โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

สายลับทะลุมิติ ไปเป็นคุณหนูที่ถูกทิ้ง (มีe-book จบแล้ว)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 10 มี.ค. 2567 เวลา 10.03 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. 2567 เวลา 10.03 น. • มายุมายู
สายลับยุค2000ดันไปเกิดใหม่ในร่างคุณหนูที่ถูกครอบครัวทิ้งในวังหลวงอย่างไม่ไยดี ทว่ายามที่ข้าปรับตัวได้แล้ว พวกท่านกลับมาหาข้าอีกทำไมกันเล่า!!!

ข้อมูลเบื้องต้น

อดีตสายลับอย่างนางความอดทนอดกลั้นไม่เป็นสองรองผู้ใดอยู่แล้ว

…ถูกทิ้งหรือ ? ทนได้ชิว ๆ

…ถูกกลั่นแกล้งหรือ ? นางย่อมทนได้

…แต่การอดทนของ เฟยเมี่ยว ผู้นี้ย่อมไม่เหมือนใคร !

ต่อหน้านางจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่โต้ตอบ แต่ลับหลังนั้นใครทำอัันใดไว้ย่อมต้องได้รับผลกรรมนั้นตอบสนอง

สำหรับสายลับหน่วยงานราชการเก่าอย่างนาง วังหลวงก็แค่สนามเด็กเล่นแหละน่า

ขนาดองค์รัชทายาทยังเป็นสหายคนสนิท ฮองเฮาก็เอ็นดูราวเป็นลูกแท้ ๆ

แต่กับชินอ๋องผู้นั้นไยเข้าถึงได้ยากยิ่ง สายลับก็เถอะนางขอถอยห่างเสียดีกว่า…

ถูกทิ้งแล้วอย่างไร คุณหนูเฟยเมี่ยวผู้นี้จะยืนหยัดด้วยขาของตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งใครให้ดู !!!

เรื่องนี้อยู่ใน ซีรีย์ สายลับทะลุมิติ

เป็นโปรเจคที่สองนักเขียนจีนโบราณ มายุมายูและน้องเหม่ยเหมย แต่งร่วมกัน

ออกเป็นหนึ่งเล่มจบค่า ใครชอบแนวนี้ไปตามอ่านได้เลยค่า

(ไม่ได้ต่อกันอ่านเรื่องไหนก่อนก็ได้งับ หรืออ่านสองเรื่องควบคู่กันเลยก็ได้5555)

❤️ ฝากพวกเราสองคนด้วยนะคะ ❤️

อีบุ๊คในซีรีย์ สายลับทะลุมิติ

สายลับทะลุมิติ ไปเป็นคุณหนูที่ถูกทิ้ง โดย มายุมายู จิ้มไปอ่านที่นี่

สายลับทะลุมิติ ไปเป็นอนุตัวร้าย โดย น้องเหม่ยเหมย จิ้มไปอีบุ๊คที่นี่

สายลับทะลุมิติ ไปเป็นแม่ลูกสองหรือสามกันนะ จิ้มไปอีบุ๊คที่นี่ ++กำลังจัดโปรลดแรง++

สายลับทะลุมิติ ไปเป็นคุณหนูพิษไร้ค่า จิ้มไปอ่านที่นี่ ++กำลังจัดโปรลดแรง++

❤️ดีใจฝุด ๆ ขอเก็บไว้เป็นที่ระลึกงับ❤️

บทนำ : ซุนเฟยเมี่ยว

บทนำ (2)

เขตวังหลวงเป็นสถานที่คนนอกอยากเข้ามาดูด้วยตาสักครา ทว่าหากมิใช่เหล่าขุนนางที่ต้องเข้ามาว่าราชการกับฮ่องเต้แห่งแคว้น ก็ต้องมีรับสั่งจากคนภายในอนุญาตให้เข้ามาได้เท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์ย่างกายเข้ามา

…คนที่อาศัยอยู่ข้างในนั้นกลับมีความคิดอยากออกไปข้างนอกยิ่ง และก็ออกไปได้ยากเช่นกัน

ซุนเฟยเมี่ยวเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เคยคิดอยากเข้าวังหลวงแต่พอได้มาอาศัยอยู่จริงแล้วกลับหาทางออกไปนอกวังหลวงเสียทุกวันและทุกเวลา

เฟยเมี่ยวมิใช่นางกำนัล และยิ่งไม่ใช่คนในราชวงศ์ที่ต้องอาศัยอยู่ในวังหลวงอันเปรียบเสมือนกรงทองแห่งนี้ แต่นางคือสตรีวัยสิบสี่ย่างเข้าสิบห้าใกล้วัยปักปิ่นที่ถูกบุพการีทอดทิ้ง !

