[มี E-book]หงส์พร่าง พยัคฆ์พราย <生风活虎>
ข้อมูลเบื้องต้น
หงส์พร่าง พยัคฆ์พราย
…เกิดเป็นองค์หญิงใช่ว่าจะไม่มีหน้าที่…
เครื่องมือเชื่อมสัมพันธ์ อย่างไรก็ไม่พ้นอิสตรี เพียงแต่เมื่อราชวงศ์ถูกผลัดเปลี่ยนน
สือฟางเฟย องค์หญิงแคว้นสือแห่งราชวงศ์สือก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเชื่อมสัมพันธ์
ทว่า…นางกลับถูกเหยียบย่ำไม่มีชิ้นดี ศักดิ์ศรีถูกทำลาย
ชีวิตนางต้องจบสิ้นเพราะผู้อื่นต้องการอำนาจความมั่นคง
ชีวิตนางต้องสูญสลายเพราะความฝันอันยิ่งใหญ่ของบุรุษ
ชีวิตนางต้องพังพินาศเพราะถูกคนที่เชื่อใจรักใคร่เป็นพี่น้องหักหลัง
น่าดีใจเสียจริงที่สวรรค์ยังเมตตา มอบร่างใหม่ที่เหมาะสมเพื่อให้นางได้แก้แค้น
ซ่งอวิ๋นเฟย หลานสาวคนโปรดของไทเฮาสองแคว้นแสนยิ่งใหญ่
สตรีที่ยึดมั่นในรัก…แต่น่าเสียดายที่ชายผู้นั้นไม่รักตอบ
สุดท้ายจึงต้องใช้ผ้าขาวพิสูจน์รักแท้
“ท่านแม่ทัพตวนช่วยรอประเดี๋ยวก่อน”
“ท่านหญิงมีอะไรจะสั่งหรือ?”
“เปล่า…แค่จะบอกว่าเมื่อท่านยืนกรานจะยกเลิกการแต่งงานครั้งนี้แล้ว ท่านอย่าได้เสียใจภายหลังก็แล้วกัน”
“เมื่อก่อนมีความรู้สึกเช่นไร ต่อไปก็เหมือนกัน”
ทั้ง ๆ ที่พูดออกมาอย่างหนักแน่นไร้ความรู้สึกเช่นนั้นแล้ว แต่เหตุใดกัน…แผนการของนางจึงถูกคนผู้นี้เห็นจนหมดสิ้น ทั้งยังมาวุ่นวายข้างกายไม่เลิก!
เป็นนิยายเขียนค่อนข้างตามใจตัวเองพอสมควรเลยค่ะ
อะไรที่ติเพื่อก่อขอน้อมรับและแก้ไขรวมถึงขอบคุณมากๆ
อะไรที่ผิดตรงไหนหรือพลาดตรงไหนเตือนกันได้นะคะ
จะได้ แก้ไข ปรับปรุงให้นิยายมีการพัฒนามากขึ้นค่ะ_
เราเองยังชอบและไม่ชอบนิยายที่มีและได้อ่านทุกเรื่อง
ทุกคนมีทางเลือกเสมอ
การชอบหรือไม่ชอบนิยายเรื่องไหน เป็นเรื่องของ ‘รสนิยม’ ซึ่งไม่มีถูกไม่มีผิด
ไม่เป็นไรถ้าจะรู้สึกดีกับนิยายหรือรู้สึกไม่ดีกับนิยายนะคะ
**สำคัญที่สุด**
-นิยายเรื่ิองนี้เป็นจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น หลายเรื่องเป็นกฎที่ตั้งขึ้นมาเองไม่ได้อิงกับความเป็นจริงใด ๆ เป็นการแต่งเพื่อความสนุกเท่านั้น
หากมีข้อสงสัยหรือติดตรงไหนสามารถสอบถามได้นะคะ
-นิยายเรื่องนี้มีการติดเหรียญอ่านล่วงหน้า
-สำคัญสุดนิยายค่อนข้างปิดตอนเร็วมาก ในขณะที่เปิดฟรีต้องรีบอ่านนะคะ
คำเตือน
ผลงานเรื่อง ‘หงส์พร่างพยัคฆ์พราย’
เป็นลิขสิทธ์ของเจ้าของนามปากกา อโนทัย/G.Lina ห้ามผู้ใดทำซ้ำ คัดลอก ลอกเลียน ดัดแปลง ปลอมแปลง จัดเผยแพร่ จำหน่าย ให้เช่า เข้าครอบครอง เรียกดึงข้อมูล บันทึก ส่งผ่าน หรือกระทำการใดๆ เกี่ยวกับสิทธิและทรัพย์สินทางปัญญาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของนามปากกา อโนทัย/G.Lina
ซึ่งการกระทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ อันเป็นการกระทำความผิดทางอาญา ต้องได้รับโทษ ตามพระราชบัญญัติทรัพย์สินทางปัญญาฯและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเป็นการกระทำละเมิดต่อเจ้าของนามปากกา อโนทัย/G.Lina ซึ่ง เจ้าของนามปากกา อโนทัย/G.Lina สงวนสิทธิในการยับยั้งการกระทำนั้นในทันทีและจะดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้กระทำละเมิดอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น
-บทนำ-
บทนำ
ในช่วงค่ำคืนที่เงียบสงัดไร้เสียง แม้แต่จิ้งหรีดเรไรก็ต้องแอบซ่อนตัว ไม่นานจากนั้น…เสียงของเข็มแทงทะลุแผ่นหนังก็ค่อย ๆ ดังขึ้นเป็นจังหวะพร้อมกับเสียงทำนองเพลงท้องถิ่นที่ลอดออกมาจากริมฝีปากบิดเบี้ยวเกรอะกรังไปด้วยเลือดสด
เงาร่างแบบบางร่างหนึ่งปล่อยผมดำขลับยาวสยายเงางามกระทบแสงจันทร์ที่กำลังกลายเป็นสีแดงเช่นเดียวกับอาภรณ์ที่สวมใส่ ดวงตาสีนิลจดจ้องไปยังแผ่นหนังที่ถูกตรึงไว้ทั้งสี่ด้าน มือสองข้างถักทอร้อยเส้นไหมแต่ละเส้นลงไปอย่างช้า ๆ
ภาพแผนที่แคว้นทั้งสี่อันได้แก่ แคว้นฉิน แคว้นฮั่ว แคว้นสือ และแคว้นเฉียน ถูกสรรสร้างขึ้นมาอย่างช้านาน ยามนี้มีเส้นไหมงามสีแดงซึ่งถูกย้อมด้วยเลือดสดปักเป็นคำว่า ‘พินาศ’ ทับลงไปด้านบน
หลังจากที่มองภาพของแคว้นทั้งสี่และตัวอักษรอันโดดเด่น หญิงสาวก็ค่อย ๆ ก้มหน้าลงกัดปลายเส้นไหมเป็นอันสิ้นสุดการปักเย็บ
การรวมแค้วนให้เป็นหนึ่งเป็นความใฝ่ฝันของบุรุษในใต้หล้า แม้จะเหยียบย่ำน้ำใจและศักดิ์ศรีของเหล่าสตรีก็คิดว่าเป็นบันไดให้เหยียบขึ้นที่สูงเท่านั้น ดังนั้นแล้วนางที่เป็นสตรีก็จะทำลายความฝันพวกนั้นลงให้สิ้นซาก!
