โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แม่รับไม่ได้! หลังลูกถูกครูทำโทษ สั่งให้เพื่อนผลัดกันหยิกหู จนเขียวช้ำ

BRIGHTTV.CO.TH

อัพเดต 02 ก.พ. 2568 เวลา 13.52 น. • เผยแพร่ 02 ก.พ. 2568 เวลา 06.35 น. • Bright Today

นี่หรือจิตใจคนเป็นครู? แม่ถึงกับรับไม่ได้ โพสต์ประจานหลังลูกชาย ป.3 ถูกครูทำโทษ โดยการสั่งให้เพื่อนๆหยิกหูจนเป็นรอยช้ำ จ.เชียงใหม่

กลายเป็นเรื่องที่ชาวเน็ตให้ความสนใจเป็นอย่างมาก หลังจากที่คุณแม่ท่านหนึ่งได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งระบุข้อความว่า “ณ โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในหางดง” โดยภาพดังกล่าวนั้นเป็นภาพใบหูของลูกชายที่มีรอยช้ำเขียว แถมมีแผลเหมือนโดนเล็บจิก ซึ่งหลังจากที่คุณแม่ได้โพสต์ข้อความดัง กล่าวนั้น ทางด้านเพจดังๆในจังหวัดเชียงใหม่ต่างก็ช่วยกันออกมาโพสต์เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม โดยมีเพจ เชียงใหม่ที่คุณไม่เคยเห็น นั้นระบุข้อความว่า

โรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน อำเภอ #หางดง เชียงใหม่ คุณครูชี้แนะให้เด็ก ป.3 ทำร้ายกันเอง โดยที่ครูก็ยืนอยู่ตรงนั้น บอกเด็กว่าถ้าจิกแล้วไม่ร้องห้ามหยุดสั่งสอนเด็ก ด้วยการชี้แนะให้เด็กทำร้ายร่างกายกันเอง ซึ่งเป็น เด็กผู้หญิง กับ เด็กผู้ชาย ให้ดึงหูกัน

ต่อมา นางสาวธนัญชนก อายุ 30 ปี ผู้เป็นแม่ ได้เล่าว่า เด็กชายที่อยู่ในภาพนั้นคือน้องโฟกัส ลูกชายอายุ 9 ขวบเด็กนักเรียนชั้น ป.3 โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ น้องถูกครูผู้ชายทำโทษจนหูอักเสบ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่30 มกราคม 2568 โดยช่วงวันนั้นน้องโฟกัสไปทัศนศึกษากลับมาช่วงเย็น คุณพ่อก็ไปรับปกติเหมือนทุกวัน

พอกลับมาที่บ้าน คุณน้าเห็นว่าทำไมน้องโฟกัสหูแดงมาก แดงเป็นเลือด พอถามน้องก็บ่ายเบี่ยงโดยอ้างว่าไม่มีปัญหาอะไร น้องไปเล่นกับเพื่อนมา ส่วนตัวตนคิดว่าน้องโฟกัสน่าจะกลัวเลยไม่กล้าบอก แต่หลังจากนั้นเธอก็ได้สอบทราบกับลูกชายอีกครั้ง จนกระทั่งน้องบอกความจริงว่า

ครูสั่งให้เพื่อนหยิกหู พอถามว่าสาเหตุมาจากอะไร น้องก็ไม่ยอมตอบ แม่จึงได้ไลน์ไปถามครูประจำชั้นแต่ครูก็ไม่ทราบว่าเกิดเหตุอะไรหูเป็นแผล แต่เดี๋ยวครูจะถามครูผู้ชายให้ว่าเกิดอะไร ทราบว่าน้องถูกทำโทษเนื่องจากไปขู่เอาเงินเพื่อน