บิดา มารดาของซุนเฟยเมี่ยวนั้น ทิ้งให้นางต้องเติบโตในวังที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบและลำดับขั้น ยศถาบรรดาศักดิ์ ที่ต้องพึงระลึกไว้เสมอ ไม่แพ้ข้าวสามมื้อที่ต้องกินทุกวันเลยล่ะ

หากเจอคนที่มีศักดิ์สูงกว่าไม่ว่าตนเองจะมีอายุมากน้อยเพียงใดก็ต้องน้อมเคารพเสมอ มิเช่นนั้นแล้วอาจลืมตาตื่นอีกทีในคุกหลวงก็เป็นได้

ทว่าสิ่งที่แม้ว่าทำถูก หากไม่เป็นที่ถูกใจก็ย่อมสามารถกลายเป็นผิดได้เสมอ อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้…

“พวกท่านช่างกล้าแย่งที่ประทับชมสวนขององค์หญิงสาม ที่แห่งนี้องค์หญิงเสด็จมาทุกวันหลังเสวยพระกระยาหารเช้าพวกท่านเข้าวังหลวงมานานจะไม่รู้เชียวหรือ ?!”

สตรีสามนางที่ถูกหาว่าแย่งที่ประทับองค์หญิงสาม คือ บุตรีของขุนนางขั้นสูงที่ได้รับเกียรติเข้ามาร่วมเรียนเป็นสหายของเหล่าองค์หญิงองค์ชายในวังนั่นเอง

หนึ่งในนั้นคือซุนเฟยเมี่ยว บุตรีของแม่ทัพใหญ่ซุนเหวินเชาที่ตอนนี้กำลังออกศึกกำราบเหล่าชนเผ่าเร่ร่อนประจำชายแดนในขณะนี้ คุณหนูตระกูลขุนนางฝ่ายบู๊ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคุณหนูที่ถูกทิ้ง เพราะนอกจากนางแล้ว พี่ชายและน้องชายรวมถึงมารดาก็ล้วนตามไปประจำที่ชายแดนด้วยกันทั้งสิ้น

…จะไม่ให้เรียกว่า ถูกทิ้งได้อย่างไรเล่า ใช่ไหมล่ะ

ส่วนสตรีอีกสองนางที่มีชะตากรรมโชคร้ายร่วมกันในตอนนี้ก็เป็นลูกของขุนนางขั้นสูงไม่แพ้กัน แต่จะให้สูงส่งอย่างไรก็ไม่สามารถสู้ได้กับองค์หญิงสาม จ้าวลู่เอิน อันประสูติจากฮ่องเต้และฮองเฮา อีกทั้งยังเป็นองค์หญิงที่โปรดปราณที่สุดของฮ่องเต้อีกด้วย

หากพูดกันตามความจริงแล้ว ศาลาแห่งนี้เป็นที่ประจำของพวกนางทั้งสามคนมาหลายวันแล้วมากกว่า มีวันนี้นั่นล่ะที่อยู่ดีดีองค์หญิงสามเสด็จมา…

ทั้งสามคนที่ยังก้มหน้าจากการที่เพิ่งคำนับไปนั้นชะงักไปทันทีที่ได้ยินคำกล่าวของนางกำนัลข้างกายขององค์หญิงสาม

คุณหนูคนซ้ายมือของเฟยเมี่ยว นามเหลียงซู เป็นบุตรีคนโตของตระกูลไป๋ ประมุขตระกูลเป็นถึงผู้ช่วยเสนาบดีฝ่ายตุลาการ คุณหนูนางนี้จึงมีนิสัยโดดเด่นคือรักความยุติธรรมยิ่ง ออกจะโผงผาง อันไม่เหมาะกับการต้องมาเป็นสหายของคนในราชวงศ์ยิ่งนัก เท่าที่เฟยเมี่ยวพูดคุยและอยู่ด้วยกันมาค่อนข้างเดาได้ว่าสหายของนางผู้นี้คงจะอยู่ในวังหลวงได้อีกไม่นานหรอก และวันนั้นอาจจะมาถึงแล้วด้วยน่ะสิ

เหลียงซูเงยหน้าขึ้นตอบโต้นางกำนัลที่กล่าวก่อนหน้าทันที

“เจ้าพูดผิดแล้ว ศาลาตรงนี้พวกเรามานั่งเล่นก่อนเข้าเรียนประจำมิเคยเห็นองค์หญิงสามเสด็จสักครา อันใดคือมาทุกวันกันเล่า”

เหลียงซูพูดมิผิด แต่นางผิดที่พูดในตอนนี้ต่างหาก !

