สกู๊ปหน้า 1 : ฟาอิค เจฟรี โบลเกียห์ เจ้าชายลูกหนัง แห่งฉลามชล
สกู๊ปหน้า 1 : ฟาอิค เจฟรี โบลเกียห์ เจ้าชายลูกหนัง แห่งฉลามชล
เป็นที่ฮือฮาในแวดวงฟุตบอลเมืองไทยเมื่อมีนักเตะที่ว่ากันว่า รวยที่สุดในโลกมาค้าแข้งอยู่ในศึกฟุตบอลลีกอาชีพของเมืองไทยอย่างศึกไทยลีก
ที่ว่ารวยที่สุด แน่นอนว่า ร่ำรวยกว่าคริสเตียโน่ โรนัลโด้ สตาร์ดัง “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และรวยกว่าลิโอเนล เมสซี่ ดาวเตะของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง อีกด้วย
นักเตะรายดังกล่าวคือ ฟาอิค เจฟรี โบลเกียห์ เจ้าชายแห่งบรูไนที่มีศักดิ์เป็นหลานแท้ๆ ของกษัตริย์บรูไนที่มาค้าแข้งฟุตบอลลีกอาชีพในเมืองไทยกับสโมสร “ฉลามชล” ชลบุรี เอฟซี ยักษ์ใหญ่แห่งภาคตะวันออกของเมืองไทย
ฟาอิค เจฟรี โบลเกียห์ ลงสนามให้ ฉลามชล ไปแล้ว 3 นัด พร้อมกับทำ 1 แอสซิสต์เป็นตัวจริง 1 นัด ลงสำรอง 2 นัด
ใครได้ชมฝีเท้าของ ฟาอิค เจฟรี โบลเกียห์ ต้องบอกว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ลีลาการครองบอล การเปิดบอลสุดแสนแม่นยำ ทำให้เกมรุกของชลบุรีวูบวาบเป็นอย่างมาก
เจ้าชายบรูไน ฟาอิค เจฟรี โบลเกียห์ จึงถือเป็นสีสันให้วงการฟุตบอลลีกอาชีพของเมืองไทยให้กลับมาคึกคักหลังเงียบเหงาลงเพราะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19
ฟาอิค เจฟรี โบลเกียห์ เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ค.ศ.1998 เป็นบุตรของเจ้าชาย เจฟรี โบลเกียห์ แห่งบรูไน พระอนุชาใน สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่าน ฮัสซานัล โบลเกียห์ ฟาอิค จึงมีศักดิ์เป็นพระราชนัดดา (หลาน) ของสุลต่านองค์ปัจจุบันผู้ปกครองประเทศบรูไน และเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก
สื่อต่างประเทศเคยจัดอันดับ ฟาอิค เจฟรีโบลเกียห์ ให้เป็นนักเตะร่ำรวยที่สุดของโลก จากการจัดอันดับของ Marca เมื่อปี 2019 ที่มีทรัพย์สินราว 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6 แสนล้านบาท)
สำหรับเส้นทางลูกหนังของฟาอิค ในระดับเยาวชนเริ่มต้นกับสโมสร เอเอฟซี นิวบิวรี่ ทีมเล็กๆ ในอังกฤษ (ปัจจุบันยุบทีมไปแล้ว) ระหว่างปี 2008-2009 จากนั้นได้ไปเป็นเด็กฝึกของสโมสร เซาธ์แฮมป์ตัน 3 ปี ระหว่างปี 2009-2011 ต่อด้วยเชลซี ปี 2014-2015 และ เลสเตอร์ ซิตี้ ปี 2016-2020 โดยระหว่างนั้นเคยไปทดสอบฝีเท้ากับ อาร์เซน่อล ด้วย