รัชศกเฉียนฉินปีที่หนึ่ง
แคว้นเฉียนพิชิตชัยครอบครองแคว้นฉินรวบรวมดินแดนเป็นหนึ่ง ภายใต้การปกครองของฮ่องเต้หลงเทียนหวัง หลังจากจัดการเหล่าขุนนางและดูแลประชากรเสร็จสิ้นก็ถึงเวลาที่จะเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่
ในยามนี้แม้แคว้นใหญ่ทั้งสองรวมเป็นหนึ่ง ทว่าแคว้นฮั่นและแคว้นสือกลับไม่ยอมสวามิภักดิ์ พวกเขามีพื้นที่ปกครองเล็กกว่าแต่ก็มีกองกำลังความสามารถที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะแคว้นสือซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความรู้ ผู้คนเฉลียวฉลาด เปิดกว้างรับความเห็นของชาวประชา
ถึงแม้แคว้นสือจะมีการเปลี่ยนราชวงศ์ภายใน ทว่าก็มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ไม่อ่อนแอให้ผู้ใดลอบโจมตีทั้งยังมีกำลังที่แข็งแกร่งมากขึ้นโดยการเชื่อมสัมพันธ์
เซี่ยอิงลู่ องค์หญิงรองแคว้นสือถูกส่งตัวมาแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับรัชทายาทแคว้นเฉียน ทำให้ยามนี้อีกฝ่ายเป็นถึงว่าที่ฮองเฮาสองแคว้น ต่อให้แคว้นสือไม่รวมดินแดนก็เหมือนเป็นหนึ่งเดียวกันกับแคว้นเฉียนฉิน
งานเลี้ยงใหญ่ในครั้งนี้แคว้นเล็กทั้งสองได้มีโอกาสมาร่วมงาน หรือจะให้พูดกันตามจริงการเทียบเชิญครั้งนี้เพื่อบอกว่าอีกไม่นาน ทั้งสี่แคว้นจะรวมเป็นหนึ่งและแน่นอนว่าผู้ครอบครองใต้หล้าก็คือฮ่องเต้หลงเทียนหวังผู้ปรีชาสามารถ
ฮ่องเต้แคว้นสือได้รับเทียบเชิญก็ไม่ได้รู้สึกกังวลและให้เกียรติแคว้นเฉียนฉินโดยการส่ง เซี่ยหานกั๋ว มาร่วมงานฉลอง อีกฝ่ายเป็นรัชทายาทที่จะได้สืบทอดบัลลังก์ รวมถึงเป็นพี่ชายร่วมอุทรของพระชายารัชทายาทแคว้นเฉียนฉิน หลังจากที่เดินทางมาถึงรัชทายาทแคว้นสือก็ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ พี่น้องไม่ได้พบหน้ากันมานานมีเรื่องให้พูดคุยกันมากมาย เป็นความกลมเกลียวที่ใครเห็นก็ต้องต่างพากันยกยิ้ม
ทางด้านแคว้นฮั่วก็ไม่น้อยหน้า พวกเขาส่ง ฮั่วจิงเฉิง รัชทายาทผู้สืบทอดบัลลังก์ในอนาคตมาเช่นกัน แน่นอนอีกฝ่ายมาเพราะมีจุดประสงค์ในการสอดส่องความเป็นไปได้ในอนาคตของแคว้นเฉียนฉิน แม้ว่าตอนนี้จะรวมกันเป็นหนึ่ง แต่ในระยะเวลาอันสั้นไม่อาจบอกได้ว่าจะสงบสุขดี ถึงเวลานั้นไม่แน่ว่าคนที่รวบรวมแคว้นได้อาจจะเป็นพวกเขาแคว้นฮั่วก็เป็นได้
การมาถึงของรัชทายาทแคว้นฮั่นทำให้ทุกคนพากันหลบทาง ด้วยเพราะพวกเขาเป็นพวกสูงใหญ่และมักจะแสดงอำนาจด้วยการนำขนสัตว์มาปกคลุมร่างกาย ทำให้รูปลักษณ์ของคนแคว้นฮั่วดูป่าเถื่อนกว่าแคว้นอื่น ๆ
แม้ว่าในใจแต่ละฝ่ายจะมีแผนการ ทว่าพวกเขาสี่แคว้นก่อนหน้าได้มีการทำตกลงสัญญากันไว้ เมื่อใดที่มีงานเลี้ยงฉลอง แผนการเลวร้ายจะต้องถูกกลืนเก็บไว้ในท้อง ดังนั้นฉากหน้าจึงมีแต่ความกลมเกลียวให้เห็นเท่านั้น
ฮั่วจิงเฉิงมาถึงเมืองหลวงของแคว้นเฉียนฉินหลังคนแคว้นสือ หากนับกันตามความสัมพันธ์แล้ว ยามนี้สนมเอกของชายหนุ่มเป็นองค์หญิงจากแคว้นสือ ดังนั้นจึงพอจะเรียกว่าเป็นญาติสนิทกันได้ ดังนั้นเมื่อเห็นเซี่ยหานกั๋วเดินอยู่ในบริเวณซึ่งจัดไว้สำหรับต้อนรับแขกต่างเมืองก็เดินเข้าไปทักทาย
“รัชทายาทแคว้นสือ”
“รัชทายาทแคว้นฮั่ว”
ทั้งสองมีพื้นที่ปกครองเล็ก ๆ ซึ่งมีอาณาบริเวณใกล้เคียงกัน ดังนั้นหลายครั้งจึงมีการส่งคนมาเชื่อมสัมพันธ์กันอยู่บ่อยครั้ง
“เรียกข้าจิงเฉิงเถอะ”
“เช่นกัน ๆ หานกั๋วดูจะเหมาะสมกว่า”
“ไม่ได้พบเจ้ามานาน ที่แคว้นสือเรียบร้อยดีใช่หรือไม่?”พวกเขาทักทายตามมารยาทที่ควรจะเป็น ทั้งตอนนี้ยังต้องลงเรือลำเดียวกัน เป็นแขกที่ถูกเชิญมาชมความยิ่งใหญ่ ดังนั้นหากจะต้องเรียกขานกันอย่างสนิทสนมก็สมควรอย่างยิ่ง
“เรียบร้อยดี หวังว่าทางแคว้นฮั่วก็เช่นกัน…ว่าแต่น้องหญิงของข้าได้ติดตามท่านมาด้วยหรือไม่?”
เมื่อถูกถามถึง ‘น้องหญิง’ ใบหน้าของฮั่วจิงเฉิงก็ค่อย ๆ ปรากฏรอยยิ้ม ดวงตาสองข้างเปล่งประกายฉายแววป่าเถื่อนขึ้นมาเล็กน้อย
“นางเกิดป่วยก่อนออกเดินทาง จึงไม่ได้ติดตามมาด้วย”
“น้องหญิงของข้าร่างกายบอบบาง อย่างไรขอให้ท่านช่วยถนอมนางให้มาก ๆ ”เซี่ยหานกั๋วได้ยินข่าวว่าสนมเอกของอีกฝ่ายหรือตามฐานะแล้วเป็น ‘น้องหญิง’ ก็เปิดปากร้องขอความเห็นใจตามมารยาท
“ฮ่า ๆ แน่นอน ๆ ข้าถนอมนางอย่างดีทีเดียว”
พระชายารัชทายาทแค้วนเฉียนฉินได้ยินจากพี่ชายว่าสตรีที่แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ไปแคว้นฮั่วไม่ได้ติดตามมาด้วยเพราะล้มป่วยกะทันหันก็รู้สึกเป็นห่วงอย่างยิ่ง
“ไม่รู้ว่านางไปอยู่ทางนั้นจะปรับตัวได้หรือไม่?”
“นางแต่งไปพร้อมเจ้า หากว่าอยู่ไม่ได้ก็น่าจะมีข่าวส่งมาแล้ว เมื่อครู่รัชทายาทแคว้นฮั่วก็บอกเองว่าทะนุถนอมนางอย่างดี เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงนางมากนักหรอก”
“ข้าก็แค่อยากพบสหายสักครั้งไม่ได้หรือ?”โฉมสะคราญผู้ครอบครองใบหน้างดงามอ่อนหวาน ดวงตาฉ่ำวาวเปล่งประกาย จมูกโด่งเล็ก ๆ รับกับริมฝีปากจิ้มลิ้มอวบอิ่ม เพียงแค่แสดงสีหน้าเศร้าโศกก็มีคนพร้อมจะเข้ามาปลอบโยนโดยเร็ว
ทว่าแม้นางจะงดงามเพียงนี้แต่ยังมีคนที่ยังคงงดงามกว่ามาก…งดงามมากราวกับไม่มีอยู่จริง
‘น้องหญิง’ที่เซี่ยหานกั๋วพูดถึงและ‘สหาย’ที่เซี่ยอิงลู่อยากพบ ฐานะแท้จริงของอีกฝ่ายคือองค์หญิงเพียงคนเดียวของราชวงศ์สือ ราชวงศ์เก่าที่เสื่อมโสมและถูกมหาอำมาตเซี่ยแย่งชิงอำนาจ คนในราชวงศ์เดิมล้วนแต่ต้องถูกกำจัดเพื่อความปลอดภัย มีเพียงองค์หญิงเก้า…สือฟางเฟยเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยังมีชีวิตรอด ด้วยเพราะองค์หญิงรองที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมาใหม่เป็นสหายสนิทกับองค์หญิงของราชวงศ์สือที่ล่มสลาย
การไว้ชีวิตครั้งนี้ทำให้คนในแคว้นยกย่องฮ่องเต้องค์ใหม่ที่มีเมตตาและชื่นชมองค์หญิงรองคนใหม่อย่างเซี่ยอิงลู่ที่ยอมเสี่ยงถูกแก้แค้นแต่ไม่ยอมทำลายมิตรภาพอันดีงาม
แม้หลังจากผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ สตรีทั้งสองที่เคยร่วมเรียน ร่วมเล่นด้วยกันจะไม่ได้พบหน้ากันอีก แต่ก็ถือว่าพวกเขาดูแลอีกฝ่ายอย่างดี ยังคงตำแหน่งองค์หญิงของสือฟางเฟยเอาไว้
แม้เป็นองค์หญิงที่อยู่อย่างสุขสบายก็มีหน้าที่สำคัญต่อบ้านเมืองเช่นกัน แน่นอนว่าสงครามเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แคว้นสือมีกำลังคนไม่มากและเพิ่งผ่านการเปลี่ยนอำนาจ ทางที่ดีที่สุดในการยืดเวลาความเป็นความตายออกไปก็คือการส่งองค์หญิงที่เหมาะสมแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์