กฎข้อที่หนึ่งของการอยู่รอดในวังหลวงคือ เชื้อพระวงศ์พูดอันใดย่อมถูกเสมอ ทั้งที่รู้ว่าผิดก็ต้องเงียบไว้ หากจะโต้แย้งจำเป็นต้องมีหลักฐานมารองรับ มิเช่นนั้นก็เตรียมรับบทลงโทษไว้ได้เลยในข้อหาหมิ่นเกียรติเชื้อพระวงศ์

“คุณหนูเลี่ยง มาเพียงไม่นานควรสงบปากไว้หน่อยเถอะเจ้าค่ะ ไม่กี่วันมานี้องค์หญิงทรงเบื่อไม่มาบ้างหาได้นับอันใด
ทรงไม่คิดว่าจะมีคนกล้าแย่งที่ประทับเสียได้ อีกทั้งยังกล้ากล่าววาจาจาบจ้วงหมิ่นพระเกียรติองค์หญิงสามอีก ทหารนำคุณหนูท่านนี้ไปรับโทษเสีย คราวหน้าจะได้เจียมตนเสียบ้าง!!!”

“เจ้าต่างหากที่กล้าตะคอกใส่ข้าอันเป็นบุตรีขุนนาง ข้ายังไม่ได้หมิ่นเกียรติองค์หญิงสามเสียสักคำเลย…โอ๊ย!”

เฟยเมี่ยวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เอื้อมมือไปหยิกหลังเรียกสติสหายใหม่เสียหน่อย ก่อนที่โทษจะมากไปกว่านี้ ด้วยอำนาจของบิดาของเหลียงซูย่อมช่วยนางรอดได้อยู่แล้ว เพียงแต่นับจากวันนี้คงไม่เห็นเหลียงซูเข้ามาเรียนในวังหลวงอีกแล้วก็เท่านั้น

เหลียงซูยังมีทีท่าไม่ยอมเช่นเดิมแม้ได้รับสายตาสื่อความหมายจากเฟยเมี่ยวแล้วก็ตาม

“ข้าเป็นนางกำนัลคนสนิทขององค์หญิงสามย่อมพูดแทนองค์หญิง ใช่ไหมเพคะ?”

แน่นอนลู่เอินที่ยืนสงบนิ่งคอเชิดอยู่เบื้องหลังนางกำนัลปากเก่งย่อมหยักยิ้มให้แทนคำตอบ เพียงเท่านี้เหลียงซูก็ไร้คำใดกล่าวว่านางกำนัลผู้นั้นได้แล้ว

คุณหนูตระกูลเลี่ยงที่เพิ่งมีโอกาสเป็นพระสหายให้กับเหล่าราชวงศ์เพียงห้าวันก็ถูกปลดเป็นที่เรียบร้อยแล้วในวันนี้…

เฟยเมี่ยวได้แต่มองสหายใหม่ถูกพาตัวออกไป จนภายในศาลาหลังงามกลับเข้าสู่ความเงียบอีกคราจนได้ยินเสียงกอบัวในสระน้ำไหวเบาตามแรงลม

…เฟยเมี่ยวมิใช่ไม่อยากช่วย แต่ตอนนี้สำคัญกว่าคือต้องช่วยตนเอง เพราะอย่าหวังเลยว่านางทั้งสองจะถูกปล่อยไปง่าย ๆ

“พวกเจ้าสองคนคิดว่าควรทำอย่างไรโทษฐานมาแย่งที่นั่งชมสระบัวของข้า !”

องค์หญิงสาม หรือ ลู่เอิน เดินนำนางกำนัลมาข้างหน้า ผ่านไปนั่งยังตั่งยาว สีหน้านิ่งแต่แววตาเต็มไปด้วยความรื่นเริงอย่างคนกำลังรอชมความคลื้นเคลง

สตรีอีกคนที่ยืนข้างเฟยเมี่ยวนามว่า หนิงอัน มาจากตระกูลไป๋ มีบิดาเป็นถึงเสนาบดีกรมพิธีการ นางเข้ามาเป็นสหายเล่าเรียนในวังได้ปีกว่าแล้ว อยู่มานานย่อมรู้ดีว่าสถานการณ์เยี่ยงนี้ควรทำอย่างไร

“พวกเราสองคนขอให้องค์หญิงสามโปรดกรุณาพวกเราด้วยเพคะ คราวหน้าพวกเราจะไม่ทำอีกแล้วเพคะ พวกเราจะรีบไปเดี๋ยวนี้ไม่รบกวนเวลาสบายพระทัยองค์หญิงอีกแล้วเพคะ”

