หุ้นไทย สัปดาห์นี้ จับตาแนวรับสำคัญ 1,300 จุด ดร.นิเวศน์ แนะปรับโหมด “ตั้งรับ” กอดเงินสด
หุ้นไทย สัปดาห์นี้ นักวิเคราะห์ให้กรอบ 1,300-1,330 จุด หุ้นเด่น KKP, CRC, BCH, BA และ BBIK เดือนม.ค. SET ปรับตัวลง-6.12 % ดร.นิเวศน์ แนะปรับโหมด “ตั้งรับ” รักษาความมั่งคั่ง
บล.กสิกรไทย คาดการณ์ “หุ้นไทย” สัปดาห์นี้ (3-7 ก.พ. 68) ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,300 และ 1,275 จุดขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,330 และ 1,345 จุด ตามลำดับ
บล.บัวหลวง คาดดัชนีหุ้นไทยแกว่งไซด์เวย์ พร้อมให้แนวต้าน 1,330 จุด แนวรับ 1,310 จุด
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมิน ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนม.ค. 2568 ของไทย ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดผลประกอบการไตรมาส 4/2567 ของบจ.ไทย นโยบายของประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ของสหรัฐฯ และทิศทางเงินทุนต่างชาติ(ฟันด์โฟลว์)
ในวันศุกร์ที่ 31 ม.ค. ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,314.50 จุด ลดลง 2.92% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 35,612.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.73%จากสัปดาห์ก่อน
บล.กสิกรไทย ยังคงมีมุมมองระมัดระวังต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเดือนก.พ. เนื่องจากความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลดลงแรงของดัชนีตั้งแต่ปลายปีที่แล้วมาทำให้มองว่ามีความน่าสนใจมากขึ้น และประเมินเป็นโอกาสสำหรับการทยอยสะสมหุ้นได้ คงเป้าหมายดัชนี SET ณ สิ้นปี 2568 ไว้ที่ 1,520 จุด โดยอ้างอิงจากประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดที่ 95 บาท และอัตราส่วน PE ระยะยาวที่ 16 เท่า
แนะนำหุ้นเด่นสำหรับการลงทุนในพอร์ตเดือน ก.พ.
ได้แก่ KKP, CRC, BCH, BA และ BBIK
บล.ฟิลลิปฯ สรุปภาพรวมเดือน ม.ค. 2568 SET Index ปรับตัวลงราว 85.71 จุด คิดเป็นผลตอบแทน -6.12% ถือเป็นการติดลบต่อเดือนสูงที่สุดในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2563 ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในตลาดที่ลดน้อยถอยลงไป และความน่าสนใจของผลตอบแทนในมุมของนักลงทุนที่ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับดัชนีอื่นทั่วโลก
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นหุ้นคุณค่า (วีไอ) กล่าวตอนหนึ่งในบทความเรื่อง “กลยุทธ์รักษาความมั่งคั่ง” ว่า ผลตอบแทนการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เดือนแรกของปี 2025 อยู่ที่ - 6.1% และเป็นการตกลงมาอย่างต่อเนื่องจากปลายปีที่แล้ว
ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ หุ้นที่ตกลงมานั้นเกิดขึ้นในแทบทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและแทบทุกกลุ่มหุ้น เช่น หุ้น “เก็งกำไร” หุ้น “ปั่น” หุ้น “VI” และหุ้น “ปันผล” ไม่ต้องพูดถึงหุ้น “เติบโต” หรือหุ้น “คอร์เนอร์” ที่เคยเป็น “ดารา” ที่มีราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปมากในช่วงก่อนและทำให้ราคาหุ้นแพงมากที่มีค่า PE สูงกว่าปกติมากที่ “คอร์เนอร์แตก” ราคาหุ้นตกลงมามากทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรรุนแรงเกิดขึ้นกับบริษัท
ดร.นิเวศน์ มองว่า การตกลงมาของหุ้นรอบนี้ดูเหมือนว่าจะยังไม่จบ บางทีอาจจะเพิ่งเริ่มต้น เพราะเหตุผลที่ทำให้หุ้นตกนั้นยังคงอยู่ “ครบถ้วน” ไม่ว่าจะเป็น
- การเติบโตของ GDP ที่ดูเหมือนว่าจะไม่ดีขึ้นในปีนี้ 2
- อัตราดอกเบี้ยที่ “คงจะไม่ลด” และก็จะยังรบกวนไม่ให้หุ้นขึ้นไปได้ทั้งในระดับโลกและของไทย
- กำไรของบริษัทจดทะเบียนที่น่าจะไม่ดีขึ้นเพราะความต้องการสินค้าในประเทศที่ยังอ่อนแออานิสงค์จากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ดี การใช้จ่ายรายการใหญ่เช่น การซื้ออสังหาริมทรัพย์และรถยนต์ยังไม่ฟื้นตัว
- หุ้นโดยรวมมีราคาแพงวัดจากค่า PE ที่สูงถึง 18 เท่า
ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนต้องปรับ “โหมด” จาก “รุก” เป็นโหมด “รับ” เต็มตัว
ดร.นิเวศน์ มองว่าสถานการณ์ตลาดหุ้นในปัจจุบันนั้นเปลี่ยนไปมากพอที่จะทำให้ต้องเปลี่ยนวิธีการลงทุนจากหุ้นเติบโต หุ้นวัฎจักร หรือหุ้นฟื้นตัวที่มีโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนมาก ๆ ในเวลาอันสั้น มาเป็นการลงทุนในหุ้นที่มีความปลอดภัยสูงเป็นพิเศษ หรือไม่ก็ไม่ลงทุนในหุ้นเลย เพื่อที่จะ “รักษาความมั่งคั่ง” ของเราไว้ได้
“การรักษาความมั่งคั่งเอาไว้ให้เท่ากับระดับเดิมหรือใกล้เคียงนั้น วิธีที่ดีและปลอดภัยที่สุดก็คือ ถือเงินสดให้มากที่สุด”
สำหรับการเลือกหุ้นที่จะขายเพื่อเก็บเป็นเงินสดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ หุ้นที่มีราคาแพงโดยเฉพาะที่มีค่า PE สูงและกำไรในช่วงประมาณ 1-2 ไตรมาสข้างหน้าคงไม่โตนัก จึงเป็นเป้าหมายที่ควรจะขายออกไป
หุ้นราคาไม่แพงแต่ไม่มีอะไรโดดเด่นและที่สำคัญก็ไม่ได้จ่ายปันผลมากเทียบกับราคาหุ้น เช่น ให้ปันผลตอบแทนแค่ 3-4% ในช่วงเร็ว ๆ นี้ ก็ต้องถือว่าเป็นเป้าหมายที่ควรจะถูกขายออกไปเพื่อเก็บเป็นเงินสดจะดีกว่า แม้ว่าเงินสดจะให้ผลตอบแทนแค่ 1% แต่ความเสี่ยงที่จะลดลงไม่มี
ในขณะที่หุ้นตัวนั้น ที่เราอาจจะมองว่าดีพอสมควรและมีปันผล “พอใช้ได้” ค่า PE ก็แค่ 10 เท่าต้น ๆ แต่ในความเห็นของผมแล้ว ความเสี่ยงที่หุ้นจะตกลงไปเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กระทบกับตลาดหุ้นในช่วงไม่นานนับจากนี้อาจจะมากกว่าที่เราคิด ดังนั้น ถ้าคิดจะรักษาความมั่งคั่งให้คงอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ เราก็อาจจะต้องยอมขายหุ้นทิ้ง