ยามนั้นแคว้นฉินเองก็เริ่มระส่ำระส่ายมากแล้ว เส้นทางอันมั่นคงเห็นทีจะมีแต่แคว้นเฉียนและแคว้นฮั่วเท่านั้น รวมถึงองค์หญิงที่สามารถส่งไปแต่งงานได้ก็มีเพียงแค่สองคน นั่นคือเซี่ยอิงลู่และสือฟางเฟย องค์หญิงจากสองราชวงศ์ที่เติบโตมาด้วยกัน
หนังสือตอบรับถูกส่งกลับมา พวกเขาสองแคว้นยินดีเชื่อมสัมพันธ์เพราะเหล่ารัชทายาทล้วนแต่ถึงวัยที่ต้องมีพระชายาอันเหมาะสม ดังนั้นเซี่ยอิงลู่จึงถูกส่งตัวมาแคว้นเฉียนเพื่อแต่งงานกับรัชทายาทกลายเป็นพระชายาจนถึงวันนี้
สือฟางเฟยถูกส่งตัวขึ้นเกี้ยวแต่งงานไปยังแคว้นฮั่ว เพียงแต่ตามธรรมเนียมของพวกเขาไม่อาจรับคนต่างแคว้นเป็นพระชายาได้ ดังนั้นอีกฝ่ายจึงต้องกลายเป็นเพียงสนมเอกของฮั่วจิงเฉิง
“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก นางต้องสบายดีอย่างแน่นอน”รัชทายาทแคว้นสือเห็นน้องสาวก้มหน้ามองพื้นแสดงออกว่ากำลังเสียใจที่ไม่ได้พบหน้าสหายรักก็เอ่ยปากปลอบโยน
ท่ามกลางเสียงดนตรีที่บรรเลงอย่างครื้นเครงและบรรดานางรำที่กำลังโยกย้ายสะโพกสร้างความบันเทิงให้แขกเหรื่อ ทำให้บรรยากาศภายในตำหนักจินหลางซึ่งใช้สำหรับจัดงานเลี้ยงยิ่งใหญ่ดูสนุกสนานเต็มไปด้วยความกลมเกลียวสามัคคี
แสงจากโคมไฟรอบด้านสาดส่องไปทั่ว แต่ก็ยังไม่บดบังความงามของพระจันทร์ที่กำลังฉายแสงงดงามบนท้องฟ้า วันนี้แม้แต่เมฆครึ้มก็ไม่มีให้เห็น ถือว่าทุกอย่างเป็นใจให้กับงานเลี้ยงฉลองการรวมสองแคว้น บรรดาขุนนางต่างพากันทยอยกันมามากมาย คนเก่าคนใหม่ล้วนแต่พูดคุยกันถึงเรื่องบ้านเมืองและความเป็นอยู่ของปวงประชา แน่นอนว่าพวกเขาจำเป็นต้องยกย่องฮ่องเต้ผู้ปรีชาด้วยเช่นกัน
รัชทายาทซึ่งในตอนนี้ถือว่ามีเพียงสามแคว้นมารวมตัวกันครบและถูกจัดตำแหน่งให้อยู่ใกล้เคียงกัน ข้างกาย เฉียนไท่หยาง รัชทายาทแคว้นเฉียนฉินคือพระชายาคนงามที่ใครเห็นก็ต่างพากันอิจฉาที่เขาสามารถแต่งโฉมสะคราญเช่นนี้มาไว้ข้างกาย
“หากข้างกายข้ามีพระชายาคนงามเช่นนี้ คงดีไม่น้อย”ฮั่วจิงเฉิงเอ่ยปากกับเฉียนไท่หยาง ซึ่งสามารถเรียกรอยยิ้มของรัชทายาทแคว้นสือให้ปรากฎขึ้นมา
“แม้จะไม่มีพระชายาเช่นน้องสาวข้าข้างกาย แต่สนมเอกของรัชทายาทแคว้นฮั่วก็ใช่ว่าจะไม่งดงาม”เซี่ยอิงลู่ไม่ถือสาให้ความหยาบคายของชายหนุ่มป่าเถื่อน อย่างไรก็ถือว่ารู้จักกันดี ดังนั้นเมื่อเปิดปากก็พูดถึงสนมเอกผู้งดงามของอีกฝ่ายทันที
“นั่นสิ…นางงามมากจริง ๆ”
สือฟางเฟยมักจะดูบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่เสมอ นางมีร่างกายบอบบางผอมเพรียวกว่าคนแคว้นฮั่ว หน้าอกอวบอิ่ม เอวเล็กขาเรียว ผิวกายเนียนนุ่ม ลำคอระหงรับกับใบหน้าเล็ก ๆ ริมฝีปากแดงระเรื่อน่ามอง จมูกเล็ก ดูน่ารักเข้ากับดวงตาสุกสกาวราวกับลูกกว้างน้อย จับตรงใด แตะที่ใดล้วนแต่ทำให้เลือดในกายร้อนรุ่มจนอยากจะกลืนกินนางทั้งตัว
….เพียงแต่น่าเสียดาย เวลาเล่นสนุกน้อยไปสักหน่อย…
“สนมเอกของรัชทายาทแคว้นฮั่วคือสหายที่ชายารักเคยเล่าให้ฟังใช่หรือไม่?”
“ใช่เพคะ…ฟางเฟยเป็นสตรีโฉมงามอย่างที่กล่าวกันว่า มัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา จันทราหลบโฉม มวลผกาละอายเลยทีเดียว”
“จริงหรือ?”เฉียนไท่หยางรู้สึกว่าคนข้างกายของเขางดงามอย่างยิ่งแล้ว แต่การที่พระชายาของตัวเองพูดเช่นนี้ก็แสดงว่าองค์หญิงราชวงศ์เก่าอย่างสือฟางเฟยผู้นั้นต้องงดงามจริง ๆ
“จริงเพคะ”
“เทียบกับญาติผู้น้องเป็นอย่างไร?”
เมื่อได้ยินสามีข้างกายพูดถึงญาติผู้น้อง สีหน้าของเซี่ยอิงลู่ก็ไม่ใคร่สู้ดีเท่าไรนัก นางพยายามฝืนยกยิ้มก่อนจะส่ายหน้าไปมา
“เทียบกับท่านหญิงแล้ว สหายของหม่อมฉันด้อยกว่าเล็กน้อยเพคะ”
“อ๋อ”รัชทายาทแคว้นเฉียนฉินได้ยินก็พยักหน้ารับรู้ รวมถึงไม่มีสิ่งใดให้สนใจอีกต่อไป ท่าทางเช่นนี้ทำให้รัชทายาทของทั้งสองแคว้นมองหน้ากันอย่างนึกสงสัยว่าสตรีที่เป็นญาติผู้น้องของรัชทายาทแคว้นเฉียนฉินงดงามมากเพียงใดกันแน่
….แม้แต่สือฟางเฟยซึ่งเป็นโฉมสะคราญหาตัวจับได้ยากยังด้อยกว่า?….
เมื่อถึงเวลาที่ฮ่องเต้และฮองเฮาต่างเสด็จมาร่วมงาน ทุกคนก็ยังคงดื่มกินอย่างสบายใจ นายเหนือหัวผู้ยิ่งใหญ่ถามไถ่ทายาทของทั้งสองแคว้นอย่างเป็นกันเอง จากนั้นตัวแทนของแต่ละแคว้นก็เริ่มนำของขวัญออกมาร่วมแสดงความยินดี
แคว้นสือมอบตำราโบราณหายากซึ่งแม้มีเงินทองมากมายก็ซื้อไม่ได้ ตำราเหล่านี้มีวิถีชีวิตและวิธีการปกครองรวมถึงเรื่องสำคัญต่าง ๆ ตำราพวกนี้แม้คนอื่นจะมองไม่เห็นค่า แต่สำหรับแคว้นที่อาศัยความรู้ยืนหยัดมาได้อย่างช้านาน จึงไม่อาจดูถูกของขวัญเหล่านี้
ในส่วนของแคว้นฮั่ว รัชทายาทอย่างฮั่วจิงเฉิงส่งสัญญาณให้คนนำกล่องขนาดใหญ่เข้ามาที่โถงกลาง ด้านในมีหนังของสัตว์ร้ายและเขาของพญาพยัคฆ์ซึ่งหาได้ยากยิ่ง เพียงแต่เมื่อเปิดกล่องไม้ใหญ่ออกกลับมีสตรีผู้หนึ่งก้าวออกมาด้วยความเชื่องช้า
สตรีที่ดูไม่ออกว่าเป็นคนหรือปีศาจสวมใส่อาภรณ์สีแดง เพียงแต่หากมองให้ดีสีแดงฉานที่อาบย้อมอยู่ไม่ใช่สีชาดที่ใช้ย้อมผ้า แต่เป็นเลือดที่ไหลเปียกปอนจนทำให้อาภรณ์สีขาวกลายเป็นสีแดงน่ากลัว นางปล่อยผมสีดำยาวสยายเปล่งประกาย มือที่บิดเบี้ยวไร้รูปร่างถือแผ่นหนังผืนหนึ่งเอาไว้ การก้าวเดินแต่ละก้าวดูแปลกประหลาดน่ากลัว
ลมที่เคยพัดโบกเย็นสบายค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นโหมกระหน่ำพัดแรง ดับแสงไฟทั่วทั้งงานเปลี่ยนเป็นมืดมิด อาศัยเพียงแสงจันทร์จากเบื้องบนส่องสว่าง
สภาพของสตรีผู้นี้จะเป็นคนก็ไม่ใช่จะเป็นวิญญาณร้ายก็ไม่เชิง เสียงกรีดร้องจากรอบข้างทำให้นางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงหน้าที่เคยงดงามเป็นหนึ่งยามนี้มีแผลปูดนูนเละเทะ ดวงตาสีนิลข้างหนึ่งกลายเป็นสีขาวบ่งบอกว่าดวงตาข้างนั้นไม่อาจมองเห็นสิ่งใดอีกต่อไปแล้ว และเมื่อหญิงสาวมองไปรอบ ๆ ก็ได้พบเห็นคนที่ตัวเองรู้จักซึ่งกำลังอยู่ในอ้อมกอดของสามี
“ยินดี…กับฝ่าบาท…ที่รวบรวมสองแคว้น…เข้าด้วยกันเพคะ หม่อมฉันตัวแทนแคว้นสือและแคว้นฮั่วมีของกำนัลมาถวาย”เสียงกังวานแหบแห้งที่เหมือนมีและไม่มีพูดขึ้นช้า ๆ จากนั้นก็โยนแผ่นหนังใหญ่ในมือออกไป
แผนที่สี่แคว้นปรากฏขึ้นต่อหน้าผู้คน เพียงแต่ที่สะดุดตามากที่สุดคือคำที่ถูกปักทับด้านบน คำว่า ‘พินาศ’ ช่างบาดตาเสียเหลือเกิน!