…ถูกแล้ว กฎของการเอาตัวรอดในวังหลวงอีกข้อก็คือ หากเจอคนในราชวงศ์ที่ใด ต้องหลบเลี่ยงเป็นการดีที่สุด

เมื่อถวายความเคารพเสร็จ หนิงอันก็รีบเดินนำออกมาจากศาลาทันที ตามด้วยเฟยเมี่ยวข้างหลัง

องค์หญิงเสด็จทั้งทีนางกำนัลเอย ขันทีเอย ติดตามมาไม่ต่ำกว่าสิบคนอยู่แล้ว สตรีทั้งสองเดินออกมาจากศาลาได้พ้นไม่ทันไร หนิงอันที่เดินนำหน้าก็ถูกหนึ่งในนางกำนัลคนติดตามขององค์หญิงสามผลักกระเด็นจนตกน้ำไปเสียแล้ว และพร้อมกันนั้นนางกำนัลอีกคนก็ผลักเฟยเมี่ยวด้วยเช่นกัน

ตูม ! ตูม !

ฝากรีดที่น่ารักกดติดตาม และเมนต์คนละเมนท์เพื่อเป็นกำลังใจให้ไรท์กับเรื่องใหม่ด้วยค้าบบบ

บทนำ : บุรุษปริศนา

บทนำ (2)

ตูม ! ตูม !

เสียงแรกเป็นหนิงอันตกน้ำ

ส่วนอีกเสียงหนึ่ง เป็นเสียงของนางกำนัลที่ตั้งใจผลักเฟยเมี่ยวตก พลาดเป้าตกน้ำไปเสียเอง

“นั่น ๆ คุณหนูซุนกล้าผลักนางกำนัลขององค์หญิงสามตกน้ำหรือ ?! ท่านคิดจะหมิ่นเกียรติองค์หญิงใช่หรือไม่!!!”

นางกำนัลปากกล้าคนเดิมตะโกนออกมาจากศาลา ซึ่งก็ไม่เกินจากที่คาดไว้เลย เฟยเมี่ยวเบี่ยงหลบชะตากรรมเยี่ยง
หนิงอันได้ย่อมไม่พ้นชะตากรรมต่อไป เพราะสุดท้ายอย่างไรองค์หญิงสามมากอำนาจ และมากด้วยคนเอาใจย่อมไม่ปล่อยพวกนางสามคนให้สบายอยู่แล้ว

จัดการได้สองคนเหลืออีกหนึ่ง…

“ไยเจ้าคิดเยี่ยงนั้นได้ ข้าอยู่ใกล้ ๆ ย่อมเห็นว่าเป็นเพราะนางกำนัลคนนั้นเห็นคุณหนูหนิงอันพลัดตกน้ำจึงกระโดดไปช่วยต่างหาก”

“นั่นมัน…”

แน่นอนนางกำนัลปากมากก้าวขึ้นเป็นถึงคนสนิทขององค์หญิงสามได้ ทั้งวาจาและหัวสมองย่อมไม่โง่เป็นแน่

เฟยเมี่ยวรู้ดีว่าสตรีนางนี้ทำหน้าที่เยี่ยงมือขวาคอยใช้ปากหาเรื่องแทนเจ้านาย หากอยากจะหยุดปากนั่นได้ต้องเอ่ยอันใดที่ไม่ให้นางกำนัลปากเก่งต่อความเอามาเป็นโทษได้

เฟยเมี่ยวอาศัยในวังมาเป็นปีปะทะมาหลายครั้งแล้ว อยู่รอดมาได้ เป็นเพราะทักษะติดตัวนั่นล่ะ

“เจ้าอย่าได้สนทนาให้มากความกับนางเลย นางสติไม่ดี มิเช่นนั้นบิดามารดาจะทิ้งนางไว้กับเสด็จแม่ข้าหรือ”

มาแล้ว ท่าไม่ตายขององค์หญิงสามยามมิรู้จะจัดการกับเฟยเมี่ยวอย่างไร ก็มักจะจบด้วยการนำจุดด้อยของนางมาเอ่ยทวน ย้ำแล้วย้ำอีกเสมอ

อันใดก็สติไม่สมประกอบแล้วถูกทิ้ง หรือไม่ก็เป็นภาระของฮองเฮา มารดารักของนาง สิ่งที่เฟยเมี่ยวเจอมาล้วนมาจากการที่ลู่เอินอิจฉานางที่เป็นที่รักของฮองเฮามากกว่าตนเองซึ่งเป็นลูกแท้ ๆ ต่างหาก