เมื่อก้าวสู่ระดับอาชีพ ฟาอิคได้เล่นให้ทีมชุดบีของ มาริติโม่ สโมสรในโปรตุเกส ระหว่างปี 2020-2021 แล้วจึงย้ายสู่ทีม ชลบุรี เอฟซี ในที่สุด
ส่วนระดับทีมชาติ ติดทีมชาติเยาวชนตั้งแต่ชุดยู-19, ยู-21 และยู-23 ก่อนขยับขึ้นสู่ทีมชาติบรูไนชุดใหญ่ในปี 2016 จนถึงปัจจุบัน ทำสถิติลงสนามให้ทีมชาติชุดใหญ่ 6 นัด ยิงไป 1 ประตู
เมื่อก้าวสู่ระดับอาชีพ ฟาอิคได้เล่นให้ทีมชุดบีของมาริติโม่ สโมสรโปรตุเกส ระหว่างปี 2020-2021 แล้วจึงย้ายสู่ทีมชลบุรี เอฟซี ในที่สุด
ฟาอิค เจฟรี โบลเกียห์ เปิดใจว่า “ผมเริ่มเล่นฟุตบอลมาตั้งแต่เริ่มจำความได้ ผมชอบที่จะออกไปเล่นที่สนามบอล โดยมีลูกฟุตบอลอยู่กับเท้า ขณะที่พ่อแม่ก็สนับสนุนผมอย่างเต็มที่เสมอ เพื่อให้บรรลุความฝันในการเป็นนักฟุตบอล พวกท่านฝึกฝนผมอย่างหนักตั้งแต่ยังเด็กทั้งด้านสภาพจิตใจและร่างกาย ดังนั้น ผมจึงพูดได้ว่าพวกท่านคือต้นแบบของผม เป้าหมายหลักของตัวเองในตอนนี้คือการมุ่งหน้าไปให้สุดในการเป็นนักเตะอาชีพเท่านั้น”
“ผมเป็นคนชอบทะเล ประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สวยงามมาก ทั้งแถบอ่าวไทย หรือฝั่งอันดามัน อีกอย่างผมรู้จักกับ จูเนียร์ เอลด์สตอล ปราการหลังลูกครึ่ง มาเลเซีย-สวีเดนตั้งแต่ที่อังกฤษอยู่แล้ว ผมต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ซึ่งเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ ซึ่งหลังจากได้คุยกับโค้ชสะสม พบประเสิรฐ แล้ว ก็คิดว่าผมน่าจะไปได้สวยกับชลบุรีฯ จึงเลือกที่จะมาค้าแข้งกับฉลามชล”
“ผมมีความสุขกับการได้มาใช้ชีวิตในเมืองไทยผู้คนที่เมืองไทยมีอัธยาศัยดี น่ารัก เป็นมิตรที่สำคัญผมชอบอากาศด้วย นอกสนามผมเป็นคนง่ายๆ ไม่ได้ใช้ชีวิตหรูหราอะไรเลย ผมไม่ได้ใช้รถสปอร์ตหรือรถหรูอะไรเลยในการมาอยู่ที่ชลบุรี ผมใช้โตโยต้า ยาริส เพราะคันเล็กๆ หาที่จอดง่าย ผมเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย ที่พักที่คอนโดที่อยู่ขณะนี้เช่าเดือนละ 6 พันกว่าเท่านั้น บัตรเครดิตที่ทางคุณพ่อทำไว้ให้ใช้วงเงิน 28 ล้านบาท ปกติไม่ค่อยได้ใช้ ใช้แค่เงินเดือนของสโมสรชลบุรีฯ เดือนละแสนกว่าบาทก็ใช้ไม่หมดแล้ว”
ศศิศ สิงห์โตทอง ผู้จัดการทีมชลบุรี กล่าวว่าเรื่องของฟาอิค เจฟรี โบลเกียห์ ในแง่มุมของการเป็นนักเตะที่รวยที่สุดในโลก รวมถึงเป็นหลานแท้ๆ ของกษัตริย์แห่งบรูไนนั้น เป็นเรื่องนอกสนาม เพราะเราให้ความสนใจเรื่องของผู้เล่นที่จะเพิ่มศักยภาพให้กับทีมมากกว่า สโมสรคว้าตัวเขามา เพื่อฟุตบอล 100 เปอร์เซ็นต์ เราคุยกันเรื่องนี้มาตั้ง 2 ปีกว่าๆ ตอนพักเลกแรกเราก็ติดต่อเขาไปอีกที ตัวเขาก็ชัดเจนว่า อย่ามองเขาเป็นเชื้อพระวงศ์ อย่ามองว่าร่ำรวย ให้มองเป็นสามัญชน เป็นนักเตะคนหนึ่ง เขาจะพิสูจน์ตัวเองในฐานะนักฟุตบอล ว่าเขาไม่ได้มีอภิสิทธิ์อะไร เขาใช้ชีวิตปกติ
