานั้นหลายเท่าตัว

งานของ Caruthers รู้ไปถึง Leroy Hood อาจารย์จาก Caltech ที่เราได้อ่านเรื่องราวกันไปเมื่อตอนก่อน Hood ที่เพิ่งพัฒนาเครื่องอ่านลำดับอะมิโน (protein sequencer หรือ sequenator) สมรรถนะสูงสำเร็จมองการณ์ไกลไปถึงอนาคตของวงการชีวโมเลกุลที่เราสามารถอ่านและสังเคราะห์ลำดับเบสของดีเอ็นเอ และลำดับอะมิโนของโปรตีนได้สะดวกรวดเร็วทันใจ

Hood ยื่นข้อเสนอให้ Caruthers มาช่วยกันพัฒนาเครื่องสังเคราะดีเอ็นเออัตโนมัติ (automated DNA synthesizer) ตอนแรก Caruthers ลังเลว่าจะเอาดีไหม

ในมุมของเขาเทคนิคนี้ก็ง่ายจะตาย ให้สอนใครก็ได้สักอาทิตย์เดียวก็ทำเป็นแล้ว อีกอย่างก็ไม่รู้จะสังเคราะห์ดีเอ็นเอไปเยอะๆ ขนาดนั้นทำไม พวกนักวิจัยใช้กันในวงการแค่ไม่กี่คน

Hood หว่านล้อมอยู่พักใหญ่กว่า Caruthers จะตกลง และนั่นกลายเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญในอุตสาหกรรมไบโอเทคโลก

Caruthers ตีพิมพ์งานวิจัยในปี 1980 (ปีเดียวกับที่ Hood ตีพิมพ์เรื่องเครื่อง protein sequencer) จากวันนั้นถึงวันนี้กว่า 40 ปีให้หลังก็ยังไม่มีเทคนิคไหนมาล้มแชมป์เทคนิค DNA phosphoramidite synthesis ของเขาได้

นี่คือเทคนิคที่บริษัทสังเคราะห์ดีเอ็นเอแทบทุกแห่งทั่วโลกยังคงใช้ในปัจจุบัน

จะมีก็เพียงการอัพเกรดรายละเอียดปลีกย่อยมาเรื่อยๆ จนตอนนี้สามารถสังเคราะห์ได้ถึง 200 เบสในคราวเดียว

ย้อนกลับไปปี 1980 ผลงานของ Caruthers ออกมาได้จังหวะเหมาะเจาะในยุคตื่นทองของวงการไบโอเทคพอดี

ผลงานเด่นทั้งสามชิ้น (โซมาโทสแททิน, อินซูลิน, HGH) ของสตาร์ตอัพดาวรุ่งอย่าง Genentech ใช้ดีเอ็นเอที่สังเคราะห์ด้วยวิธีทางเคมีมาเป็นวัตถุดิบในการพันธุวิศวกรรม นั่นแปลว่าเทคโนโลยีการสังเคราะห์ดีเอ็นเอจะกลายเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมไบโอเทคที่กำลังดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและตีตลาดมูลค่ามหาศาลในเวลานั้น

เจ้าพ่อแห่งการสังเคราะห์ดีเอ็นเออย่าง Caruthers จึงกลายร่างจากนักวิชาการในวงการวิจัยแคบๆ เป็นเซเลบเนื้อหอมที่เหล่านักธุรกิจนักลงทุนต้องการตัว

Caruthers เคยเล่าว่าช่วงนั้นมีคนโทรศัพท์เข้ามาแทบทุกวัน ชวนไปตั้งสตาร์ตอัพสายไบโอเทค

หนึ่งในนั้นคือกลุ่มนักลงทุนที่รวบรวมเหล่านักวิจัยระดับดรีมทีมรวมทั้ง Hood และ Caruthers มาช่วยกันตั้งสตาร์ตอัพไบโอเทคแห่งใหม่ภายใต้ชื่อ Applied Molecular Genetics (AMGen) บริษัทนี้จะใช้พันธุวิศวกรรมผลิตโปรตีนมูลค่าสูงมาขายเป็นยา

โมเดลธุรกิจก็คล้ายกับที่ Genentech ทำ แต่ว่าจะมีทีเด็ดอีกอย่างน้อยสองอย่างคือเครื่อง protein sequencer ของ Hood และเครื่อง DNA synthesizer ที่ Hood + Caruthers ช่วยกันพัฒนาขึ้น