ครูผู้ชายจึงได้ลงโทษโดยที่ให้น้องโฟกัสกับน้องน้ำอิง ซึ่งเป็นเด็กผู้หญิงอีกคนผลัดกันหยิกหูทั้งสองข้างจนกว่าจะมีคนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะร้องออกมา ตอนแรกแม่ก็ไม่ว่าอะไรแต่พอตอนเช้าอีกวันที่ 31 ม.ค. 68 น้องตื่นมามีอาการเหมือนไม่สบาย หลังเลิกเรียนกลับมาใบหูเขียวช้ำกว่าเดิม แม่จึงตัดสินโทรหาครูประจำชั้นอีกครั้ง ซึ่งครูประจำได้ให้ครูผู้ชายที่ลงโทษเด็กโทรกลับมาหาแม่ และพูดคุยถึงเรื่องราวดังกล่าว

ครูสั่งทำโทษ-min

โดยครูบอกว่าครูได้ให้เด็กหยิกหูกัน 10 ครั้ง ถ้าใครไม่ร้องไม่ให้หยุด ดังนั้นน้องน้ำอิงจึงหยิกหูอย่างแรง เพื่อให้ร้อง ครูถึงจะหยุดทำโทษ ตนจึงถามครูผู้ชายที่ลงโทษกลับไปว่าครูลงโทษเด็กแบบนี้มันเกินกว่าเหตุไปไม ซึ่งครูคนดังกล่าวตอบกลับมาว่าปกติครูก็ลงโทษเด็กแบบนี้อยู่แล้วแต่ไม่ถึงขั้นนี้ พึ่งมาเป็นหนักที่ลูกคุณแม่ ตนจึงย้อนถามกลับไปว่าครูมีพฤติกรรมรุนแรงกับเด็กแบบนี้หรือ

ถ้าเด็กมีพฤติกรรมไม่ดี ทำไมครูไม่ลงโทษแบบอื่นหรือว่าแจ้งผู้ปกครองให้ทราบก่อน ไม่น่าให้เด็กสองคนที่เป็นเด็กผู้ชายและผู้หญิงมาหยิกหูกันเพื่อทำโทษ ซึ่งมองว่าการลงโทษดังกล่าวนั้น เป็นการสร้างพฤติกรรมรุนแรงให้กับเด็กและเป็นการปลูกฝังความก้าวร้าวให้เด็กผู้ชายรังแกผู้หญิงได้ หลังเกิดเหตุได้พาน้องโฟกัสลูกชายไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล แพทย์วินิจฉัยว่า น้องหูอักเสบให้ยามาทาและรับประทาน

พ่อเข้าแจ้งความเอาผิดครู

ก่อนที่พ่อของน้องจะเข้าแจ้งความกับ ตำรวจ สภ.หางดงเพื่อเอาผิดครูที่ลงโทษเด็ก โดยยืนยันจะดำเนินคดีให้ถูกที่สุด เพื่อเป็นคดีตัวอย่างและไม่ต้องการให้ครูคนนี้ไปลงโทษเด็กคนอื่นแบบนี้อีก

ขณะที่น้องโฟกัส เด็กชายที่ถูกทำโทษ บอกว่า ตอนนี้ตนเองกลัว ยอมรับว่าไม่กล้าพูดความจริงกับแม่ เพราะกลัวแม่ไปเอาเรื่องครู ตนเองได้ไปขู่เอาเงินเพื่อนจริง แต่ทำเล่นๆ หลังจากนี้จะไม่ทำอีก และเข็ดแล้วที่ถูกครูทำโทษ ส่วนอาการเจ็บหูนั้น ขณะนี้ก็ยังเจ็บบริเวณใบหูอยู่ นอนตะแคงไม่ได้ ส่วนน้ำอิงนั้นที่ไม่เจ็บเยอะ เพราะตนไม่ได้หยิกแรงเพราะแม่สอนว่าไม่ให้รังแกผู้หญิงตนจึงไม่กล้าหยิกเพื่อนแรง โดยผู้อำนวยการโรงเรียนที่น้องเรียนอยู่ได้โทรมาหาคุณแม่ และนัดไปพูดคุยเจรจาไกล่เกลี่ยในวันจันทร์ ที่ 3 กพ. 68

หยิกหู-min
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...