“บังอาจ!”
“เหล่าบุรุษผู้กล้า…มีความฝันอยากรวบรวมดินแดนให้เป็นหนึ่ง แต่สตรีเช่นข้า…จะขอสาปแช่งให้ดินแดนที่พวกเจ้าต้องการ…พังพินาศ!”ดวงตาของหญิงสาวที่เหลือเพียงข้างเดียวมีพลังอำนาจมากจนทำให้ทุกคนคล้ายเห็นผีร้ายจากตัวของอีกฝ่ายออกอาละวาด
เพียงแต่ยังไม่มีใครได้ทำอะไรรัชทายาทแคว้นฮั่วก็ตะโกนสั่งคนให้พาตัว ‘สนมเอก’ ที่น่าจะแอบติดตามมากลับไปอย่างรวดเร็ว
….เรื่องราวไม่คาดฝันต่อจากนี้เขาจะเป็นคนจัดการเอง!….
1-ยกเลิกการแต่งงาน
1
********
ยกเลิกการแต่งงาน
“ท่านหญิง…ท่านหญิง!”
เสียงเรียกที่ดูห่างไกลและเลือนรางทำให้สตรีที่เพิ่งผ่านความตายมาค่อย ๆ ขยับดวงตาไปมาช้า ๆ จากนั้นเพียงครู่เดียวที่รู้สึกตัว หญิงสาวผู้ครอบครองดวงหน้างดงามก็เบิกตาโพลงลุกขึ้นนั่งหอบหายใจ
“ท่านหญิง เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ!”
เสียงที่ดังขึ้นยังคงดังอย่างต่อเนื่อง สมองที่ขาวโพลนค่อย ๆ มีภาพมากมายไหลวนเข้ามาคล้ายเป็นฉากละครเรื่องหนึ่ง จากนั้นหญิงสาวก็นึกถึงจุดจบของตัวเองที่น่าขบขันอย่างยิ่งจนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบา ๆ
“หึ…หึ”
ฮั่วจิงเฉิงไม่พอใจที่นางปรากฏตัวในเมืองหลวงของแคว้นเฉียนฉิน ทั้งยังส่งมอบของกำนัลแสนวิเศษออกไป เดิมทีรัชทายาทแคว้นฮั่วก็เป็นบุรุษไม่ถนอมสตรีอยู่แล้ว ยิ่งนางถูกทำลายใบหน้า ดวงตา มือและขา ก็ไม่มีอะไรให้ต้องลังเลอีกต่อไป
เขาสังหารนางในดาบเดียว จากนั้นก็ยัดลงในกล่องไม้ใหญ่ที่ใส่ข้าวของซึ่งจะส่งมอบเป็นของกำนัลแก่แคว้นเฉียนฉิน ฮั่วจิงเฉิงใช้แผ่นหนังที่นางปัก…แผ่นหนังแผนที่สี่แคว้นที่ถูกคมดาบตัดคำว่าพินาศจนขาดไม่มีชิ้นดีห่อศพของนางเอาไว้
เสี้ยวสุดท้ายของลมหายใจ นางก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองและราชวงศ์สือทำอะไรผิด
วิญญาณของนางเต็มไปด้วยความเคียดแค้นบิดเบี้ยว แต่เพราะสือฟางเฟยเป็นสายเลือดของราชวงศ์ซึ่งทำความดีความงามมานาน ทว่าที่ถูกล้มล้างก็เพราะเชื่อใจคนผิดและถูกล่อลวง หญิงสาวมองเห็นผู้ที่มารับดวงวิญญาณของนางคือบรรดาคนครอบครัวซึ่งต้องการปลอบประโลมความชั่วร้ายที่โอบล้อมอยู่รอบกาย
เพียงแต่องค์หญิงราชวงศ์เดิมของแคว้นสือไม่ยินยอม วิญญาณของนางลุกเป็นเพลิงร้าย เป็นไฟที่พร้อมผลาญทำลายทุกอย่างตรงหน้า
‘เสด็จพ่อ เสด็จแม่ ข้าผิดตรงที่ใด พวกเราล้วนแต่เป็นผู้บริสุทธิ์ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเพราะเชื่อใจคนผิด มอบความจริงใจให้ผู้อื่นอย่างโง่เขลา นี่อาจจะเป็นประสงค์จากสวรรค์ กำหนดชะตาให้ข้าต้องกลายเป็นวิญญาณร้ายเช่นนี้ โดยไม่มีวันและไม่มีทางได้ไปเกิดในภพภูมิใหม่!’
‘ประสงค์เบื้องบนไม่อาจหลีกหนี’
‘ข้าไม่ยินยอม ไม่ยินยอม ได้ยินหรือไม่…ข้าไม่ยินยอม!’
‘อย่าดื้อรั้นเลยลูกรัก ปล่อยวางเสียเถอะ’
‘หากข้าตายพร้อมพวกท่าน ข้าจะไม่แค้นถึงเพียงนี้ พวกคนเหล่านั้นล้วนแต่แสร้งแสดงทั้งนั้น ข้าจะทำให้พวกเขารับรู้ถึงสิ่งที่ข้าได้รับ สิ่งที่พวกเราได้รับ!’
นางเป็นคนดี มีเมตตาและจริงใจต่อผู้อื่นมาโดยตลอดตั้งแต่จำความได้ เหตุใดนางกลับไม่ได้รับสิ่งที่ดีงามตอบแทน ดังนั้นนางยินยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ทุกคนได้ชดใช้ในสิ่งที่ทำเอาไว้
….พระจันทร์ที่ส่องสกาวสีนวลตาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีโลหิต แผนที่แคว้นทั้งสี่บนแผ่นหนังซึ่งถูกคมดาบใหญ่ตัดขาดออกจากกันค่อย ๆ เชื่อมหลอมรวมกันเป็นผืนแผ่นเดียวกันอีกครั้ง….
“ข้าหิวน้ำ”
“บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
เสียงแหบแห้งเหนื่อยล้าของสตรีผู้นี้ทำให้สือฟางเฟยต้องพยายามตั้งสติใหม่อีกครั้ง จากนั้นก็พบว่ายามนี้ตัวนางไม่ใช่องค์หญิงจากราชวงศ์เก่าแคว้นสือและไม่ใช่สือฟางเฟยที่ถูกทรมานแสนสาหัสจนในท้ายที่สุดก็ถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมด้วยฝีมือของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามี
นาง…ในตอนนี้ได้กลายมาเป็นสตรีจากตระกูลซ่ง…หลานสาวคนโปรดของไทเฮาแคว้นเฉียนฉิน
….ซ่งอวิ๋นเฟย….
ซีหรง สาวใช้ขั้นหนึ่งของท่านหญิงซิวเยวี่ยนมองดูเจ้านายกำลังจ้องมองคันฉ่องตรงหน้าก็รู้สึกประหวั่นพรั่นพรึง เมื่ออีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นจะมองเห็นรอยแดงช้ำน่ากลัวบริเวณลำคอระหงขาว แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้ความงามของคนตรงหน้าลดน้อยลงไปแม้แต่นิดเดียว เหมาะสมแล้วที่ได้รับตำแหน่งพร้อมกับราชทินนาม ‘ซิวเยวี่ยน’ ซึ่งแปลว่างดงามวิจิตร
ซ่งอวิ๋นเฟยได้รับการถ่ายทอดความงามสง่าจากทั้งบิดาและมารดา แม้จะเกิดห่างจากพี่น้องคนอื่นอยู่มาก ทว่าเมื่อถือกำเนิดก็ได้รับความดีงามมาทั้งหมด ดวงหน้าเล็ก ผิวพรรณผุดผ่อง คิ้วโก่งงามงอนเรียงเส้นอย่างเป็นระเบียบ ดวงตาดอกท้อมีเสน่ห์เย้ายวนใจ ตาดำและตาขาวตัดกันฉ่ำวาวหยาดเยิ้ม ยามยกยิ้มดวงตาคู่นี้จะตีโค้งขึ้นเป็นจันทร์เสี้ยว จมูกคมดูน่ามอง ริมฝีปากบนเรียวงาม ริมฝีปากล่างอวบอิ่ม และต่อให้ไม่ต้องแต้มชาดริมฝีปากก็มีสีแดงระเรื่อ
เส้นผมดำขลับยาวปล่อยลงทิ้งตัวราวกับม่านน้ำตกเงางาม แม้เพิ่งตื่นนอนก็ไม่จำเป็นต้องหวีให้เรียบเส้นผมแต่ละเส้นพร้อมใจเรียงเส้นอย่างเป็นระเบียบ…
ใครได้ยลโฉมเพียงครั้งเดียวก็ต้องกล่าวขานเป็นเสียงเดียวกันว่าหลานสาวคนโปรดของซ่งไทเฮาผู้นี้งดงามจนแม้แต่จิตรกรชื่อดังก็ไม่อาจถ่ายทอดความงามของซ่งอวิ๋นเฟยออกมาได้ทั้งหมด
“ท่านหญิง…หักใจเสียเถอะนะเจ้าคะ อย่าได้เศร้าใจไปเลย” ซีหรงมองดูเจ้านายนั่งนิ่งไม่ขยับเขยื้อนก็เดินเข้าไปใกล้ จากนั้นก็เอ่ยปากปลอบโยนระคนเห็นใจกับเรื่องราวที่เจ้านายต้องเผชิญ
“ไม่แล้วล่ะ”
สือฟางเฟยจ้องมองร่างที่ตัวเองครอบครองในคันฉ่อง ฉากละครมากมายหมุนเวียนวนอยู่ในสมอง ทำให้นางได้รู้ว่าสตรีผู้นี้โง่เขลายิ่งนัก ทั้ง ๆ ที่มีรูปโฉมงดงามแต่กลับยึดมั่นในความรัก แม้ชีวิตก็ไม่ต้องการรักษาเอาไว้
เพียงแต่…น่าเสียดายกระทั่งความตายก็รั้งชายผู้นั้นไม่ได้ ไม่สิ…แม้แต่พระราชเสาวนีย์ของไทเฮาก็ไม่อาจรั้งชายผู้นั้นได้เช่นกัน
“มาช่วยแต่งตัวที ข้าจะเข้าวังไปพบไทเฮา”
“ยามนี้หรือเจ้าคะ?!” สาวใช้ขั้นหนึ่งมองเจ้านายที่เอ่ยปากจะเข้าวังก็ตกใจและเป็นกังวล เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องใหญ่จนใครต่อใครในเมืองหลวงต่างรู้กันทั่ว หากว่า…หากว่าคนตรงหน้าเข้าวังไปสร้างความวุ่นวายอีกคงไม่ดีแน่
“ ‘เขา’ คุกเข่ารอรับโทษอยู่ไม่ใช่หรือ หากข้าไม่ไปตอนนี้ใครจะช่วยได้”
“ตะ…แต่ว่าท่านหญิงยังไม่หายดีเลยนะเจ้าคะ?”