ด้วยสองเครื่องนี้จะทำให้ AMGen สามารถทำงานพันธุวิศวกรรมได้รวดเร็วกว่าคู่แข่งเจ้าไหนๆ

Hood และ Caruthers เสนอให้ AMGen สร้างแผนกพัฒนาและจำหน่ายเครื่อง protein sequencer และ DNA synthetizer ขึ้นมาเลยโดยเฉพาะ แต่นักวิจัยคนอื่นในทีมแย้งว่าไอเดียนี้หลุดคอนเซ็ปต์บริษัทไปหน่อย

นักลงทุนบางส่วนของ AMGen ยังมองเห็นโอกาสเลยรีบตกลงให้ Hood กับ Caruthers ตั้งบริษัทแยกออกมาเพิ่มอีกหนึ่งบริษัทเพื่อขายเครื่องมือโดยเฉพาะภายใต้ชื่อ Applied Biosystems (ABI)

อ่านถึงตอนนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วเจ้าแห่งวงการเครื่องมือวิทยาศาสตร์อย่าง Beckman หายไปไหน?

Hood เคยเล่าว่าตั้งแต่ช่วงปลาย 1970s ตอนที่ protein sequencer ใกล้เสร็จและ DNA sequencer / DNA synthesizer เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เขาเคยคิดจะเอาต้นแบบไปเสนอขายพวกบริษัทเครื่องมือ แต่ไปมาแล้ว 19 บริษัทก็ยังหาคนรับไปทำต่อไม่ได้ ส่วนบริษัท Beckman เขาก็ไปคุยมาสามรอบจนทางโน้นบอกว่าไม่ต้องกลับมาเสนอแล้วนะ

หลังจากนั้นพักใหญ่จน Hood ได้โอกาสไปนำเสนอวิสัยทัศน์ต่อหน้ากรรมการบริหาร Caltech เกี่ยวกับเครื่องมือวิทยาศาสตร์สี่ชิ้น (protein sequencer, protein synthesizer, DNA sequencer, DNA synthesizer) ที่จะมาปฏิวัติวงการชีววิทยา Arnold O. Beckman สปอนเซอร์ใหญ่ของมหาวิทยาลัยและหนึ่งในกรรมการบริหารสนใจมากถึงกับเดินมาคุยส่วนตัวกับ Hood ว่านี่แหละคือเครื่องมือที่เหมาะมากที่จะอยู่ในคอลเล็กชั่นสินค้าของบริษัทชั้นนำอย่าง Beckman

Hood ได้แต่ตอบกลับไปว่าผมไปบริษัทท่านมาหลายรอบแล้วไม่เห็นใครจะสน (และตอนนี้ผมหานักลงทุนมาตั้งบริษัทเองได้แล้ว มันจบแล้วครับนาย!)

เรื่องนี้ทำเอา Beckman ทะเลาะกับ Caltech ไปช่วงหนึ่งฐานไม่สื่อสารกันให้ดีจนโอกาสธุรกิจชิ้นงามหลุดลอยไป ยังดีที่กลับมาเป็นมิตรเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ให้อีกครั้งหลายปีหลังจากนั้น

Applied Biosystems (ABI) เริ่มต้นบริษัทด้วยเงินลงทุนสามล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะไม่ได้มากมายอะไรแต่ก็มีบริษัทยา บริษัทไบโอเทค และศูนย์วิจัยตามมหาวิทยาลัยอีกหลายต่อหลายแห่งที่ยอมลงเงินมัดจำไว้ก่อนครึ่งราคาเพื่อต่อคิวซื้อเครื่อง Protein sequencer – DNA synthesizer ซึ่งตอนนั้นยังมีแค่ต้นแบบ ใน “ยุคตื่นทอง” ไบโอเทคใครๆ ก็อยากได้ “พลั่ว” ที่เยี่ยมยอดที่สุดไว้กับมือ

ABI จะเติบโตจนกลายเป็นบริษัทเครื่องมือชั้นนำของโลกได้อย่างไร? และเครื่องมือที่เป็นทีเด็ดที่สุดของ ABI อย่าง DNA sequencer (เครื่องอ่านลำดับเบสของดีเอ็นเอ) กำเนิดขึ้นเมื่อไหร่? ติดตามต่อตอนหน้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...