“ทันทีที่เดินทางถึงเมืองไทย หรือระหว่างการเซ็นสัญญาอย่างแรกเลยคือ เราสัมผัสได้ว่าเขามีความเป็นมืออาชีพ เขาไม่ต้องการสิทธิพิเศษอะไรที่มากไปกว่านักฟุตบอลอาชีพคนหนึ่งจะได้รับ เขาใช้ชีวิตเรียบง่าย ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อนๆ ในทีมก็ยังชื่นชม เขามาอยู่ที่ไทยก็อยากแค่มาเตะบอล ไม่ได้ต้องการบอดี้การ์ด หรือใช้ชีวิตหรูหรา หรือมีซุปเปอร์คาร์ มีบ้านหลังใหญ่ เขามองว่าไม่จำเป็น เพราะเขาอยากจะโฟกัสแค่เรื่องฟุตบอลอย่างเดียว ซึ่งเขาก็ไม่ได้ต้องพูดคุยอะไรกับสถานทูตบ่อย เพราะก็ไม่ได้ทำอะไรนอกเหนือจากเรื่องอาชีพนักฟุตบอล และครอบครัวก็เข้าใจในสิ่งที่เขาทำเป็นอย่างดี
“โค้ชเตี้ย” สะสม พบประเสริฐ กุนซือใหญ่ฉลามชล ชลบุรี เอฟซี กล่าวว่า ถามว่าการได้โบลเกียห์มา มันทดแทนการหายไปของยิม (วรชิต กนิตศรีบําเพ็ญ) โดยสมบูรณ์ไหม คงไม่ เพราะตำแหน่งก็ไม่เหมือนกัน และความเข้าใจในชลบุรีนั้น ยิมมีมากกว่า แต่ชีวิตเราต้องเดินต่อเราได้คุยกับโบลเกียห์มาก่อน เขาเล่นได้หลายตำแหน่งในเกมรุก แต่เขาห่างจากการซ้อมมานาน
“ผมว่าการให้โอกาสที่เรามอบให้เขากำลังพอดี ซึ่งเกมที่แล้วอาจจะหนักไปจนตะคริวขึ้นแต่เราก็จะค่อยๆ ปรับเรื่องวิธีการ และเรื่องสภาพร่างกาย โบลเกียห์ต้องเรียนรู้อีกพอสมควรเขาได้รับการฝึกซ้อมมาดี แต่ไทยลีกไม่ได้ง่ายแบบนั้น เขาต้องค่อยๆ นับหนึ่งใหม่ ต้องค่อยๆ ไปเรื่อยๆ ทีมจะใช้งานเขาอย่างระมัดระวัง และเกรดบอลแบบเขา หากมีอะไรพลาดไป มันจะมีผลกระทบต่อความมั่นใจของเขา ตอนที่มีโอกาสได้เห็นเขาที่บรูไน เขาก็เป็นตัวความหวัง เล่นทั้งกองหน้า ปีกทั้งสองด้าน รวมถึงมาช่วยเกมรับด้วย เขามีทัศนคติที่ดี มีคาแร็กเตอร์เป็นนักสู้ เชื่อว่าเขาซึ่งเป็นเจ้าชายตัวจริงจะมาทดแทนการหายไปของยิม ที่เป็นเจ้าชายของชลบุรีได้”
เส้นทางการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของ ฟาอิค เจฟรี โบลเกียห์ เจ้าชายแห่งบรูไนในเมืองไทยเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นด้วยสีสันและความคาดหวังจากแฟนบอล
คอยติดตามฝีเท้าของ ฟาอิค เจฟรี โบลเกียห์กับชลบุรี เอฟซี นับจากนี้เป็นต้นไป