องค์หญิงสามถูกไทเฮาขอไปเลี้ยงแต่เล็ก พอได้กลับสู่อ้อมอกผู้เป็นมารดาแท้ ๆ อย่างฮองเฮา กลับถูกเฟยเมี่ยวอันถูกสหายฝากฝังให้ช่วยเลี้ยงดู แย่งชิงความรักไปเสีย ก็ไม่แปลกที่
ลู่เอินจะคอยตามราวีเฟยเมี่ยวให้อยู่อย่างยากลำบากตลอดมา

เฟยเมี่ยวไม่ตอบโต้ ก็มิใช่ว่าจะยอมให้ถูกรังแก เพียงแต่นางยืนอยู่ตรงนี้เพื่อรอเวลาเท่านั้น…

อา อีกไม่นาน ท่านผู้นั้นก็น่าจะถึงแล้ว…

ทนอีกนิดเดียว นางเพียงรับคำกล่าวดูถูกและคำพูดเจ็บแสบให้ผ่านเข้าหูและปล่อยเลยออกไปเท่านั้น ไม่ตอบโต้อันใดเพียงยืนนิ่งให้ลู่เอินปลดปล่อยความอัดอั้นก็เท่านั้นเอง

ขันทีนายหนึ่งวิ่งจากที่ไกลเข้ามากระซิบกับนางกำนัลปากมากก่อนที่จะถูกถ่ายทอดไปสู่เจ้านายอย่างลู่เอิน

เฟยเมี่ยวสังเกตการสีหน้าของแต่ละคนที่ได้รับสารก็รู้แล้ว ในที่สุดเฟยเมี่ยวก็หลุดพ้นเสียที

“ฝากไว้ก่อนเถอะ หึ่ย!”

เฟยเมี่ยวรอจนขบวนเสด็จขององค์หญิงสามจากไปจนหมด ก็กวักมือเรียกบ่าวของตนเองนาม มู่กวา เป็นบ่าวสตรีร่างใหญ่สองเท่าของขนาดสตรีทั่วไป พละกำลังเทียบเท่าบ่าวบุรุษผู้ทำงานแบกหาม วิ่งเร็วไม่หยอก แต่มีข้อเสียตรงที่หัวทึบไปเสียหน่อย คิดอันใดเองไม่ค่อยเป็นทว่าทำตามคำสั่งได้ดียิ่ง

มู่กวาเป็นบ่าวที่มารดาของเฟยเมี่ยวทิ้งไว้ให้รับใช้ ถือว่าเป็นบุญคุณอย่างเดียวที่เฟยเมี่ยวซึ้งใจ

“พี่มู่ทำดียิ่ง ตอนนี้รีบลงไปช่วยหนิงอันขึ้นมาก่อนเถอะ แล้วรีบพานางไปตำหนักของข้า หาชุดให้เปลี่ยนเสีย”

สิ้นคำสั่ง เสียงตูมก็ดังตามมาเพียงไม่ถึงเค่อ หนิงอันที่คอยนิ่งในสระบัวส่วนตื้นก็ถูกอุ้มขึ้นมาและหายลับไปจากสายตาอีกคนทันใด

เฟยเมี่ยวให้มู่กวารีบวิ่งไปชวนฮองเฮาให้เสด็จมาทอดพระเนตรดอกบัวตั้งแต่เห็นขบวนขององค์หญิงสามมาแต่ไกล ๆ แล้ว เมื่อครู่ที่ลู่เอินยอมละเว้นนางก็เพราะไม่กล้าหาเรื่องเฟยเมี่ยวต่อหน้าฮองเฮานั่นล่ะ

ณ ที่ชั้นสามของตำหนักชมวิวสระบัวไม่ไกลนั้นเอง…

“เจ้าคิดว่าใครฉลาดสุด”

หนึ่งในสองบุรุษชุดดำทมึน พวกเขาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในสวนของวังหลวง เอ่ยถามอีกคนด้วยน้ำเสียงทุ้มไร้อารมณ์เอนเอียงใด

“ย่อมเป็นองค์หญิงสามลู่เอินพะยะค่ะ นางเพียงอยู่นิ่งก็สามารถกำจัดคุณหนูสองนางได้ตามที่ใจหวัง ส่วนคุณหนูอีกท่านก็เกือบถูกจัดการ หากฮองเฮาไม่กำลังเสด็จมาเสียก่อนพะยะค่ะ”

“หึ อย่างนั้นรึ”

คนตอบอย่างมั่นใจก่อนหน้าเริ่มไม่มั่นใจเสียแล้ว เพราะดูเหมือนว่าเจ้านายของตนเจ้าของคำถามดูไม่ได้เห็นพ้องเช่นเดียวกัน

“…พะยะค่ะ”

“ผิดแล้ว เจ้ายึดติดเพียงแต่ผลลัพธ์ที่เห็นมากเกินไป…

เจ้าคิดว่า อยู่ดีดีไยฮองเฮาเสด็จมายังศาลาริมสระบัวตอนนี้กันเล่า หากไม่เพราะมีคนไปชักชวนมา…”

“พระองค์หมายถึงว่ามีหนึ่งในคุณหนูวางแผนให้ฮองเฮามาอย่างนั้นหรือขอรับ ?”