“มีชีวิตกลับมาได้ก็ถือว่าหายดีแล้วล่ะ” หญิงสาวหันไปบอกสาวใช้ที่พยายามขัดขวางการเข้าวังของตัวเอง แต่เมื่อนางยืนกรานจะเข้าวังสุดท้ายสาวใช้นามซีหรงก็จำเป็นต้องไปตามคนเข้ามาปรนนิบัติ
….บุรุษผู้นั้นที่เจ้าของร่างยึดมั่นไม่อาจทำให้นางบรรลุเป้าหมายตามที่ต้องการ จะมีหรือไม่มีก็ไม่เห็นว่าเป็นสำคัญ….
ซ่งอวิ๋นเฟยเดินเข้ามาในตำหนักไท่จี๋ก็มองเห็นชายร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่ง แผ่นหลังของเขาดูแข็งแกร่งองอาจชายผู้นี้กำลังคุกเข่าก้มหน้า แต่คงไว้ด้วยความทะนงตนอย่างเห็นได้ชัด หญิงสาวเดินมายืนเคียงข้างอีกฝ่าย เหลือบตามองเขาครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสตรีผู้เป็นใหญ่ในฝ่ายใน ซึ่งยังอยู่ในวัยกลางคนและยังคงงดงามอยู่มาก
“ถวายพระพรไทเฮาเพคะ” หญิงสาวย่อกายทำความเคารพซ่งไทเฮาตามมารยาท
“มาที่นี่ได้อย่างไร…ยังไม่หายดีไม่ใช่หรือ?” ซ่งไทเฮามองดูหลานสาวผู้งดงามของตัวเอง ทว่ายามนี้ลำคอเรียวยาวระหงกลับมีผ้าขาวพันเอาไว้ เมื่อสองวันก่อนในคืนวันเฉลิมฉลองซึ่งเกิดเรื่องใหญ่โตขึ้น ณ ตำหนักจินหลาง ที่ตำหนักไท่จี๋ของนางก็มีเรื่องใหญ่โตให้ต้องเร่งจัดการเช่นกัน
หลานสาวเพียงคนเดียวที่ดื้อรั้นยิ่งมาร้องขอให้ผู้เป็นป้าเช่นนางออกพระราชเสาวนีย์ พระราชทานสมรสกับ ตวนเป้ยเหยียน แม่ทัพใหญ่ผู้นำกองทัพเสวียนหู่ ทหารหาญซึ่งสร้างชัยชนะให้กับแคว้นเฉียน นางเลี้ยงดูหลานสาวมาด้วยมือตัวเองตั้งแต่ซ่งอวิ๋นเฟยยังแบเบาะ แรกเริ่มซ่งไทเฮาคิดวางแผนให้อีกฝ่ายได้แต่งงานกับรัชทายาทเพื่อที่มารดาแผ่นดินแคว้นเฉียนฉินต่อไปเป็นคนจากตระกูลซ่ง
แต่วางแผนไว้หรือจะสู้ชะตาลิขิต ซ่งอวิ๋นเฟยหลงรักแม่ทัพหนุ่มตั้งแต่แรกเห็น หากไม่ใช่เขาก็ไม่ยอมแต่งงานกับผู้ใด หลานสาวของนางเฝ้ารอคอยชายหนุ่มกลับมาจากการรบ…กลับมาจากศึกสงคราม เฝ้ารอคอยจนถึงวันที่ทุกอย่างไร้อุปสรรคบ้านเมือง ดังนั้นซ่งไทเฮาที่เห็นใจหลานสาวและชื่นชมในความรักของอีกฝ่ายจึงออกพระราชเสาวนีย์พระราชทานสมรสให้
ไม่คาดคิดว่า…ตวนเป้ยเหยียนจะเป็นบุรุษสมควรตายไม่เกรงกลัวฟ้าดิน!
เขาปฏิเสธพระราชเสาวนีย์ทั้งยังบอกว่าต่อให้เป็นราชโองการจากฮ่องเต้ก็จะทำในแบบเดียวกัน ค่ำคืนที่ควรจะได้เฉลิมฉลองอย่างเต็มที่ ซ่งอวิ๋นเฟยใช้ความตายของตัวเองเพื่อแสดงความรัก กว่าจะยื้อชีวิตกลับมาได้ไม่ง่าย การที่ซ่งไทเฮาได้เห็นหลานสาวมายืนอ่อนแรงอยู่ตรงหน้าช่างทำให้รู้สึกปวดใจและปวดหัวมากจริง ๆ
“ไม่เจ็บปวดที่ส่วนใดทั้งสิ้นแล้วเพคะ”
คำว่า ‘ไม่เจ็บปวดที่ส่วนใดทั้งสิ้น’ ทำให้ชายหนุ่มที่คุกเข่าก้มหน้าหัวคิ้วกระตุกเล็กน้อย คำที่ท่านหญิงซิวเยวี่ยนกล่าวออกมา หมายความว่าอย่างไร?
“เจ้ามาก็ดี…เรื่องของแม่ทัพตวน…”
“ช่างเถิดเพคะ เมื่อเขาไม่ยินยอมก็ไม่เป็นไร เวลานี้หม่อมฉันไม่คิดจะรั้งเขาเอาไว้อีกแล้ว” เมื่อรู้ว่าผู้เป็นเจ้าของตำหนักต้องการพูดอะไร สือฟางเฟยหรือในตอนนี้คือซ่งอวิ๋นเฟยก็พูดในสิ่งที่คิดไว้ออกมาทันที
“ได้อย่างไร ข้าออกพระราชเสาวนีย์ไปแล้ว!”
“ออกได้ก็ยกเลิกได้เพคะ ไม่ใช่ราชโองการเสียหน่อย เสด็จป้าอย่าทำให้ท่านแม่ทัพตวนลำบากใจอีกเลย ประเดี๋ยวกองทัพเสวียนหู่จะไม่พอใจและมีใจเป็นอื่น ถึงตอนนั้นพวกเราไม่แย่กันหรือเพคะ การรวมแคว้นยังต้องอาศัยแม่ทัพตวนอีกมาก ทั้งหลานก็รู้ดีว่าเสด็จป้ารักเอ็นดูตามใจหลานที่สุด จะต้องยกเลิกให้หลานแน่นอนเพคะ” หญิงสาวเดินขึ้นหน้าทั้งยังร้องเรียกซ่งไทเฮาอย่างสนิทสนม รวมถึงน้ำเสียงแหบแห้งที่เปล่งออกมายังเป็นเสียงกลั้วหัวเราะติดตลกไม่ได้เศร้าโศกหรือลำบากใจ คล้ายว่าคิดตกแล้วว่าจะมีชีวิตต่อไปโดยไม่ยึดเอาตวนเป้ยเหยียนเป็นสำคัญ
“เฟยเฟย…เจ้าคิดได้แล้วจริง ๆ หรือ?” สิ่งที่หลานสาวกล่าวออกมาทำให้ซ่งไทเฮาประหลาดใจอย่างยิ่ง ความจริงแล้วความสำคัญของตวนเป้ยเหยียนเป็นเช่นไรไม่ใช่ว่านางไม่รู้ เพียงแต่นางก็มีหลานสาวเพียงคนเดียวและเอาชีวิตเป็นเดิมพัน จะให้ปล่อยไปง่าย ๆ คงไม่ดีนัก
สิ่งที่ซ่งอวิ๋นเฟยกล่าวออกมา ทำให้ผู้ที่คุกเข่าอยู่รู้สึกแปลกใจอยู่เล็กน้อยว่าเหตุใดสตรีที่ปักใจในตัวเขามาโดยตลอดนึกจะปล่อยมือก็ปล่อยมือโดยง่ายได้…หรือว่านางจะมีแผนการอะไรอยู่อีก?