เจ้าของเสียงทุ้มทรงอำนาจหยักยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถกต่อ

“เดาหน่อยซิ เจ้าคิดว่าคุณหนูท่านใดเป็นผู้ลงมือ”

บุรุษผู้มีศักดิ์ต่ำกว่านิ่งคิดชั่วครู่ก่อนตอบ

“ไม่ใช่คุณหนูเลี่ยงแน่ เพราะนางเพิ่งเข้ามามิน่าคาดเดาได้ก่อนและดูเถรตรงไม่มากเล่ห์ มีนิสัยดุจบิดาของนางมิผิด

และก็ไม่น่าใช่คุณหนูไป๋ มิเช่นนั้นแล้วคงวางแผนให้ตนรอดพ้นได้เร็วก่อนที่จะตกน้ำแน่ ซึ่งคุณหนูซุนดูเป็นคนที่น่าเป็นไปได้มากที่สุดพะยะค่ะ

…เพียงแต่นางรู้ล่วงหน้าเพียงนั้น ไยไม่คิดช่วยเหลือสหายอีกสองคนให้พ้นภัยเล่าพะยะค่ะ หรือนางคิดถึงเพียงตนเองรอดเป็นพอ ส่วนสหายมิสนใจใยดี”

“หากมองเพียงผิวเผินย่อมคิดเยี่ยงนั้นไม่ผิด ผลลัพธ์ที่เห็นตรงหน้าล้วนมีเพียงคุณหนูซุนที่รอดพ้นในครานี้ ส่วนอีกสองคนไม่เจ็บตัวก็เจ็บใจ ทว่าหากวัดกันที่ผลลัพธ์ในระยะยาวหลังจากวันนี้ ย่อมต้องยกย่องความคิดหลักแหลม รอบครอบของคุณหนูซุนยิ่ง

…คุณหนูตระกูลเลี่ยงนั้นมีนิสัยเถรตรงไม่ยอมหักมิเหมาะกับสังคมภายในวังหลวงหรอก ครานี้นางถูกคาดโทษจากลู่เอินย่อมดีกว่าในอนาคตที่นางอาจพลาดครั้งยิ่งใหญ่กว่านี้ก็เป็นได้ ส่วนคุณหนูไป๋นั้นจิตใจอ่อนแออ่อนไหวง่าย ตกน้ำไปย่อมดีกว่าถูกลงโทษอื่นใดเป็นไหน ๆ อย่างน้อยนางก็ไม่ถูกคาดโทษไว้คิดทดคราหน้า อีกทั้งนางก็ว่ายน้ำเป็น สุดท้ายก็ถูกช่วยขึ้นมาอยู่ดีมิใช่หรือ

เจ้ายังคิดว่าคุณหนูตระกูลซุนไร้น้ำใจอีกหรือไม่”

ไรท์กำลังปั่น ๆ ต้นฉบับค่า มีแพลนออกเร็ว ๆ นี้ ฝากรีดเข้ามาแล้วกดติดตามไว้ก่อนค้าบ

บุรุษชุดดำเป็นใครนะ สามีไรท์หรือเปล่าาาา อุอิอุอิ

นางคือสหายขององค์รัชทายาท (1)

1

นางคือสหายขององค์รัชทายาท

กลางดึกในเขตวังหลวงนั้นเอง องครักษ์เฝ้ายามทำหน้าที่ได้ดีแล้ว ใครต้องการบุกรุกเข้ามาล้วนทำได้ยากยิ่ง แต่ท่ามกลางความมืดนั้นเองก็ยังมีร่างเพรียวบางสวมชุดสีดำทั้งตัวกระโดดข้ามหลังคาด้วยฝีเท้าเบามิต่างจากฝีเท้าแมว นางห้ามจากหลังคาหนึ่งไปอักหลังหนึ่งด้วยเครื่องมือที่พิสดารไม่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในยุคนี้ ค่อย ๆ อาศัยจุดบอดของการเฝ้ายาม เดินทางจนมาถึงตำหนักลู่ซานอันเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ขององค์หญิงสามลู่เอิน