“มีอะไรให้คิดไม่ได้กันเพคะ”
“แต่ว่าหากยกเลิกจริง ๆ คนภายนอกจะต้องเอาเจ้าไปพูดเสียหายแน่ เฟยเฟยรับไหวหรือ?” แค่เรื่องที่หลานสาวใช้ผ้าขาวพิสูจน์รักก็โด่งดังไปทั่วเมืองหลวงแล้ว แม้จะยังดีที่ข่าวของสนมเอกรัชทายาทแคว้นฮั่วจะมีสีสันมากกว่า แต่คนพวกนั้นผ่านมาก็ผ่านไป ไม่เหมือนซ่งอวิ๋นเฟยที่ต้องอาศัยอยู่ในเมืองหลวง
ก้าวเดินไปที่ใด…เรื่องราวน่าอับอายก็ตามติดเป็นหาง
“พวกเขากล้าพูดก็ให้พูดไป หลานได้ยินก็จับคนพูดมาลงโทษ ไม่ได้ยินก็แล้วไป หลานเป็นหลานสาวคนโปรดของเสด็จป้าไม่ใช่หรือเพคะ?” หญิงสาวไม่สนใจอยู่แล้วว่าใครจะพูดอย่างไร เพราะอย่างไรก็เป็นเรื่องของเจ้าของร่าง ไม่ใช่ตัวนางเสียหน่อย
“เพียงสองคืน หลานสาวข้าก็เปลี่ยนไปแล้ว”
“แน่นอนเพคะ…ไปเยือนประตูผีถึงขั้นนี้แล้ว แม่ทัพตวนก็ยังไม่ยอมพยักหน้าตกลง ถ้าไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควรอีก ผ้าขาวที่รัดคอรอบหน้าก็ควรจะรัดให้แน่นขึ้นอีกสักหน่อย” ซ่งอวิ๋นเฟยเงยหน้าขึ้นเพื่อให้เจ้าของตำหนักไท่จี๋มองเห็นบาดแผลของการกระทำ แม้ว่าจะมีผ้าขาวพันเอาไว้หลายรอบ แต่ก็ยังมองเห็นรอยแดงช้ำน่ากลัวเช่นเดิม เพียงแต่การตอบของหญิงสาวครั้งนี้ดูจะไม่ยี่หระต่อความรักที่มีให้แม่ทัพหนุ่มแล้วจริง ๆ
“เฟยเฟย…เจ้า…”
“ที่ผ่านมาลูกหลานตระกูลซ่งหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีมาโดยตลอด หม่อมฉันเองก็เหนื่อยจะเสแสร้งเป็นคนดี เป็นแม่ดอกบัวขาวเต็มทน ต่อจากนี้ไปหม่อมฉันขอเอาแต่ใจสักหน่อยแล้วกันนะเพคะ”
ไทเฮามองรอยยิ้มบนใบหน้าอีกฝ่ายที่ดูจะคิดได้และปล่อยวางเรื่องของแม่ทัพหนุ่มจนหมดสิ้น ก็รู้สึกว่าสิ่งที่หลานสาวพูดนั้นถูกต้อง ลูกหลานตระกูลซ่งไม่ใช่คนดีงามอะไร ไม่จำเป็นต้องสำรวมกิริยาอย่างสตรีอื่นกระทำกัน เมื่ออีกฝ่ายคิดได้เช่นนี้นางก็สบายใจ
“ช่างเถอะ ๆ ในเมื่อตอนนี้หนุ่มสาวไม่ยินยอมแล้ว พระราชเสาวนีย์ที่สั่งลงไปก็เป็นแค่ผ้าเช็ดก้นผืนหนึ่ง…ยกเลิกไปแล้วกัน!”
“ขอบพระทัยเพคะ”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านแม่ทัพก็ลุกขึ้นเถอะ ฝืนร่างกายเช่นนี้ไม่ค่อยดีเท่าไร” หญิงสาวส่งสายตาให้นางกำนัลไปประคองร่างสูงใหญ่ข้างกายให้ลุกขึ้น เพียงแต่ว่าอีกฝ่ายกลับลุกขึ้นยืนเองเสียก่อน
“จบเรื่องแล้ว เจ้าก็กลับไปได้” ไทเฮาโบกมือไล่เจ้าหนุ่มหน้าเหม็นที่ไม่รู้จักของดีให้ออกจากตำหนักโดยเร็ว ตวนเป้ยเหยียนคุกเข่าอยู่ที่นี่มาสองวันก็ไม่มีทีท่าว่าจะยอมเชื่อฟัง
“กระหม่อมทูลลาพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพหนุ่มโค้งกายลงคารวะไทเฮาด้วยความเคารพและหมายจะหมุนตัวกลับ เขาไม่แม้แต่เหลียวมองสตรีที่ยืนอยู่ข้างกายแม้แต่นิดเดียว ทว่ายังไม่ทันจะหันกลับก็มีเสียงหัวเราะเสียงหนึ่งไล่หลังพร้อมทั้งเอ่ยปากเรียกตัวเขาเอาไว้
“ท่านแม่ทัพตวนช่วยรอประเดี๋ยวก่อน”
“ท่านหญิงมีอะไรจะสั่งหรือ?” ชายหนุ่มร้องรับแต่ไม่ได้คิดจะหันหน้ากลับไปเผชิญกับสตรีแสนร้ายกาจ ที่เอาชีวิตของตัวเองมาเป็นเครื่องมือผูกมัดเขาไว้
“เปล่า…แค่จะบอกว่าเมื่อท่านยืนกรานจะยกเลิกการแต่งงานครั้งนี้แล้ว ท่านอย่าได้เสียใจภายหลังก็แล้วกัน”
หลังจากที่ได้ยินสิ่งที่หญิงสาวผู้ยึดมั่นในตัวเขาพูดเช่นนี้ มุมปากของชายหนุ่มก็ยกขึ้นเล็กน้อยและหันกลับมาจ้องหน้าสตรีผู้สูงส่งแต่เขาไม่เคยนึกมีใจรักเป็นครั้งแรก
“เมื่อก่อนมีความรู้สึกเช่นไร ต่อไปก็เหมือนกัน”
“ดี หนักแน่นสมเป็นบุรุษผู้เกรียงไกร พูดแล้วไม่คืนคำ ท่านไปได้แล้วล่ะ” ซ่งอวิ๋นเฟยมองใบหน้าหล่อเหลาก็ยกยิ้มอย่างไม่ใส่ใจและโบกมือไล่ชายหนุ่มอย่างไม่ไยดี ใบหน้างามเปื้อนรอยยิ้มไม่ได้สนใจว่าอีกฝ่ายจะเป็นอย่างไร นางหันไปสนทนากับผู้เป็นป้า ซึ่งกำลังสับสนในการเปลี่ยนแปลงของหลานสาวจากหน้ามือเป็นหลังมือ
“หลานรู้สึกว่าตอนนี้ชอบชายหนุ่มสุภาพชนเรียบร้อย มีรอยยิ้มงดงาม รูปร่างสูงโปร่งสักหน่อย หากเรียนรู้บุ๋นมากกว่าบู๊ได้ก็ดีเช่นกันเพคะ จะได้พูดจากันรู้เรื่อง ไม่มุทะลุทำอะไรไม่คิด….”
เสียงอ่อนหวานแหบแห้งทว่าดูอ่อนแรงไปสักหน่อยซึ่งลอยออกมาเป็นระยะตามหลังตวนเป้ยเหยียน ทำให้ฝีเท้าที่มั่นคงชะงักไปชั่วครู่ จากนั้นก็หัวเราะในลำคอหนึ่งครั้งและจากไปอย่างที่ไม่มีพันธนาการใด ๆ เหนี่ยวรั้งเอาไว้อีก
2-จัดการจวน
2
********
จัดการจวน
เพื่อให้ซ่งไทเฮาทรงเชื่อว่าร่างนี้ไม่เป็นอะไรทั้งร่างกายและจิตใจ สือฟางเฟยในร่างของซ่งอวิ๋นเฟยจึงอยู่พูดคุยเล่นกับผู้มีฐานะเป็นป้าครู่ใหญ่ แต่เมื่อซ่งไทเฮาเห็นว่าหลานสาวต้องพักผ่อนให้มาก ๆ จึงเร่งให้อีกฝ่ายกลับจวนพร้อมกับของกำนัลมากมายเพื่อปลอบใจที่ไม่สมหวังในความรัก
สือฟางเฟยเรียนรู้จากเรื่องราวในอดีตของเจ้าของร่างว่านางเป็นหลานสาวที่ถือกำเนิดมาห่างจากพี่น้อง ตั้งแต่แรกที่ซ่งไทเฮาเห็นก็ชมชอบและขอนำมาเลี้ยงดูข้างกายในทันที
ซ่งไทเฮาไม่ใช่มารดาแท้ ๆ ของฮ่องเต้ แม้ว่าจะมีความเคารพให้กันอย่างที่บุตรมารดาควรมี ทว่าก็มีช่องว่างระหว่างกันและกัน ดังนั้นการมีหลานสาวตัวน้อยมาให้เลี้ยงดูก็ทำให้ชีวิตมีสีสันขึ้นมาบ้าง อำนาจของตระกูลซ่งยืนหยัดเป็นรากฐานของแคว้นเฉียน ถึงจะไม่ได้แย่งชิงและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ทว่าเพื่อให้ตระกูลซ่งได้เป็นตระกูลขุนนางที่มีอำนาจ ซ่งไทเฮาจำเป็นต้องวางแผนเพื่ออนาคต
ซ่งอวิ๋นเฟยยิ่งเติบโตก็ยิ่งงดงาม ใครได้เห็นก็มีแต่ชื่นชมและชื่นชอบ แม้แต่รัชทายาทเองก็มีใจให้ญาติผู้น้องของตัวเองเช่นกัน
….น่าเสียดายที่หญิงสาวกลับไปหลงรักคนผิด….
ตวนเป้ยเหยียนแม้ว่าจะเก่งกาจและมีความสามารถมากเพียงใด แต่สำหรับสตรีที่มีชีวิตใหม่โดยการได้ครอบครองร่างงามของซ่งอวิ๋นเฟยรู้สึกว่าแม่ทัพหนุ่มไม่อาจทำให้ความปรารถนาของตัวเองได้สำเร็จ…นางในตอนนี้จะต้องปีนป่ายขึ้นที่สูงเพื่อยุยงให้เหล่าบุรุษผู้มีอำนาจทำตามในสิ่งที่ต้องการ
….แผ่นดินนี้จะต้องลุกเป็นไฟและพังพินาศ!….
โฉมสะคราญกลับถึงจวนซึ่งได้รับพระราชทานยามที่ถูกแต่งตั้งเป็นท่านหญิงซิวเยวี่ยน เมื่อเจ้าของร่างเติบโตขึ้นก็ไม่อาจอาศัยอยู่ในวังกับซ่งไทเฮาได้อีก ดังนั้นจวนแห่งนี้จึงถือเป็นที่อยู่อาศัยของนางเพียงผู้เดียวอย่างแท้จริง
ระหว่างกำลังยกขาก้าวเข้าประตูใหญ่โดยมีสาวใช้คองประคอง ฝีเท้าของเจ้าของจวนก็ชะงักค้าง จากนั้นก็หันไปมองชายร่างสูงใหญ่สองคน ท่าทางของพวกเขาดูดีกว่าคนเฝ้าประตูทั่วไป
“ท่านหญิง?” ซูหรงเห็นเจ้านายมองเหล่านายทหารที่ถูกส่งตัวมาจากกองทัพเสวียนหู่ก็เอ่ยปากเรียกด้วยความสงสัย
“ข้าไม่อยากเห็นหน้าพวกเจ้า อีกเดี๋ยวไปเก็บข้าวของออกไปจากจวนข้าทันที” ซ่งอวิ๋นเฟยไม่ได้ตอบรับอะไรสาวใช้ข้างกายแต่หันไปพูดเสียงเรียบไร้อารมณ์กับคนเฝ้าประตูทั้งสองแทน
“ท่านหญิงว่าอย่างไรนะขอรับ?”
“ขอรับ?”
ทหารหาญที่ถูกส่งมาทำงานต่ำต้อยอย่างการเฝ้าประตูมองเจ้าของจวนครู่หนึ่ง ก่อนจะร้องถามเพื่อย้ำว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นไม่ได้หูฝาดไปเอง
“เรื่องราวเมื่อก่อนเป็นข้าที่ดึงดันเอง แต่ในตอนนี้มานึกดูแล้ว ให้นายทหารผู้เก่งกล้า ห้าวหาญ มีความสามารถเหลือล้นจากกองทัพเสวียนหู่มาเฝ้าประตูเพื่ออะไร ในเมื่อคนที่ต้องการพบ ไม่เคยมาเยือนที่หน้าประตูเลยสักครั้ง”
ซ่งอวิ๋นเฟยใช้ชีวิตเป็นแม่ดอกบัวขาวอย่างแท้จริง ขอแค่มีโอกาสสักเล็กน้อยก็จะพยายามหาทางใกล้ชิดกับแม่ทัพหนุ่มในดวงใจ น่าเสียดายที่เขาไม่เคยชายตามอง เมื่อนางร้องขอคนมาช่วยดูแลจวนก็ส่งมาจริงอย่างที่ขอ แต่ตัวเขากลับไม่เคยมาปรากฏตัวเลยสักครั้ง จะถามไถ่ถึงลูกน้องกับนางก็ไม่เคยมีสักหน
ตวนเป้ยเหยียนหลบเลี่ยงกันถึงเพียงนี้แล้ว…น่าเสียดายที่เจ้าของร่างยังเอาแต่เฝ้ารอคอยความหวังว่าสักวันอีกฝ่ายจะหันกลับมามอง
นายทหารจากกองทัพเสวียนหู่ต่างมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ สตรีโฉมสะคราญตรงหน้าผู้นี้ ยามนั้นร่ำร้องอยากได้คน…ตอนนี้พอนึกจะไม่เอาก็เอ่ยออกมาง่าย ๆ เช่นนี้เลยหรือ?
“เกาส่ง!” เสียงแว่วหวานแหบแห้งซึ่งเกิดจากการอาการบาดเจ็บตะโกนเรียกพ่อบ้านผู้ดูแลจวน เพียงแต่พ่อบ้านผู้นี้ไม่ได้แก่ชราอย่างที่คิด อีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มที่ถูกซ่งอวิ๋นเฟยช่วยเอาไว้ยามที่ตามซ่งไทเฮาไปไหว้พระบนเขาจี้เปี่ยน
ตอนนั้นเกาซ่งเป็นเพียงเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บนอนจมกองเลือด เมื่อถูกรักษาจนหายดีก็พบว่าเขามีความสามารถมาก สิ่งใดที่เอ่ยปากสั่งล้วนแต่ทำออกมาได้อย่างไร้ที่ติ เว้นแต่นิสัยส่วนตัวเป็นคนตื่นตระหนกง่ายไปสักหน่อย เช่นเวลานี้ที่ถูกเรียกก็รีบร้อนวิ่งออกมาร้องรับด้วยความตื่นตกใจ
“ขอรับ ๆ ท่านหญิง ขอรับ ๆ เกาส่งอยู่ตรงนี้แล้วขอรับ!”
เมื่อคนมาถึงสือฟางเฟยก็หรี่ตาลงเล็กน้อย จากนั้นก็รู้สึกว่าภายในจวนท่านหญิงซิวเยวี่ยนผู้นี้สมบูรณ์พร้อมมากจริง ๆ ฐานะและร่างกายนี้เหมาะสมดียิ่ง นางจ้องมองพ่อบ้านตรงหน้าครู่หนึ่งก่อนจะเปิดปากออกคำสั่ง
“ให้คนส่งนายทหารกองทัพเสวียนหู่กลับไปให้เรียบร้อย แล้วก็ส่งคนไปแจ้งในวังสักหน่อยว่าข้าต้องการคนเฝ้าประตูใหม่ หากไทเฮาทูลถามก็บอกว่าทุกอย่างที่เกี่ยวกับแม่ทัพตวน ‘ข้าซ่งอวิ๋นเฟย ไม่ต้องการแล้วทั้งสิ้น’ ”
คำพูดที่ป่าวประกาศออกไปไม่ได้พูดให้พ่อบ้านที่เบิกตากว้างรับคำสั่งฟังเพียงอย่างเดียว แต่นางบอกกับชายสองคนที่เคยเป็นอดีตคนเฝ้าประตูของจวนอีกด้วย
“เอ่อ…”
“ถ้าไม่รีบไปจัดการ เจ้าจะได้ออกจากจวนไปกับพวกเขาด้วย”
“ขอรับ ๆ ท่านหญิง ขอรับ ๆ เกาส่งไปเดี๋ยวนี้!”
ชีวิตความเป็นอยู่ในจวนของซ่งอวิ๋นเฟยเดิมทีก็เรียกว่าสุขสบายอย่างมาก เผลอ ๆ หญิงสาวมีชีวิตที่ดีกว่าคนในวังหลวงด้วยซ้ำ ไม่มีกำแพงสี่ด้านกักขัง ไม่ว่าอยากจะทำอะไรหรืออยากไปที่ไหนล้วนแต่มีอิสรเสรีกว่าเหล่าเชื้อพระวงศ์แท้จริงเสียด้วยซ้ำ
บ่าวรับใช้ในจวนมีค่อนข้างมาก…มากเกินความจำเป็น ส่วนใหญ่เป็นคนที่ซ่งไทเฮาประทานมาให้ดูแลหลานสาวคนโปรดไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง เพียงแต่หลายปีที่ผ่านมาสือฟางเฟยเคยชินกับการอยู่เพียงลำพังและมีคนน้อยให้คอยใช้สอยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“ซีหรง”
“เจ้าคะ?”
“ไปเรียกบ่าวชายหญิงทั้งหมดมาที่ลานกว้าง ข้ามีเรื่องจะจัดการ”
“เจ้าค่ะ” ตั้งแต่ที่เจ้านายฟื้นตื่นขึ้นมาก็ทำอะไรหลายอย่างที่นางไม่เข้าใจ คล้ายว่าการผิดหวังเรื่องความรักครั้งนี้ ท่านหญิงก็สร้างตัวตนใหม่ขึ้นมา
เมื่อทุกคนในจวนมารวมตัวกันที่ลานกว้าง บางส่วนก็จ้องมองไปยังเจ้าของจวนที่สร้างเรื่องใหญ่จนน่าอับอาย บางส่วนก็รู้สึกเห็นใจเจ้านายที่ต้องพบเจอกับความเศร้าโศก ทุกสายตาและทุกการกระทำของคนทั้งหมดล้วนแต่อยู่ในสายตาของสือฟางเฟยในร่างของซ่งอวิ๋นเฟยทั้งหมด
“เกาส่ง”
“ขอรับ ๆ ท่านหญิงมีอะไรจะสั่งเกาส่งหรือขอรับ?!”
“เก็บคนครัวเอาไว้ทั้งหมด คนซักล้างเหลือไว้เพียงห้าคน คนทำความสะอาดสิบคน คนสวนสามคน เรื่องอื่น ๆ ทั่วไปสิบคน สาวใช้ในเรือนนอนแค่สองคนก็เพียงพอ ไม่รวมองครักษ์และคนเฝ้าประตูที่ไทเฮาส่งมา คนที่เหลือจากนี้…ใครมาจากในวังก็ให้ส่งกลับวังตามเดิม ใครที่ซื้อตัวมาก็คืนสัญญาแล้วจ่ายเงินค่าชดเชยให้ไปซะ” หญิงสาวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หันไปสั่งการพ่อบ้านที่ยืนอยู่ด้านข้าง
“…..เหลือแค่นี้เองหรือ…น้อย…”
“แค่นี้ก็พอแล้ว…ส่วนจะคัดเลือกคนที่เหลืออย่างไร เจ้ารู้ใช่หรือไม่?”