ร่างเพรียวชุดดำผู้นี้คือ ซุนเฟยเมี่ยวเอง คืนนี้นางมีนัดกับสหายข้างนอกวังหลวง แต่ก่อนออกไปนั้นนางต้องจัดการเหล่าบุคคลที่กลั่นแกล้งนางเมื่อช่วงกลางวันเสียก่อน

เวลานี้กลางยามห้าย[1]แล้ว จากสายของเฟยเมี่ยวในตำหนักลู่ซานบอกไว้ว่ายามนี้ทั้งเจ้านายและบ่าวรับใช้ต่างเข้านอนหมดแล้ว เป็นช่วงเหมาะสมยิ่งที่เฟยเมี่ยวจะจัดการบางอย่างอย่างลับ ๆ ในตำหนักนี้ นางเข้าไปในตำหนักไม่นานจัดการนำผงสมุนไพรคันใส่ในหีบเสื้อผ้าของลู่เอินเสร็จก็จากไปทันที

เวรยามของวังหลวงเฟยเมี่ยวเข้าใจหมด ด้วยการใช้ทักษะที่ร่ำเรียนมากว่าสิบปีของการเป็นสายลับในชาติก่อน ค่อย ๆ ชักจูงคนด้วยความปรารถนาใต้บึ้งลึกจิตใจ หรือไม่ก็กิเลสหลายด้านของคน ซึ่งย่อมต้องมีทุกคน ตลอดเกือบสองปีที่ฟื้นมาในร่างของคุณหนูซุนเฟยเมี่ยวที่ถูกมารดาและบิดาทิ้งไว้ในวังหลวงเพียงลำพังนั้น นางตั้งสติได้ก็ค่อย ๆ หาพรรคพวกตามตำหนักต่าง ๆ ใช้เวลาทำความเข้าใจจนปรับตัวได้ มีชีวิตรอดในวังหลวงอันเปรียบเสมือนสงครามขนาดย่อมจนถึงตอนนี้

ด้วยความที่เฟยเมี่ยวฟื้นมานางก็อยู่ในความดูแลของฮองเฮาแล้ว ความทรงจำของเจ้าของร่างก็พอมีบ้าง มีพอให้เข้าใจว่าตนเองเป็นใคร แต่เหตุการณ์ของเจ้าของร่างนี้ที่เคยผ่านมาล้วนเลือนลางไม่สามารถนำมาปะติดประต่อได้เลย ที่รู้แน่ชัดคือวิญญาณร่างนี้หมดอายุไขไปตั้งแต่ป่วยหนักก่อนที่
เฟยเมี่ยวจะมาเข้าร่างนี้ก็เท่านั้น

แต่ยังดีที่ความทรงจำของนางในชาติก่อนที่ตนเองจะหายเข้ามาในยุคนี้นั้นยังชัดเจน ประสบการณ์การเป็นสายลับกว่าสิบปียังมีติดตัว แม้ไม่รู้ว่าเหตุใดตนถึงทะลุมิติย้อนมาอยู่ในยุคสมัยจีนโบราณได้ แต่เมื่อเกิดในร่างใหม่นี้แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดย่อมคือการมีชีวิตรอดต่อไปในร่างนี้นั่นแหละ

เมื่อจัดการในสิ่งที่ตนต้องการเสร็จแล้ว ร่างเพรียวบางดำทมึนก็กระโดดหายไป มุ่งหน้าสู่เป้าหมายที่แท้จริงของค่ำคืนนี้ทันที

…นอกวังหลวงนั่นเอง

เช้าวันต่อมา…

วันนี้นอกจากอากาศจะแจ่มใสชวนใจจิตใจปลอดโปร่งแล้ว ในอนาคตอันใกล้นี้ก็จะมีข่าวดีให้เฟยเมี่ยวชื่นใจอีกอย่างแน่นอน สตรีในชุดสีขาวฟ้าเดินสงบเสงี่ยมนำนางกำนัลสองคนและบ่าวที่ติดตามมาอย่างมู่กวาไปเข้าเฝ้าฮองเฮา เพื่อร่วมทานมื้อเช้าด้วยอย่างทุกวัน