เกาส่งมองเห็นสายตาที่มองมาก็นิ่งงันอยู่ชั่วครู่ จากนั้นก็พยักหน้าอย่างรวดเร็ว คนที่เลือกให้อยู่ต่อต้องไม่ใช่พวกที่ดูถูกท่านหญิงลับหลัง!
หลังจากการรวมตัว เกาส่งก็ทำงานตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว สาวใช้ส่วนหนึ่งถูกส่งวังหลวง ส่วนหนึ่งได้รับสัญญาขายตัวคืนพร้อมเงินก้อนโตที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย ทำให้ยามนี้มีบ่าวรับใช้ชายหญิงในจวนเบาบางลงกว่าเดิมเกินครึ่ง
จวนใหญ่แสนประณีตอันเป็นสถานที่อาศัยของหญิงงามซึ่งเคยมีคนเดินวุ่นวายสวนทางไปมา ตอนนี้สงบเงียบลงทันตา เกาส่งพ่อบ้านใหญ่อายุน้อยผู้เป็นคนดูแลจวนมองดูท่านหญิงที่นั่งหลับตานิ่งอยู่ในศาลากลางน้ำก็ได้แต่สงสัยในสิ่งที่อีกฝ่ายทำทว่าไม่กล้าเอ่ยถาม
ท่านหญิงผู้มีจิตเมตตาของเขาเพิ่งผ่านความเจ็บปวดและความเป็นความตาย จะเปลี่ยนไปเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
ความเจ็บแสนสาหัสเปลี่ยนคนได้…เขาเคยสัมผัสมาแล้ว
ดวงตาที่ปิดสนิทก่อนหน้าค่อย ๆ ลืมขึ้นมาอย่างช้า ๆ จากนั้นนางก็มองเห็นใบหน้าของตัวเองบนผิวน้ำรวมถึงเสื้อผ้าอาภรณ์ที่เจ้าของร่างสวมใส่
“เกาส่ง”
“ขอรับ ๆ ท่านหญิงมีอะไรจะสั่งเกาส่งขอรับ!”
“ไปตามคนจากร้านไฉ่หงมาทีแล้วก็บอกให้พวกเขาเอาผ้าแพรพรรณพับใหม่มาด้วย ส่วนเสื้อผ้าเดิมซีหรงเจ้าจัดการเอาไปทิ้งให้หมด” สือฟางเฟยตั้งใจแล้วว่าต่อจากนี้ไปจะใช้ร่างของซ่งอวิ๋นเฟยให้ดีที่สุด
เสื้อผ้าอาภรณ์สีอ่อนกับกิริยาท่าทางอ่อนหวาน นิสัยเดิมของเจ้าของร่างไม่ได้ชมชอบเท่าไรนักแต่เพราะต้องการเป็นสตรีที่ดีงามเรียบร้อยและเพียบพร้อม ดังนั้นเจ้าของจวนจึงมักจะตัดเย็บเสื้อผ้าส่งเสริมตัวเองดูเป็นเช่นนั้น
เพียงแต่การกระทำพวกนี้นอกจากจะไม่อาจมัดใจชายที่ต้องใจได้แล้ว นิสัยที่คล้ายกันของนางกับเจ้าของร่างคือไม่ชมชอบเสื้อผ้าสีอ่อน
“ท่านหญิงต้องการจะตัดชุดใหม่ทั้งหมดหรือเจ้าคะ?”
“ใช่…บอกพวกเขาให้เอาแพรพรรณสีสด ๆ มาสักหน่อย”
“สีสด?”
“เจ้าจะให้ข้าสวมใส่เสื้อผ้าสีอ่อนพวกนี้ไว้ทุกข์แก่ใคร?”
“…..” ซีหรงรับใช้เจ้านายมานานทว่าไม่เคยได้ยินอีกฝ่ายพูดจาเสียดสีรุนแรงเช่นนี้มาก่อน แม้ในใจจะรู้สึกตกใจทว่าก็ยังคงรีบออกไปทำตามคำสั่งพร้อมพ่อบ้านหนุ่มในทันที
เฉียนไท่หยางนับถือแม่ทัพตวนมาช้านาน ด้วยอายุที่ใกล้เคียงกันพวกเขาเคยร่วมเรียนด้วยกัน บางครั้งพวกเขาก็มักจะออกมานอกวังเพื่อดื่มชา สนทนาเรื่องราวต่าง ๆ ของบ้านเมืองด้วยกันเสมอ ครั้งนี้หลังจากผ่านเรื่องวุ่นวายอย่างน่าตกใจถึงสองเรื่องแล้ว สองชายหนุ่มก็เพิ่งจะมีเวลาว่างเว้นมาพบเจอกัน
“คารวะรัชทายาท”
“ไม่ต้องมากพิธี แม่ทัพตวนรีบนั่งลงเถอะ”
“ขอบพระทัย”
ชายหนุ่มที่ดูภายนอกคนหนึ่งเชี่ยวชาญบุ๋น คนหนึ่งเชี่ยวชาญบู๊นั่งตรงข้ามกันช่างน่ามองอย่างยิ่ง ตวนเป้ยเหยียนแม้จะเป็นถึงแม่ทัพใหญ่บุกสังหารผู้คนและเหล่าศัตรูมาอย่างมากมาย ทว่าเขากลับเป็นผู้ครองใบหน้าหล่อเหลา ยิ่งสวมใส่ชุดสีเข้มก็ยิ่งขับเน้นในองคาพยพทั้งห้าโดดเด่น คิ้วหนาของชายหนุ่มพาดยาวไม่ต่างจากคมดาบที่ถือกวัดแกว่งในสนามรบ ดวงตาเรียวคมดุดันแต่กลับลึกลับน่าค้นหา จมูกโด่ง ริมฝีปากบางรับกรอบหน้า มองโดยรวมทั้งหมดสิ่งที่บ่งบอกได้คือตวนเป้ยเหยียนมีรูปโฉมงามทว่าก็มีความหยิ่งทะนงอยู่ในที
เทียบกับรัชทายาทแคว้นเฉียนฉิน แม้จะมีรูปโฉมน่ามองแต่กลับดูเป็นสุภาพชน เมื่อนั่งอยู่กับแม่ทัพหนุ่มดูคล้ายว่าจะจืดชืดไปสักหน่อย แต่ถึงอย่างนั้นสตรีหลายคนก็หมายปองตำแหน่งข้างกายของผู้สืบทอดบัลลังก์มากกว่ายึดติดที่หน้าตา
“ระหว่างที่เดินทางมา ข้าได้ยินแต่เรื่องของญาติผู้น้อง ท่านแม่ทัพทำเช่นนี้ไม่สงสารนางบ้างหรือ?” ก่อนหน้าเมื่อนานแสนนาน เฉียนไท่หยางเคยพบเทพธิดาตัวน้อยในอุทยานหลวง อีกฝ่ายวิ่งเล่นไล่จับผีเสื้ออยู่กับเหล่านางกำนัล ตั้งแต่นั้นมาในใจของตนเองก็ล้วนแต่มีภาพของเด็กหญิงวนเวียนไปรู้จบ
เวลาผ่านไปเทพธิดาโฉมงามเติบโต…เขามีใจให้อีกฝ่ายทว่าน่าเสียดายที่ความจริงช่างโหดร้าย เทพธิดาผู้นั้นมีชายอื่นในใจแล้ว
เมื่อหน้าที่กับหัวใจไปด้วยกันไม่ได้ รัชทายาทยาทแคว้นเฉียนในยามนั้นก็ได้ตัดใจ ตอบรับการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับองค์หญิงรองแคว้นสือ แม้ตอนนี้ใจเขาไม่ได้รู้สึกกับญาติผู้น้องเช่นเดิม แต่อย่างไรการได้ยินนางถูกนินทาว่าร้ายก็ทำให้รู้สึกไม่ดีนัก
“หากจะว่าตำหนิกระหม่อมเรื่องนี้ ก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันแล้ว”
“เอาเถอะ ๆ อย่าได้โกรธไปเลย ก่อนหน้าได้ยินมาว่าญาติผู้น้องของข้าทำเจ้าลำบากใจมากทีเดียว” เรื่องพระราชเสาวนีย์ของไทเฮาเป็นเรื่องใหญ่ แต่แล้วเหมือนทุกอย่างก็อันตรธานหายไปราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเสียอย่างนั้น
เสด็จพ่อค่อนข้างหนักใจเรื่องนี้อย่างมาก หากว่าญาติผู้น้องและเสด็จย่ายืนกรานจะลงโทษแม่ทัพหนุ่มตรงหน้าข้อหาขัดพระราชเสาวนีย์
“ตอนนี้ไม่มีอะไรพ่ะย่ะค่ะ ถือว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี”
เมื่อพูดถึงสตรีผู้นั้นตวนเป้ยเหยียนก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ลูกน้องสองคนที่ถูกส่งตัวกลับมายังค่ายทหารถ่ายทอดคำพูดของนางยามอยู่หน้าประตูใหญ่ของจวนให้ฟัง นั่นทำให้เขารู้สึกดูถูกโฉมสะคราญผู้นี้อยู่ไม่น้อย
ใช้ความตายมาเรียกร้องความสนใจจากเขายังไม่พอ…เหมือนว่าตอนนี้อยากจะใช้แผนปล่อยเพื่อจับอีกด้วย