สิ่งที่เฟยเมี่ยวต้องทำในฐานะคนในการดูแลของฮองเฮาคือการต้องมาทานอาหารมื้อเช้าและมื้อเย็นร่วมทุกวัน วันไหนพิเศษหน่อยโอรสและพระธิดาของฮองเฮาก็อาจจะมาทานด้วย มิสามารถคาดเดาได้ แต่เฟยเมี่ยวไม่กลัวเพราะก่อนนางจะเข้าไปยังตำหนักคุนหนิงมักจะรู้เหตุการณ์เบื้องต้นข้างในก่อน จากสายที่นางตีสนิทไว้ประจำตำหนักนี้ สายคนนั้นคือขันทีหลาน ผู้มีหน้าที่ยืนเฝ้าหน้าประตูทางเข้าห้องที่ฮองเฮาประทับอยู่นั่นเอง

“วันนี้มีองค์รัชทายาทมาร่วมเสวยอาหารด้วย ทรงสนทนาอยู่ด้านใน ส่วนองค์หญิงสามไม่สบายเสวยอาหารที่ตำหนักส่วนตัว”

ขันทีหลานอาศัยจังหวะที่เฟยเมี่ยวหยุดหน้าประตูเอ่ยเสียงเบาพอให้ได้ยินสองคน ก่อนจะขานให้เจ้านายข้างในรับรู้การมาของผู้มาใหม่ตามหน้าที่ของตน

“คุณหนูเฟยเมี่ยวมาแล้วพะยะค่ะ !”

ไม่ผิดจากที่เฟยเมี่ยวคาดเดาเท่าไรนัก จากสิ่งที่นางทำเมื่อคืนย่อมทำให้องค์หญิงสามมีอาการคันคะเยอหลังเปลี่ยนชุดย่อมไม่มีหน้าเอาสภาพน่าเกลียดออกมาเดินนอกตำหนักเป็นแน่ หากองค์หญิงสามต้องการหาคนลงมือทำเฟยเมี่ยวก็ไม่กลัวว่าจะสาวมาถึงนาง เพราะนางจัดการซื้อสมุนไพรนั้นอีกทั้งลงมือทำโดยไร้คนพบเห็นอย่างรอบครอบ เมื่อหาคนทำไม่ได้ผู้ที่ตกเป็นที่รองรับอารมณ์ย่อมคือเหล่านางกำนัลคนสนิท เพียงเท่านี้
เฟยเมี่ยวก็รู้สึกชื่นใจจนมองไปทางไหนก็ดูสดชื่นสบายตาไปหมดแล้ว

“ถวายพระพรฮองเฮา องค์รัชทายาทเพคะ ขอให้ทรงพระเจริญพันปีพันพันปี…”

เฟยเมี่ยวกล่าวจบก็รอให้คนรับการเคารพเอ่ยอนุญาตก่อนจะลุกขึ้นได้

“มานั่งเถิด วันนี้อาหวงมาทานด้วย เมี่ยวเมี่ยวก็ช่วยปรนนิบัติพี่เขาหน่อยก็แล้วกัน”

เฟยเมี่ยวยิ้มรับ นางมองสบตากับองค์รัชทายาทหวงลู่เล็กน้อยก่อนเดินไปประจำตำแหน่งของตน ยามที่องค์ชายใหญ่ หรือ องค์รัชทายาทหวงลู่มาร่วมทานอาหารกับฮองเฮาด้วย พระนางชอบเอ่ยให้เฟยเมี่ยวช่วยเทน้ำ หรือไม่ก็ คีบอาหารบางอย่างให้เรื่อย ๆ ระหว่างที่ทานด้วยกัน ซึ่งคราวนี้ก็เช่นกัน ยามเขามาทีไรนางต้องได้กินน้อยกว่าปรกติเสียทุกที

จะแสดงความไม่พอใจก็ไม่ได้ เพราะท่าทีที่เฟยเมี่ยวแสดงต่อหน้าฮองเฮาคือสตรีสงบเสงี่ยมแม้ไม่ถึงขนาดเรียบร้อยแต่ก็ไม่กระโตกกระตากเยี่ยงเมื่อคืนที่กระโดดผาดโผนหนีออกนอกวังนั่นล่ะ

“หงไท่ฝูเอ่ยเตือนให้เมี่ยวเมี่ยวตั้งใจมากขึ้นหน่อย เพราะเขาทดสอบเจ้าทีไรก็ตอบมิได้ทุกที เอาเป็นว่าหากเจ้ามีสิ่งใดไม่เข้าใจก็ไปถามอาหวงก็แล้วกัน สะดวกสอนน้องหน่อยหรือไม่?”

[1] ยามห้าย 21.00 – 22.59 น.

เราเจอคนเสี้ยมแล้วหนึ่งงง หุหุ

ฝากกดติดตาม และคอมเมนท์เป็นกำลังใจให้มายุมายูด้วยค้าบ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...